แผ่นดินเทียนเหอ...บทสรุปอันโหดร้ายจากการประกาศาขององค์ชายไห่หยวนต่อนิกายันพเก้า...เื่ที่ควรน่าขบขันในตอนแรกกลับกลายเป็ส่งผลให้ทั่วทั้งแผ่นดินต้องตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดขุมอำนาจใดๆ ก็ตามที่มีชื่อเสียงล้วนตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากโดยเฉพาะกลุ่มที่เคยสร้างปัญหาให้กับนิกายันพเก้า
ไม่ว่าอย่างไรการที่นิกายันพเก้าจับตัวองค์ชายไห่หยวนไว้จะดูเป็เื่สำคัญแต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับเื่ของประมุขนิกายรุ่นที่สิบเอ็ดผู้ที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นต่างกล่าวเป็เสียงเดียวกันว่าเวลานี้พวกเขาสามารถยุแหย่ผู้ใดก็ได้แต่ต้องไม่ใช้นิกายันพเก้า!
การกวาดล้างกองทัพต้าไห่ไปทั้งสามแสนคนโดยไม่เหลือแม้แต่กระดูกนั้นแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดอันโเี้อย่างชัดเจนไม่ต้องกล่าวถึงว่าใครก็ตามที่สามารถควบคุมมดเกราะปฐีนับล้านได้เช่นนั้นยิ่งไม่สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอย่างเด็ดขาดสำหรับตัวตนของประมุขนิกายคนใหม่ของนิกายันพเก้านั้นเพียงไม่ถึงหนึ่งคืนก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งแผ่นดินเทียนเหอและยังทำให้ทั่วทั้งแผ่นดินนั้นเกิดเป็มรสุมครั้งใหญ่กวาดพัดไปยังขุมอำนาจมากมายที่ตั้งอยู่ในแผ่นดินแห่งนี้
อย่างไรก็ตามสำหรับรุ่นเยาว์แล้วความคิดที่มีต่อนิกายนั้นย่อมไม่เปลี่ยนไปสำหรับข่าวลือที่กล่าวว่าประมุขนิกายเป็เพียงเด็กในรุ่นเดียวกับพวกเขานั้น...พวกเขาไม่เชื่อแม้แต่น้อยเื่นี้ทำให้งานเลี้ยงน้ำชาของนิกายันพเก้าในอีกสองวันข้างหน้าเกิดเป็ความสนใจของรุ่นเยาว์ทั่วทั้งแผ่นดินเทียนเหอ!
นิกายันพเก้า...ภายในวิหารโบราณเย่ฉีนั่งหลับตาอยู่บนบัลลังก์ราวกับรูปปั้นสลักที่คงอยู่มานายหลายปีภายในวิหารนั้นนอกจากเสี่ยวเฮยแล้วยังมีกู่หยาที่รีบร้อนเดินเข้ามาอยู่ด้วย
“ประมุขน้อย...ท่านเรียกพบข้า?”
เย่ฉีลืมตาขึ้นมาก่อนจะมองไปยังกู่หยาแล้วพยักหน้าครั้งหนึ่งภายในนิกายตอนนี้วุ่นวายเป็อย่างมากเนื่องจากเย่ฉีสั่งให้จัดงานเลี้ยงน้ำชาขึ้นแล้วยังสั่งให้กู่หยาส่งบัตรเชิญไปยังทุกขุมอำนาจบนแผ่นดินเทียนเหอไม่เว้นแม้แต่ตระกูลผู้ฝึกตนเขาไม่สนใจว่าใครที่เคยสร้างปัญหาให้กับนิกายในอดีต...ในอีกสองวันข้างหน้าทุกคนในแผ่นดินเทียนเหอจะต้องรับรู้ถึงการตื่นขึ้นของขุมอำนาจโบราณแห่งนี้แต่สำหรับใครก็ตามที่เคยมีปัญหากับนิกาย...หากความเข้าใจผิดนี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมน้ำสมเนื้อเขาจะกวาดล้างพวกมันไปเช่นเดียวกับกองทัพของราชวงศ์ต้าไห่!
“เื่ที่ข้าให้จัดการเรียบร้อยหรือไม่?”
“ทุกอย่างเรียบร้อยตามที่ท่านสั่งเพียงแต่ว่า...มีปัญหาเล็กน้อยเกี่ยวกับสิ่งที่ท่าน้า”
กู่หยากล่าวออกมาด้วยสีหน้าจริงจังถึงแม้ว่างานเลี้ยงน้ำชานี้จะจัดขึ้นเพื่อรวบรวมทรัพยากรในการฟื้นฟูนิกายขึ้นมาแต่จุดประสงค์หลักแล้วคือตามหาสิ่งที่เย่ฉี้าบางสิ่งที่เย่ฉี้านั้นเป็สิ่งที่ลึกลับและหาได้ยากดังนั้นแทนที่จะเสียเวลาไปตามหาเย่ฉีจึงสั่งให้ส่งบัตรเชิญไปยังขุมอำนาจต่างๆและยังสั่งให้สืบนิกายสืบหาอย่างลับๆ ว่าใครเป็ผู้ของสิ่งนั้นอยู่
อย่างไรก็ตามเมื่อรู้ว่าอยู่ที่ใดกู่หยาก็ต้องถอนหายใจอย่างหนักหน่วงเกี่ยวกับเื่มดเกราะปฐีนั้นเย่ฉีได้บอกกับเขาแล้วว่าไม่สามารถเรียกออกมาได้เป็ครั้งที่สองซึ่งความจริงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนก็เพียงพอแล้วที่จะสะกดข่มทั่วทั้งแผ่นดินเทียนเหอให้ตกอยู่ในความหวาดกลัวแต่อย่างไรก็ตามในแผ่นดินแห่งนี้ยังมีอีกขุมอำนาจหนึ่งซึ่งลึกลับและเก่าแก่ไม่แพ้นิกายันพเก้า!
“มันอยู่ที่หลุมฝังศพนิรันดร์!มันเป็สถานที่ที่ลึกลับอย่างมากและมันถูกตั้งขึ้นหลังจากนิกายันพเก้าไม่นานนักอย่างไรก็ตามหลุมฝังศพนิรันดร์นั้นแยกตัวออกไปและไม่ยุ่งเกี่ยวกับขุมอำนาจใดๆในแผ่นดินนี้ คาดว่างานเลี้ยงน้ำชั้นนี้ก็เป็ไปได้มากว่าพวกเขาจะไม่มา”
หลุมฝังศพนิรันดร์...ชื่อนี้ทำให้ความทรงจำของเย่ฉีหมุนย้อนกลับไปยังอดีตก่อนที่มุมปากของเขาจะเกิดเป็รอยยิ้มขึ้นมา
‘ไม่คิดว่าเ้าผีน้อยน่ารำคาญนั่นจะทำมันได้จริงๆ’
“เื่นี้ข้าจะจัดการเองคัดเลือกศิษย์ให้ข้าหนึ่งพันคนหลังจากจบงานเลี้ยงน้ำชาข้าจะนำพวกเขาไปฝึกฝนด้วยตัวเอง”
“ขอรับ!”
กู่หยารับคำและจากไปทันทีเป็ความจริงที่นิกายันพเก้านั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่เป็อย่างมากแต่ด้วยความตกต่ำที่ดำเนินมาจนถึงตอนนี้พื้นที่เ่าั้ได้กลายเป็สถานที่รกร้างและเต็มไปด้วยซากโบราณสถานที่ทรุดโทรมการจัดงานเลี้ยงอย่างกะทันหันเช่นนี้และยังต้องต้อนรับผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินเทียนเหอทำให้นิกายต้องระดมพลและใช้ออกด้วยทรัพยากรที่เหลืออยู่แทบทั้งหมดในการจัดงานนี้ขึ้นมา
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวก็มาถึงวันจัดงานเลี้ยงน้ำชาของนิกายันพเก้ายามตะวันทอแสงที่ด้านหน้านิกายก็เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากมันมีทั้งราชรถทองคำที่ลากด้วยสัตว์ขนาดใหญ่และรถเทียมที่ถูกลากด้วยหงส์เจ็ดสีสายรุ้งจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งตัดผ่านท้องฟ้าในยามเช้าโดยมีเป้าหมายคือนิกายันพเก้า!
ด้วยการจัดการของกู่หยาศาลาใหญ่ตรงทางเข้านิกายถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมดและใช้เป็สถานที่รับแขกในวันนี้บนลานกว้างรอบๆ นั้นยังมีศาลาอีกสิบหลังที่ถูกสร้างขึ้นมาทำให้ทั้งูเาลูกนี้กลายเป็สถานที่รองรับผู้มาเยือนไปทั้งหมดเวลายังคงดำเนินผ่านไปผู้คนจำนวนมากจากทุกสารทิศยังคงทยอยมาเพิ่มราวกับไม่มีวันสิ้นสุดจนกระทั่งถึงเวลางานกู่หยาจึงสั่งเปิดประตูนิกายต้อนรับผู้มาเยือนให้ขึ้นสู่ยอดเขา!
บริเวณ้ายอดเขาตรงหน้าศาลาหลังใหญ่ที่ถูกปรับปรุงใหม่นั้นกู่หยาเผ่ยิและเหลียนซานกำลังยืนต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มอย่างตื่นเต้นนี่นับเป็ครั้งแรกที่ขุมอำนาจทั่วทั้งแผ่นดินเทียนเหอมาเยือนนิกายของพวกเขาของขวัญล้ำค่าจำนวนมากทำให้ทั้งสามคนต้อนรับกลับไปด้วยรอยยิ้มที่ไม่สามารถหุบได้...ไม่ว่าจะเคยบาดหมางมาก่อนหรือไม่แต่วันนี้สิ่งที่พวกเขาใช้ในการแก้ไขความเข้าใจผิดก็มากพอที่จะทำให้พวกกู่หยาลืมเื่ในอดีต
กลุ่มผู้าุโของขุมอำนาจและตระกูลต่างๆทยอยเดินเข้าไปในศาลาหลังจากทักทายพวกกู่หยาแล้วด้วยเหตุนี้ทำให้ด้านหน้าของศาลาใหญ่นั้นเต็มไปด้วยผู้เยาว์จำนวนมากของแผ่นดินเทียนเหอในจำนวนนี้ล้วนเต็มไปด้วยอัจฉริยะที่ถูกเลี้ยงดูโดยขุมอำนาจใหญ่และผู้มีชื่อเสียงมากมายนับไม่ถ้วน
ภายในกลุ่มรุ่นเยาว์ตรงด้านหลังสุดใกล้กับบันไดทางขึ้นเขานั้นมีชายหนุ่มและหญิงสาวอยู่กลุ่มหนึ่งกำลังยืนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานพวกเขามาจากตระกูลผู้ฝึกตนทางตอนเหนือและการได้เห็นผู้มีชื่อเสียงจำนวนมากเช่นนี้ย่อมทำให้พวกเขาตื่นเต้นไม่น้อย
“นั่นเหลาหวู่!ข้าเคยได้ยินว่าด้วยอายุเพียงยี่สิบปีเขาก็สามารถแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดของสำนักกระบี่พิรุณได้แล้ว!ยังมีข่าวอีกว่าประมุขสำนักกระบี่พิรุณยอมเป็ผู้หนุนเต๋าให้เขาด้วยตัวเอง!”
“อ้า...นั่นองค์หญิงหยงลี่เทพธิดาแห่งลุ่มแม่น้ำชีเหอ!ในผู้คนรุ่นนี้มีเพียงคนหยิบมือเท่านั้นที่สามารถรับมือนางได้!ผู้หนุนเต๋าของนางเองก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน”
“เสี่ยวฟงเ้าจะตื่นเต้นเกินไปแล้ว! น่าขายหน้าจริงๆ ”
หญิงสาวที่อยู่ด้านข้างเขากล่าวออกมาด้วยความเหนื่อยใจในวันนี้พวกนางได้ติดตามผู้นำตระกูลซึ่งก็คือปู่ของนางมายังนิกายแห่งนี้ตามคำเชิญที่ได้รับนอกจากผู้มีพร์ของตระกูลอีกสองสามคนและนางแล้วก็ยังมีเด็กหนุ่มท่าทางเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตไร้สิ้นสุดนามว่าเสี่ยวฟงตามมาด้วย...และเขาคือผู้สืบทอดของตระกูลนาง!
“เสี่ยวหยิงทำไมเ้าชอบขัดข้า? ช่างเถอะข้าจะคุยกับน้องชายท่านนี้...ข้าเองก็ไม่อยากคุยกับพวกเ้าเหมือนกัน!”
เสี่ยวฟงกล่าวออกมาขณะมองไปยังหญิงสาวเบื้องหน้าที่บุ้ยปากกระทืบเท้าอย่างขัดใจก่อนที่เขาจะหันมาพูดคุยกับเด็กชายคนหนึ่งที่สวมใส่ชุดสีขาวถึงแม้ว่าเด็กคนนี้จะดูธรรมดาเป็อย่างมากแต่เสี่ยวฟงก็ไม่ได้ดูิ่เขาเลยแม้แต่น้อยถึงแม้ว่าระดับการฝึกตนของเขาจะแข็งแกร่งไม่น้อยหน้าใครแต่กับผู้ที่ไม่ใช่ศัตรูเขาจะพูดคุยด้วยวาจาสุภาพและให้เกียรติเสมอ
สำหรับเด็กชายที่อยู่ด้านข้างเขานั้นก็ไม่ใช่ใครนอกจากเย่ฉี...เป็เวลากว่าครึ่งชั่วยามแล้วที่เขาพูดคุยอยู่กับเสี่ยวฟงหลังจากเดินออกมาด้านนอกเย่ฉีก็ได้พบกับกลุ่มของเสี่ยวฟงและการที่เสี่ยวฟงชี้ไปยังคนนั้นทีคนนี้ทีก็ทำให้เขาสนใจจึงเลือกที่จะยืนอยู่เช่นนี้ต่อไป
ในระหว่างที่เสี่ยวฟงกำลังแนะนำหลายๆคนให้เย่ฉีได้รู้จักด้วยความตื่นเต้นที่ด้านนอกของนิกายบนท้องฟ้าเหนือหมู่เมฆขึ้นไปก็ปรากฏเป็เส้นแสงสีทองพุ่งมาด้วยความรวดเร็วและด้วยการปรากฏขึ้นของมันก็ทำให้ทุกคนบนยอดเขาต้องหยุดการกระทำลง
จวบจนลำแสงสีทองมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้านิกายันพเก้าจึงเห็นว่าแท้จริงแล้วมันคือบัลลังก์ทองคำขนาดใหญ่ที่ถูกลากมาด้วยั์ทองคำสองตน!และผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นก็คือชายวัยกลางคนใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมไปด้วยบารมีสวมใส่ชุดคลุมัสีทอง...จักรพรรดิไห่หลิง!
ที่ด้านหลังของเขายังมีชายชราอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนดอกบัวเจ็ดสีค่อยๆลอยลงตามหลังมาอย่างช้าๆเขาคือชายชราสวมใส่ชุดคลุมสีฟ้าซึ่งก็คือ...ตาขององค์ชายไห่หยวน!
ทั้งสองคนลงจากพาหนะแล้วเดินขึ้นไปบนบันไดที่ทอดยาวสู่ยอดเขาอย่างช้าๆกลิ่นอายที่ทรงอำนาจและความยิ่งใหญ่ได้กระจายไปกดทับผู้ฝึกตนนับหมื่นบนยอดเขาจนหายใจติดขัดแม้แต่ผู้นำของขุมอำนาจต่างๆก็ยังอดไม่ได้ที่จะสั่นคลอนกับกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยบารมีเช่นนี้อย่างไรก็ตามแม้ว่าทางนิกายจะจับองค์ชายไห่หยวนเอาไว้ทั้งองค์จักรพรรดิไห่หลิงและชายชราก็ไม่ได้แสดงท่าทีขัดเคืองเลยแม้แต่น้อยทั้งสองคนยังคงเดินไปจนถึงหน้าศาลาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
“เฮ้อ...สมแล้วที่เขาเป็ถึงจักรพรรดิ!เพียงแค่มองไปยังทำให้ข้ารู้สึกถึงความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมา...สักวันข้าจะต้องแข็งแกร่งเช่นนั้นให้ได้!”
เสี่ยวฟงกล่าวออกมาเบาๆขณะที่สายตาของเขามองไปยังแผ่นหลังของผู้มาใหม่ที่กำลังพูดคุยกับผู้าุโกู่หยาก่อนจะเดินเข้าไปด้านในศาลา
“หากเ้าหมั่นเพียรให้มากพอและไม่ยอมแพ้ต่อเส้นทางของตัวเอง...สักวันเ้าเองก็จะแข็งแกร่งได้เช่นเดียวกับเขา”
เย่ฉีที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้นเสี่ยวฟงก็หัวเราะออกมา
“สหายน้อยเ้าอย่าได้ดูถูกข้าเชียวข้ามีปู่ประมุขเป็ผู้หนุนเต๋าเชียวนะ!ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนักแต่ก็ยังเป็หนึ่งในบรรพบุรุษของแผ่นดินเทียนเหอ!”
เสี่ยวฟงกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจซึ่งเย่ฉีก็ยิ้มออกมาเช่นกัน
“ข้าต้องไปแล้ว...หากมีวาสนาวันหน้าคงจะได้พบกันอีก”
หลังจากกล่าวจบเย่ฉีก็เดินออกไปข้างหน้าทันทีก่อนที่เสี่ยวฟงและคนอื่นๆในกลุ่มกล่าวอำลาเขาขณะที่ร่างของเย่ฉีเริ่มห่างออกไปเสี่ยวฟงก็ชะงักเล็กน้อยเหมือนกับพึ่งนึกบางอย่างได้รุ่นเยาว์ที่มาวันนี้ต่างก็ติดตามผู้าุโในสำนักตระกูลมากันทั้งนั้นนอกจากพวกที่มีนิสัยเย่อหยิ่งส่วนใหญ่แล้วก็นับเป็อัจฉริยะของแผ่นดินเทียนเหอที่ควรค่าให้ผูกไมตรีไว้
“โอ้จริงสิสหายน้อยข้ายังไม่รู้นามของเ้าเลย”
“เย่ฉี”
น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นขณะเดียวกันแผ่นหลังของเย่ฉีก็ค่อยๆห่างออกไปจากสายตาของพวกเสี่ยวฟง