“เหล่าลู่เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกข้า?”
“ฮูหยิน ต่อให้ข้าบอกท่านแล้วท่านกับคุณหนูจะหนีไปที่ใดได้หรือขอรับ?ข้ารู้ว่าพวกเขาไม่กล้าลงมือโดยเปิดเผยเป็นแน่ จึงได้แต่ปกป้องพวกท่านด้วยตนเอง”
ชิงหลานหันไปหามารดาและเกลี้ยกล่อมให้เริ่มแผนการแก้แค้น
“ข้าจะไม่ยอมให้พี่ชายข้าสิ้นชีวิตไปเปล่าและการที่ซิวฮูหยินกล้าทำกับท่านแม่และข้าเช่นนี้ไม่ควรได้รับการให้อภัย ท่านแม่...ได้เวลาที่พวกเราจะต้องทวงคืนทุกสิ่งที่เป็นของเราคืนกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
“ท่านพ่อของเจ้าเล่า?แม่ไม่อยากทำให้ท่านพ่อของเจ้าเดือดร้อนหรอกนะ” สีหน้าของจังฮูหยินดูปริวิตก“แม้ว่าท่านพ่อเจ้าจะมิได้มาดูแลพวกเราหลายปีแต่แม่ก็ยังเชื่อมั่นว่าท่านพ่อของเจ้ามิได้เป็นคนใจไม้ไส้ระกำ”
“ท่านแม่ ท่านคือภรรยาและข้าคือบุตรีของท่านพ่อหากคนผู้นั้นไม่คิดจะรับผิดชอบพวกเรา ข้าก็จะหาวิธีให้เขายอมรับให้จงได้”
สีหน้าของชิงหลานดูถมึงทึงสายตาของนางดูคุมแค้น จังฮูหยินไม่เคยเห็นบุตรีเป็นเช่นนี้มาก่อนเสี่ยวลิ่งกับเหล่าลู่ที่เห็นวาจาท่าทางของคุณหนูดูแข็งกร้าวก็พลอยตระหนกเช่นกัน
“ได้เวลาที่เราต้องกลับไปทวงทุกสิ่งคืนแล้วเจ้าค่ะ!”เผยมู่ซีนึกถึงวิทยายุทธ์ตนเองที่เริ่มฟื้นคืนมาจากชาติก่อนได้ห้าหกส่วนอีกไม่นานนางน่าจะกลับไปมีฝีมือเช่นเดิม
จังฮูหยินถอนหายใจมองหน้าบุตรสาว“เจ้าคิดจะทำเช่นใด?”
“ก่อนอื่น ข้าจะต้องกลับไปเมืองหลวงให้ได้ก่อนเจ้าค่ะจากนั้นเราสองแม่ลูกต้องหาทางติดต่อท่านพ่อเพื่อจะได้ดูท่าทีเสียก่อนและหากจะไปเมืองหลวงพวกเราทั้งสี่คนก็ควรจะไปด้วยกันเจ้าค่ะ”
“เหตุใดจึงต้องไปกันทั้งหมดด้วย?เหล่าลู่ต้องเฝ้าจวนสกุลชิงมิใช่หรือ?”
“ท่านแม่ การไปอยู่เมืองหลวงเราต้องสืบข่าวหลายทางจำต้องใช้คนที่ไว้ใจได้ท่านอย่าห่วงจวนแห่งนี้เลยเราอาศัยว่าจ้างบ้านใกล้ๆ ดูแลไว้ก็ได้มิได้มีข้าวของล้ำค่ามากมายให้ห่วงมิใช่หรือเจ้าคะ?”
“เจ้าคิดจะไปเมื่อใด?”
“หลังจากที่วาดภาพฝาผนังเสร็จข้าก็จะหาทางไปทำงานกับอาจารย์จ้าวที่สำนักพู่กันทองเจ้าค่ะ”
จังฮูหยินยอมรับในการตัดสินใจของบุตรสาวความตายของบุตรชายทำให้นางเศร้าโศกมานานหลายปีหากไม่เป็นเพราะมีชิงหลานนางคงไม่อาจผ่านพ้นคืนวันอันสลดหดหู่พวกนั้นมาได้ “ในเมื่อพวกเราถอยแล้วแต่ซิวซีชวนยังไม่ยอมวางมือเห็นทีคงต้องกลับไปเผชิญหน้ากับนางให้รู้ดีรู้ชั่วกันไปก็คงจะดีกว่ารอรับความตายอยู่ที่นี่”
“ข้ายินดีติดตามฮูหยินกับคุณหนูไปทุกหนทุกแห่งเจ้าค่ะ”
“ข้าด้วยขอรับ!”
ภาพวาดบนฝาผนังวิหารเก้าเทพชั้นบนซึ่งมีพื้นที่ให้วาดน้อยกว่าชั้นล่างเสร็จเรียบร้อยแล้วจิตรกรที่วาดภาพสามชั้นบนจึงได้เดินทางกลับเมืองหลวง จิตรกรหลูหัวหน้าผู้รับผิดชอบเกิดล้มป่วยเพราะตากฝนซ้ำยังมีอาการป่วยเดิมแฝงอยู่ในร่างกายชิงหลานจึงต้องเร่งมือวาดส่วนของตนให้เสร็จเพื่อที่จะได้ช่วยงานในส่วนของจิตรกรหลูให้เสร็จเร็วขึ้น
องค์ชายได้รับรายงานว่าคุณหนูชิงเลิกงานมืดค่ำกว่าเดิมก็นึกเป็นห่วงจึงได้แสร้งว่าตนทำงานอยู่ในอาคารใกล้ๆในวัดจนดึกดื่นเช่นกัน จงเหยียนที่นอนไม่ค่อยหลับเพราะคิดเรื่องของเสี่ยวลิ่งรีบขันอาสามาคอยดูแลคุณหนูชิงอยู่ใกล้ๆโดยกราบทูลกับองค์ชายว่าตนอยากแลกหน้าที่กับกังซือเฉิน
หมิงเฉิงอวี่ที่อยากจะไปดูเองแต่ก็ยังไม่พอใจที่นางดูเหมือนรังเกียจตนจึงรีบพยักหน้าตกลงให้องครักษ์จงแลกหน้าที่กับองครักษ์กังผู้น้องจงเหยียนดูมีไหวพริบมากกว่ากังซือเฉินมากนัก หากให้ไปดูแลความปลอดภัยให้นางน่าจะไว้ใจได้มากกว่า
จงเหยียนจึงไปนั่งเฝ้าที่ม้านั่งใกล้บริเวณวาดภาพคอยจับตาดูสองนายบ่าวทำงานจนค่ำมืดตั้งแต่เขาไปโรงน้ำชากับกังเฉินในเย็นนั้นจึงได้รู้ว่าตนเองทำให้เสี่ยวลิ่งได้รับความอับอายต่อคนในอำเภอนับตั้งแต่วันที่เขาติดตามองค์ชายกลับเมืองหลวงนางก็ไม่กล้าเดินผ่านตลาด....เรื่องนี้เขาไม่เคยรู้มาก่อน
กังเฉินก็ช่างใส่ไฟนักพอนั่งลงก็ชี้ให้เขาดูคุณชายนิ่ง บุรุษที่เอ่ยว่าอยากได้เสี่ยวลิ่งไปเป็นอนุภรรยาจงเหยียนแทบจะควักกระบี่ออกชี้หน้าบุตรคหบดีนิ่ง แต่เป็นเพราะรอยยิ้มขำๆของสหายองครักษ์ ทำให้เขาต้องข่มใจกำกระบี่แน่นๆ ไปหลายหน
‘กล้าดีอย่างไรจึงคิดจะมายุ่งกับผู้หญิงของข้า?’
แม้เขาจะรู้สึกโกรธนางอยู่ทว่าการที่ตนเองทำให้นางเสียชื่อเสียงเขาเองก็สมควรจะขอโทษ คำพูดของนางในวันนั้นดูเหมือนนางจะไถ่ถามด้วยความห่วงใยแต่เขากลับมีทิฐิมานะจนนางโกรธแล้ววิ่งหนีไป...เห็นทีคงต้องไปปรับความเข้าใจกับนางสักหน่อย
“หากเจ้าอยากจะช่วยนางให้พ้นคำครหาก็ปล่อยนางให้แต่งงานกับคุณชายนิ่งไปเสียเถิดเจ้าดูสิ! นอกจากจะรูปงามแล้ว โหงวเฮ้งคนผู้นี้ดูดีมีเมตตานักเห็นแล้วรู้สึกได้เลยว่าเขาน่าจะเป็นคนพึ่งพาได้ผู้หนึ่ง”
คำพูดขอกังเฉินทำเอาจงเหยียนเดือดปุดๆจะให้ปล่อยนางไปเป็นอนุภรรยาผู้อื่นเช่นนั้นหรือ?แค่เห็นนางใส่ใจผู้อื่นตนเองยังโมโหถึงเพียงนี้เมื่อคิดภาพที่นางสวมชุดเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวไปกับชายอื่น...แค่นั้นจงเหยียนก็แทบจะทนไม่ได้! เขาลืมคำสัญญากับตนเองที่จะไม่มองหน้านางอีก...จะอย่างไรเขาก็ต้องขัดขวางให้ถึงที่สุด!
“เจ้าไม่คิดจะสนับสนุนญาติผู้น้องของเจ้าหรอกหรือ?”องครักษ์หนุ่มหันไปหยั่งเชิงสหายในใจก็คิดหาวิธีจะทำให้กังเฉินถอยออกจากเสี่ยวลิ่ง
กังเฉินได้ทีที่จะแก้ต่างช่วยน้องชาย“ข้าว่าซือเฉินไม่ได้ชอบนางฉันท์ชู้สาวสักหน่อยน้องข้าเป็นคนซื่อคงจะเห็นเสี่ยวลิ่งเป็นสหาย”
เมื่อเช้าจงเหยียนยังเห็นเสี่ยวลิ่งเอาปิ่นโตเถาใหญ่มาส่งให้กังผู้น้องความตั้งใจที่คิดจะพูดคุยกับนางจึงถูกความหงุดหงิดเข้าครอบงำเมื่อถึงเวลาเลิกงานของคุณหนูชิงองค์ชายสิบห้าที่ลอบมองอยู่บนชั้นสองของอาคารตรงข้ามก็ลงมาอย่างว่องไว
“ข้าทำงานพอดีเดี๋ยวจะแวะไปส่งพวกเจ้าหน้าจวนก็แล้วกัน”
“เพคะ”ชิงหลานเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาของหมิงเฉิงอวี่ดูมีประกายห่วงใยออกมาแวบหนึ่ง
“เดินตามกันไปก็แล้วกัน”
องครักษ์เอกทั้งแปดจึงเดินจูงม้าตามหลังไปเป็นขบวนส่วนคนที่เหลือกลับไปรอที่เรือนรับรองจงเหยียนหน้าหมองคล้ำเขายังไม่มีโอกาสได้พูดกับเสี่ยวลิ่งตามที่ตั้งใจไว้สักครั้ง
กังเฉินเห็นสายตาจงเหยียนคอยจับจ้องอยู่ที่ด้านหลังของเสี่ยวลิ่งตลอดเวลาวันที่สหายไปแอบซื้อปิ่นเขาก็เห็น เดาได้ไม่ยากว่าจงเหยียนซื้อให้ผู้ใด
‘หากข้าไม่ช่วยเจ้าเสียหน่อยเจ้าก็คงเอาแต่ทำหน้าตายกับทำหน้าบึ้งแล้วสตรีคนใดจะไปเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของเจ้าเล่า?’
เมื่อถึงหน้าจวนสกุลชิงเหล่าลู่เห็นขบวนเสด็จก็รีบไปแจ้งให้จังฮูหยินออกมารอต้อนรับองค์ชายสิบห้าไม่ทรงเอ่ยเรื่องที่ตนเองอยากเข้าไปในจวนจังฮูหยินแลเห็นพระพักตร์องค์ชายดูคล้ายตึงๆ กับบุตรสาวของตนจึงเอ่ยเอาพระทัยเชื้อเชิญให้เสด็จข้างในเสียก่อน
“วันนี้หม่อมฉันทำขาเป็ดเห็ดหอมไว้เยอะเทียวเพคะองค์ชายจะทรงกรุณาเสวยให้สักหน่อยได้หรือไม่?หม่อมฉันยังมิได้ตอบแทนที่ทรงส่งช่างมาช่วยซ่อมเรือนให้เลยเพคะ”
ได้ยินคำเชิญใบหน้าขององค์ชายก็แช่มชื่นขึ้นรีบรับคำแล้วก้าวนำหน้าจังฮูหยินเข้าจวนสกุลชิงไปในทันทีชิงหลานที่ยืนอยู่ข้างหลังทำหน้าหงิกงอ
‘นึกว่าจะโกรธแล้วไม่มาวุ่นวายกับที่นี่แล้วเสียอีกที่ไหนได้ก็แค่หาเหตุให้ ฮูหยินเชิญเข้าเรือนนี่เอง’
กังเฉินเห็นเสี่ยวลิ่งเดินตามหลังเหล่าลู่ไปทางห้องครัวก็รีบหันไปสะกิดองครักษ์จงที่กำลังมองตามด้วยสายตาละห้อย
“เจ้ารีบตามไปพูดกับนางเสียสิ! ที่เจ้าทำนางเสียชื่อเสียงไปนั้นอย่างน้อยก็ควรจะขอโทษมิใช่หรือ?”
****************************
