บทที่ 15 ข้าจะฆ่าเ้าจริง ๆ นั่นแหละ
หลังจากที่เยว่ชูลิงพูดถึงเื่ขององค์รัชทายาททำให้ลู่จือฉิงเข้าใจว่า ปัญหาที่นางกำลังเผชิญอยู่นั้นไม่ได้มีเพียงแค่เื่เดียว นางจึงรู้สึกวิตกกังวลจนแทบจะคลุ้มคลั่ง
ถึงอย่างนั้นเื่ราวชิงรักหักสวาทของเหล่าองค์ชายนับว่าหาดูได้ยากยิ่ง ทว่าเื่ราวการแย่งชิงราชบัลลังก์นั้นนางเคยพบเจอมาแล้วไม่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นวนิยายหรือละครโทรทัศน์เื่ไหน ล้วนแต่เน้นย้ำและขยายความเื่ราวการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นและความโหดร้ายป่าเถื่อนเกินจริงทั้งนั้น
ไม่ได้! ไม่มีทางเด็ดขาด นางจะไม่ยอมตกเป็เครื่องมือของการแย่งชิงราชบัลลังก์เป็อันขาด จดหมายที่ชิวหลินรุ่ยได้รับก่อนหน้านี้จะต้องเป็ฝีมือขององค์รัชทายาทอย่างไม่ต้องสงสัย องค์รัชทายาทจงใจกล่าวหาว่านางเป็คนของพระองค์ คำพูดที่ไม่เป็ความจริงเช่นนี้ควรจะถูกนำตัวออกไปยิงเป้าเสียให้สิ้นซาก!
ลู่จือฉิงเดินไปมาภายในห้อง พลางใคร่ครวญว่าควรหลบหนีออกไปจากที่นี่อย่างไรดี ทว่าในทุก ๆ ก้าวที่นางเดิน นางก็ได้ปฏิเสธความคิดเ่าั้ไปทีละอย่าง แม้ความคิดเ่าั้จะดูเหมือนเข้าท่าแต่หากดูจากความเป็ไปได้แล้วก็ไม่มีความหมาย เวลานี้บริเวณทางหนีทีไล่ในจวนอ๋องนางก็ยังไม่รู้แน่ชัด ขณะที่ยังไม่คุ้นเคยกับเมืองหลวงเช่นนี้ นางจะหนีออกไปได้อย่างไรเล่า
ยิ่งไปกว่านั้นตัวนางเองก็ไร้ซึ่งผู้ใดคอยหนุนหลัง เช่นนี้แล้วจะสู้กับกลุ่มสายข่าวอันมากมายของชิวหลินรุ่ยได้อย่างไร
แต่ไม่ว่าอย่างไร นางก็ไม่ปรารถนาที่จะเป็เสมือนะเิเวลาที่ตั้งอยู่เคียงข้างชิวหลินรุ่ย ในเมื่อเขาคิดว่านางเป็ภัยคุกคามเขาจะต้องกำจัดนางออกไปอย่างแน่นอน
แม้ว่าจะดูแล้วเป็เื่ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่นางก็ยังต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อไปเพื่อตัวนางเองและเพื่อเซี่ยมู่!
ขณะที่ลู่จือฉิงกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้น นางกลับไม่คาดคิดว่าชิวหลินรุ่ยจะมาเยือนด้วยตนเอง
ยังคงเช่นเดิมใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยความเ็าที่ปกปิดไม่อยู่ ดูเหมือนว่าครั้งนี้สีหน้าจะเคร่งเครียดกว่าปกติเล็กน้อย
หรือว่า่นี้จะเกิดเื่อะไรขึ้นอีกแล้ว? หรือว่าองค์รัชทายาทเติมแต่งเื่ราวเข้าไปอีก
ลู่จือฉิงใจสั่นระรัว นางรู้ดีว่าในสายตาของพวกเขาแล้ว ชีวิตของนางเปรียบเสมือนผักปลา ทว่าเช่นนี้ก็ไม่ยุติธรรมเกินไป!
นางเผลอก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไร ชิวหลินรุ่ยจึงได้เอ่ยปากขึ้นก่อน
“เ้ากลัวงั้นหรือ? กลัวอะไร?”
ลู่จือฉิงเหลือบมองเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับขมวดคิ้วแน่นไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดออกมา
ชิวหลินรุ่ยมีสายตาที่ดุดันขึ้น “กลัวว่าเมื่อข้ารู้ฐานะที่แท้จริงของเ้าแล้ว ข้าจะฆ่าเ้าใช่หรือไม่?”
ลู่จือฉิงที่ปกติพูดไม่หยุดตอนนี้กลับเงียบเหมือนคนใบ้ นางรู้สึกสับสนวุ่นวายใจอย่างมาก ความรู้สึกที่ไม่รู้จักศัตรูเลยนี้ยิ่งทำให้นางไม่เชื่อว่าจะได้รับชัยชนะ
ชิวหลินรุ่ยโน้มกายเข้าหานางอีกเล็กน้อย พลางจ้องตาของนางโดยตรง ทั้งสองอยู่ใกล้กันมากจนััได้ถึงลมหายใจของกันและกัน “ข้าคิดจะฆ่าเ้าจริง ๆ นั่นแหละ”
“เซี่ยมู่ เป็เด็กที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีแต่ข้าเท่านั้นที่เหมาะสมที่จะสั่งสอนเขาด้วยตัวเอง”
ลู่จือฉิงหันหน้าไปจ้องเขาตาเขม็งพร้อมกับหัวเราะเยาะ
ชิวหลินรุ่ยนั่งลงพลางคิดว่าสตรีนี้ดูมั่นใจยิ่งนักนัก คงรู้สึกมั่นใจมากในความรักที่พวกนางแม่ลูกมีต่อกัน ความจริงก็เป็เช่นนั้นเซี่ยมู่ยังคงระแวดระวังเขาอยู่เสมอ
แต่สำหรับเซี่ยมู่เขาเองก็รู้สึกพิเศษอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็เพราะไม่เคยพบเด็กที่น่าประทับใจเช่นนี้มาก่อน
เขาสามารถยืนยันได้ว่า หากเซี่ยมู่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่านี้ เช่นในจวนของเขาเด็กน้อยคงโด่งดังไปทั่วเมืองหลวงแล้ว
ในที่สุดลู่จือฉิงก็เอ่ยขึ้น “เ้าอยากจะฆ่าข้าทั้งที หาข้ออ้างที่ดีกว่านี้ไม่ได้หรือ?”
ชิวหลินรุ่ยมองนางอย่างใจเย็น “วันนี้ เป็โอกาสสุดท้ายของเ้าแล้ว” เขารู้อยู่เต็มอกว่าเื่นี้จัดการได้ยาก องค์รัชทายาทเป็คนเ้าเล่ห์และอันตรายเช่นนั้น เมื่อได้รับโอกาสแล้วจะไม่มีทางปล่อยไปแน่
หากเื่นี้ไปถึงหูฝ่าาคงไม่ดีแน่ เพราะถึงอย่างไรก็คงหนีไม่พ้นโทษหลอกลวงฮ่องเต้
แม้ว่าในตอนนี้องค์รัชทายาทยังคงไม่กล้าลงมือ เพราะยังไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของลู่จือฉิง รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมองค์รัชทายาทจะต้องเป็ฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อนอย่างแน่นอน
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเขาก็ไม่สามารถไปกราบทูลฝ่าาก่อนได้เช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่ชัดแจ้ง
สถานการณ์ของเขาถูกองค์รัชทายาททำให้แย่ลงมากแล้ว ถึงแม้ว่าชื่อเสียงของเขายังคงอยู่ แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าวังยกเว้นในตอนเช้า แม้แต่จะไปเยี่ยมพระมารดาเพื่อถวายพระพรก็ยังไม่ได้
ความจริงแล้วเื่นี้ไม่ได้ซับซ้อนนัก ประการแรกคนตายไม่อาจฟื้นคืนชีพ ลู่จือฉิงคนนี้ไม่ใช่ลู่จือฉิงคนนั้น ประการต่อมาการปรากฏตัวของนางดูจะบังเอิญเกินไปย่อมต้องมีผู้อยู่เื้ั แต่ติดอยู่ที่ว่านางไม่ยอมรับทั้งที่องค์รัชทายาทยอมรับแล้ว ประการสุดท้ายผู้ที่อยู่เื้ัคือคนตระกูลลู่ หรือองค์รัชทายาท หรืออาจเป็การสมคบคิดของทั้งสองฝ่ายก็ได้ หรืออาจจะไม่มีใครพูดความจริงเลยก็ได้
สายตาของชิวหลินรุ่ยยังคงสงบนิ่ง แต่ลู่จือฉิงกลับนั่งไม่ติด นางรู้สึกรำคาญใจอย่างมาก เื่แบบนี้ก็เหมือนกับคนปกติที่เข้าไปในโรงพยาบาลบ้าแล้วบอกว่า “ฉันไม่ได้บ้า” แต่ไม่มีใครเชื่อ นางคิดในใจว่า
“ในเมื่อพวกเ้าไม่เชื่อความจริงที่ข้าพูด แล้วจะให้ข้าพูดความจริงอีกทำไม พูดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร!”
ลู่จือฉิงถอนหายใจด้วยความท้อแท้ “สิ่งที่ควรพูด ข้าได้พูดไปหมดแล้ว เ้าจะฆ่าก็ฆ่าเถอะ!”
มุมปากของชิวหลินรุ่ยเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่หาดูได้ยาก “แค่ตายมันง่ายเกินไป แต่เ้ากล้าดูถูกว่าข้าแก่ไม่ใช่หรือ?”
ลู่จือฉิงมีสีหน้าสงสัย นางจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยพูดแบบนั้น จากนั้นนางก็เข้าใจได้ทันที ‘เซี่ยมู่ เ้าเด็กบ้า! พูดจาเหลวไหลอะไรของเ้า!’
ลู่จือฉิงยิ้มแหย ๆ ก่อนจะพูดเอาใจ “ท่านอ๋อง ท่านยังหนุ่มแน่น ทั้งยังมีความสามารถและอนาคตที่ดีในวันข้างหน้า ท่านยังไม่แก่เลยสักนิด”
“เ้าปากแข็งนัก ไม่กลัวตายเลยสักนิด ถ้าไม่ใช้วิธีทรมานอื่น ๆ เ้าคงไม่ยอมพูดความจริง”
ลู่จือฉิงด่าว่าเขาอยู่ในใจ ขณะเดียวกันก็กะพริบตาแล้วเริ่มร้องไห้ทันที “ฮือ ๆ ชาติก่อนข้าไปทำอะไรให้ท่านกัน เหตุใดท่านถึงบีบบังข้าไม่ยอมปล่อยเช่นนี้ ข้าทำอะไรผิดหรือ เหตุใดท่านจึงต้องทำกับข้าเช่นนี้ด้วย?”
เฮ้อ... ช่างน่าท้อใจนัก ไม่ว่าจะเป็กำลังรบ อำนาจ หรือแม้แต่ความสามารถในการบิดเบือนความจริง ก็สู้เขาไม่ได้เลย! ชีวิตนี้จะมีความหมายอะไรอีก!
ชิวหลินรุ่ยมองดูลู่จือฉิงร้องไห้ด้วยความเ็า หัวใจของเขายังคงแข็งกระด้าง แต่ก็กลับรู้สึกไม่สบายใจ เดี๋ยวก็รู้สึกว่านางเป็คนตรงไปตรงมาและเปิดเผย เดี๋ยวก็รู้สึกว่านี่เป็เพียงแผนการเพื่อให้เขาไว้ใจ...
เป็เื่ยากที่จะตัดสินใจ
ไม่ว่าจะถูกมองว่าขี้ระแวงหรือใจแคบก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันของเขานั้นไม่อาจปล่อยปละละเลยได้เลย!