*หมอกหลอนย้อนอดีต*
EP9: การเผชิญหน้ากับพ่อแม่
ผมเก็บกล้อง Rolleiflex และซองรูปถ่ายไว้ในกระเป๋าสะพายที่เตรียมมาอย่างดี ความร่วมมือกับ ไอ้ดอน ทำให้ผมรู้สึกมั่นคงขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าคำเตือนสุดท้ายของเขาเื่ 'การมีคนตาย' จะยังคงก้องอยู่ในหู
“เชียร... มึงต้องระวังตัวให้มากที่สุด” ไอ้ดอนย้ำอย่างจริงจัง “ถ้าพวกมันรู้ว่ามึงเปิดกล่องนี้... พวกมันจะตามล่ามึงไม่หยุด”
ผมพยักหน้ารับคำ ก่อนจะแยกตัวจากไอ้ดอน และรีบขี่รถกลับบ้านทันที ผมต้องไปที่ที่ปลอดภัยเพื่อวิเคราะห์หลักฐาน
ผมกลับมาถึงบ้านในเวลาใกล้ค่ำ และแสร้งทำเป็ว่าเพิ่งกลับมาจากตลาด
“ไปซื้อยาแก้ปวดหัวมาครับ” ผมบอกป้าสมศรี (แม่ของผมในอดีต) ที่กำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่
สิ่งที่ผมต้องเผชิญหน้าในคืนนี้ไม่ได้มีแค่ปมปริศนา แต่เป็เื่ที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่า นั่นคือ การใช้ชีวิตร่วมกับพ่อและแม่ของตัวเองในอดีต
ขณะที่ผมกำลังจะขึ้นห้องไป ก็มีเสียงทุ้มที่คุ้นเคยเรียกไว้
“เชียร! มึงจะไปไหน? นั่งลงกินข้าวก่อนสิวะ!”
นั่นคือ พ่อของผมในอดีต ที่เพิ่งกลับจากทำงาน พ่อ ในวัยที่ยังหนุ่มแน่นและแข็งแรง
ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ข้าง ๆ โต๊ะอาหารอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกอึดอัดเข้าเกาะกุมทันที การที่ผมต้องแสดงเป็พี่ชายของพ่อตัวเองนั้นเป็เื่ที่ผิดธรรมชาติอย่างที่สุด
“เป็ไงบ้างวะเชียร? รถล้มหัวแตกแบบนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับคนอย่างมึงเลยนะ” พ่อของผมพูดพลางตบไหล่ผมเบา ๆ
ความอบอุ่นจากััของพ่อในอดีตทำให้ดวงตาของผมร้อนผ่าว ผมรู้สึกเหมือนกำลัง ทรยศ ความทรงจำของลุงเชียร และกำลัง หลอกลวง พ่อแม่ตัวเอง
“ก็... เป็อุบัติเหตุว่ะ” ผมตอบอย่างติดขัด
“ไอ้เกล้า” พ่อเรียกเด็กชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามผม (ตัวผมในอดีต) “อย่าซนกับคุณลุงนะลูก คุณลุงไม่สบาย”
เด็กชายเกล้าพยักหน้า ก่อนจะถามคำถามที่ทำให้ผมเกือบสำลักข้าวต้ม
“คุณลุงเชียร... รถคันเก่าของลุงไปไหนแล้วครับ? คันสีแดงที่ผมนั่งตรงถังน้ำมันบ่อย ๆ น่ะครับ?”
ผมต้องเค้นความทรงจำของลุงเชียรอย่างหนัก รถคันสีแดง ที่ถูกพูดถึงคือ ซูซูกิรุ่นปี 1979 ที่ถูกขายไปแล้วตามที่พี่นิดบอก แต่คำถามของเกล้าในวัยเด็กนี้ทำให้ผมสงสัยว่ามันถูกขายไปจริง ๆ หรือถูกกำจัดทิ้งโดย ‘พวกเขา’
“อ้อ... คันนั้น... ลุงขายไปแล้วไอ้เกล้า... ลุง้าใช้เงินไปลงทุนในเื่ใหม่น่ะ” ผมตอบอย่างเลี่ยงบาลี
หลังจากมื้ออาหารที่ตึงเครียด ผมรีบขอตัวขึ้นห้องทันที ปล่อยให้ความรู้สึกผิดท่วมท้นอยู่กับเบาะแสใหม่ที่ได้รับ
ผมล็อคประตูห้องอย่างแ่า และรีบเปิด ซองรูปถ่าย ที่ไอ้ดอนให้มาทันที
รูปถ่ายถูกล้างและอัดออกมาอย่างดี ส่วนใหญ่เป็ภาพทิวทัศน์ของ มาบดงงู และ เขาพะยูง ที่ดูสวยงามและบริสุทธิ์ในยุคนี้ แต่มีภาพอยู่สองสามภาพที่ทำให้ผมต้องจ้องมองอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟสลัว ๆ
ภาพที่ 1: หมอกสีเหลือง
เป็ภาพถ่ายของกลุ่มหมอกสีเหลืองที่กำลังก่อตัวอยู่เหนือพื้นที่ มาบดงงู ที่ผมเพิ่งไปสำรวจ ร่องรอยการบิดเบือนของแสงและเงาในภาพนั้นดูผิดธรรมชาติอย่างชัดเจน
ภาพที่ 2: ร่องรอย
เป็ภาพซูมระยะใกล้ที่ถ่ายติด รอยไหม้ บนพื้นดิน (ซึ่งผมเห็นมาแล้ว) แต่ในภาพนี้... ร่องรอยนั้นยังดูสดใหม่ และที่มุมภาพ... มี เศษโลหะ เล็ก ๆ ที่ฝังอยู่ในดิน ซึ่งดูคล้ายกับชิ้นส่วนของ ชิปอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ชิ้นส่วนเซนเซอร์ บางอย่างที่ดูไม่เข้ากับยุคปี 2533 เลยแม้แต่น้อย
ภาพที่ 3: รถกระบะสีดำและเงาคน
นี่คือภาพที่น่ากลัวที่สุด เป็ภาพที่ถ่ายจากระยะไกลในป่า โดยมีเป้าหมายคือ รถกระบะสีดำ ที่จอดอยู่ข้างทางอย่างลับ ๆ และมี เงาร่าง ของชายสองสามคนกำลังเดินออกจากรถ ภาพถ่ายค่อนข้างมืด แต่ผมสังเกตเห็น ตราสัญลักษณ์ เล็ก ๆ ติดอยู่ที่ประตูรถกระบะ ซึ่งดูคล้ายกับ ตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานราชการหรือทหารที่ไม่เป็ที่รู้จัก
พวกเขา... คือกลุ่มคนในรถกระบะสีดำที่มีอุปกรณ์ทันสมัยและเกี่ยวข้องกับหน่วยงานลึกลับบางอย่าง
ความคิดของผมเริ่มเชื่อมโยงกันอย่างรวดเร็ว:
ลุงเชียร (นักสำรวจ) พบการบิดเบือนของสนามแม่เหล็ก (Area D-1) -> ลุงเชียรเริ่มถ่ายภาพหลักฐาน (กล้อง Rolleiflex) -> ลุงเชียรพบ 'พวกเขา' (รถกระบะสีดำที่มีอุปกรณ์จากอนาคต) -> ลุงเชียรรู้ว่าตัวเองถูก 'เลือก' ให้ถูกแทนที่ จึงทิ้งหลักฐานไว้กับไอ้ดอน
การสืบสวนนี้ไม่ใช่เื่ลึกลับเหนือธรรมชาติธรรมดา แต่เป็การต่อสู้กับ องค์กรลับ ที่มีเทคโนโลยีในการบิดเบือนมิติเวลา
ผมรู้ว่าตอนนี้ผมต้องทำตัวให้เหมือน ลุงเชียร ให้มากที่สุด โดยต้องหาทาง แฝงตัว เข้าไปในกลุ่มของ ‘พวกเขา’ หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้ว่า องค์กร ที่มีตราสัญลักษณ์ลึกลับนั้นคืออะไร
แต่ก่อนอื่น... ผมต้องหาทางออกไปจากบ้านอย่างแเี เพื่อกลับไปหา ไอ้ดอน เพื่อวิเคราะห์เศษชิ้นส่วนในภาพที่ 2 และวางแผนการเคลื่อนไหวต่อไป...
*โปรดติดตามตอนต่อไป*