บทที่ 32 โรคลมแดด
คนสกุลโม่ไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีของเผิงวั่ง พวกเขาต่างพยักหน้าเห็นด้วยว่าตอนนี้ยังไม่ควรให้โม่จิ่วเยี่ยกินอะไรมากเกินไป
ถึงแม้โม่จิ่วเยี่ยจะฟื้นแล้ว แต่ก็ยังต้องนอนคว่ำอยู่บนเกวียน เผิงวั่งเห็นว่าจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงสั่งให้คนเดินทางต่อ
เนื่องจากฝนไม่ตกมานาน ดวงอาทิตย์ในเดือนแปดยิ่งแผดเผาแรงกล้า ผู้คนที่เดินทางรู้สึกร้อนจนแทบหายใจไม่ออก
นักโทษในขบวนเดินทางต่างโอดครวญกันระงม
บางคนทนไม่ไหวถึงขั้นคุกเข่าขอร้องเ้าหน้าที่ ขอพักเข้าร่มสักครู่
คนสกุลโม่ก็ไม่ต่างกัน ใบหน้าล้วนแดงก่ำด้วยความร้อน
เห็นสภาพของทุกคนแล้ว เฮ่อจือหร่านก็รู้สึกเป็ห่วง
หากยังเป็เช่นนี้ต่อไป ไม่แน่ว่าจะมีคนเป็โรคลมแดด
ขณะนางกำลังครุ่นคิดว่าจะป้องกันเื่นี้อย่างไร จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากด้านหลังขบวน
“ท่านเ้าหน้าที่ ได้โปรดช่วยหาท่านหมอให้เด็กด้วย เด็กไม่มีอะไรผิด...”
เฮ่อจือหร่านมองตามต้นเสียง เห็นว่าเสียงนี้มาจากกลุ่มคนตระกูลเซี่ย
พี่สะใภ้รองสังเกตเห็นเช่นกัน จึงวิ่งไปดูทันที
เป็เพราะตระกูลเซี่ยคือครอบครัวของพี่สะใภ้รอง เฮ่อจือหร่านจึงคิดว่าตนเองไม่ควรนิ่งดูดาย
ดังนั้น นางจึงรีบติดตามสะใภ้รองไป
ตอนนี้คนตระกูลเซี่ยทั้งหมดล้อมตัวเซี่ยหลินพลางปาดเช็ดน้ำตา
เซี่ยหลินถูกหญิงสาวคนหนึ่งกอดไว้ในอ้อมแขน ส่วนคนอื่น ๆ กำลังะโเรียกชื่อของเขาอย่างสุดชีวิต
“พี่ใหญ่ เซี่ยหลินเป็อะไรไป” สะใภ้รองแหวกฝูงชนเข้าไปถามอย่างร้อนใจ
ใบหน้าของเซี่ยเจาแดงก่ำ
“ตอนเช้าเซี่ยหลินยังดีอยู่เลย แต่เดินไปสักพักเขาก็ทนไม่ไหวแล้ว”
สะใภ้รองใชั่วขณะ จากนั้นรีบพูดว่า “น้องสะใภ้เก้าของข้ารู้วิชาแพทย์ ข้าจะไปตามนางมาเดี๋ยวนี้”
“พี่สะใภ้รอง ข้ามาแล้ว ขอตรวจดูอาการเขาก่อน” เฮ่อจือหร่านบอกพลางเดินมาหาเซี่ยหลิน
แม้ว่าคนตระกูลเซี่ยจะได้ฟังคำอธิบายจากเซี่ยฟางแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่วางใจคนสกุลโม่
ดังนั้น เมื่อเห็นว่าอาการของเซี่ยหลินไม่ค่อยดี พวกเขาจึงไม่ได้รีบร้อนไปตามเฮ่อจือหร่านมาดูอาการ
ครั้งนี้เป็เฮ่อจือหร่านอาสามาเอง คนตระกูลเซี่ยก็เป็ห่วงชีวิตเซี่ยหลิน ในใจจึงรู้สึกลังเลขึ้นมา
ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้ขัดขวางนาง
เซี่ยหลินหมดสติไปแล้ว ใบหน้าเขาแดงก่ำ แขนขาร้อนผ่าว นี่เป็อาการของโรคลมแดดอย่างชัดเจน
และดูจากอาการของเซี่ยหลินในตอนนี้ไม่ธรรมดา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเป็อันตรายถึงชีวิตได้
หลังจากเฮ่อจือหร่านตรวจอาการเสร็จแล้ว สะใภ้รองก็ดึงตัวนางมาสอบถาม “น้องสะใภ้เก้า อาการของหลินเอ๋อร์เป็อย่างไรบ้าง”
“พี่สะใภ้รอง เด็กคนนี้เป็โรคลมแดด” เฮ่อจือหร่านตอบ ก่อนเดินออกไปจากกลุ่มคน
เมื่อเห็นเฮ่อจือหร่านจากไป คนตระกูลเซี่ยต่างเริ่มร้อนใจ นางเป็ความหวังเดียวที่จะช่วยชีวิตหลินเอ๋อร์ได้
ผู้นำตระกูลอย่างเซี่ยเทียนไห่เป็คนแรกที่ลดท่าทีและตามนางไปด้วยตนเอง
“ฮูหยิน เ้าได้โปรดช่วยหลานชายของข้าด้วย”
เฮ่อจือหร่านยังไม่หยุดฝีเท้า
“หลานชายของท่านอาการอันตรายมาก ต้องรีบรักษาโดยด่วน ท่าน้าให้ข้าเสียเวลาไปหายารักษาเขาหรือ”
ได้ยินดังนั้น เซี่ยเทียนไห่จึงรู้ว่าตนเองเข้าใจผิดไป
“ดี ดีมาก เช่นนั้นต้องรบกวนฮูหยินแล้ว”
แม้รู้ถึงเจตนาของเฮ่อจือหร่าน แต่เซี่ยเทียนไห่ยังคงเดินตามหลังนาง ราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังติดตาม
“พวกเราทุกคนต่างเป็นักโทษถูกเนรเทศ หากเทียบลำดับญาติจากพี่สะใภ้รอง ท่านก็ถือเป็ญาติผู้ใหญ่ของข้า ต่อไปเรียกข้าว่าสะใภ้เฮ่อหรือเฮ่อจือหร่านก็พอแล้ว”
คำเรียกฮูหยินอะไรนั้น นางรู้สึกว่าไม่จำเป็ แค่เรียกนางอย่างง่าย ๆ และฟังดูสบายใจกว่ามากก็พอแล้ว
“ได้ ต่อไปข้าจะเรียกเ้าว่าสะใภ้เฮ่อ”
ระหว่างทั้งสองคุยกัน เฮ่อจือหร่านก็เดินมาใกล้กับกลุ่มคนสกุลโม่แล้ว
ในบรรดาสมุนไพรที่เก็บมาเมื่อวาน มีพืชหลายชนิดที่สามารถรักษาอาการโรคลมแดดได้ ซึ่งพี่สะใภ้ทั้งหลายกำลังดูแลอยู่
เฮ่อจือหร่านไม่รอช้า นางรีบไปขอสมุนไพรที่้าจากเหล่าพี่สะใภ้ จากนั้นก็หันมองเซี่ยเทียนไห่
“ท่านลุงเซี่ย หากจะต้มยา คงต้องไปขออนุญาตกับเ้าหน้าที่ก่อน”
พวกนางไม่มีอุปกรณ์ใด ๆ เลย และยังต้องไปเจรจากับเหล่าเ้าหน้าที่ว่าจะยอมหยุดขบวนให้พวกนางต้มยาหรือไม่
“ได้ ข้าจะไปบอกกับพวกเขาเดี๋ยวนี้”
เผิงวั่งเองก็อยู่ไม่ไกลนัก จึงได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนอย่างชัดเจน
ตอนนี้เขาก็ร้อนจนแทบทนไม่ไหวแล้ว อีกทั้งยังได้รับพิษงูมา ร่างกายของเขาจึงทนความร้อนได้ไม่ดีมาก
เมื่อเห็นว่าเซี่ยเทียนไห่กำลังจะหันไปถามลูกน้อง เผิงวั่งจึงรีบเอ่ยปาก
“ข้างหน้ามีลำธารเล็ก ๆ และต้นไม้ให้ร่มเงาอยู่ พวกเราหยุดพักที่นั่นสักครู่ก่อนก็แล้วกัน”
เซี่ยเทียนไห่ได้ฟังคำพูดของเผิงวั่งแล้ว ก็ขอบคุณเขาอย่างจริงใจ
เดินทางต่อไปอีกราว ๆ หนึ่งก้านธูป ก็พบลำธารเล็ก ๆ อยู่เบื้องหน้า
เ้าหน้าที่จัดการให้นักโทษแต่ละคนพักผ่อน ส่วนพวกเขาก็หาที่ร่มรื่นเพื่อหลบร้อนเช่นกัน
เฮ่อจือหร่านยืมหม้อใบหนึ่งมาจากโจวเหล่าปา ส่วนสะใภ้รองอาสาต้มยาให้หลานชาย
เพื่อป้องกันไม่ให้ครอบครัวเป็โรคลมแดด เฮ่อจือหร่านจึงให้สะใภ้รองต้มยาสมุนไพรไว้หม้อใหญ่ นอกจากจะให้เซี่ยหลินดื่มแล้ว ยังต้องให้ทุกคนในครอบครัวดื่มป้องกันด้วย
เฮ่อจือหร่านเพิ่งตรวจอาการเซี่ยหลินไป นางสามารถยืนยันได้ว่าเด็กคนนั้นเป็โรคลมแดดในระยะเฉียบพลัน และเด็กก็หมดสติไปแล้ว หากใช้เพียงสมุนไพรพวกนี้ กลัวว่าจะได้ผลไม่ค่อยดีนัก
ดังนั้นจึงฉวยโอกาสตอนที่สะใภ้รองไม่ทันสังเกต แอบใช้ยาฮั่วเซียงเจิ้งชี่สุ่ย*[1]ใส่ลงไปอีกเล็กน้อย
หลังจัดการต้มยาเสร็จ เฮ่อจือหร่านก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้าง
นางมองลำธารใสสะอาดข้างกาย ยังเห็นฝูงปลาว่ายวนไปมา
เฮ่อจือหร่านเดินไปหากิ่งไม้ที่แข็งแรงตามพื้นมา จากนั้นเดินไปหาโจวเหล่าปา
“เ้าหน้าที่โจว ข้าขอยืมกระบี่ของท่านใช้สักหน่อยได้หรือไม่” แม้นางจะมีทั้งมีดทำครัวและมีดสั้นอยู่ในพื้นที่มิติ แต่ต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ ย่อมไม่สามารถหยิบออกมาใช้ได้อย่างเปิดเผย จึงต้องขอความช่วยเหลือจากเ้าหน้าที่แทน
โจวเหล่าปาได้ยินนางจะขอยืมกระบี่ของตน ก็รู้สึกระแวดระวังขึ้นมาทันที
“เ้าจะเอาไปทำอะไร”
เฮ่อจือหร่านยักไหล่ ยื่นกิ่งไม้ไปข้างหน้า
“ข้าอยากเหลากิ่งไม้นี่ให้แหลม หากไม่มีอะไรผิดพลาด ตอนเที่ยงพวกเราก็จะได้กินเนื้อสัตว์เพิ่ม”
โจวเหล่าปาไม่ได้คิดว่าเนื้อสัตว์ที่ว่าคืออะไร ในใจคิดเพียงสตรีตัวเล็ก ๆ นางหนึ่ง คงไม่กล้าโกหกเขา
ดังนั้น เขาจึงดึงกระบี่ออกมาส่งให้เฮ่อจือหร่านอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
เฮ่อจือหร่านเหลากิ่งไม้ให้แหลมต่อหน้าเขา
เมื่อคืนกระบี่ไปแล้ว นางก็หันหลังกลับไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ
ภายใต้สายตาของทุกคน นางถอดรองเท้าปักลายออก พับขากางเกงขึ้น แล้วเดินลงไปในแม่น้ำ
หลังมองเฮ่อจือหร่านกำลังจะทำอะไรบางอย่าง สตรีสกุลโม่ต่างก็เดินเข้ามาห้อมล้อมนางทันที
“เฮ่อจือหร่าน เ้าจะทำอะไรน่ะ” ฮูหยินผู้เฒ่าถามด้วยความร้อนใจ แทบจะะโลงไปในแม่น้ำเพื่อลากตัวนางขึ้นมา
“ใช่แล้ว น้องสะใภ้เก้า เ้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่”
เฮ่อจือหร่านหันไปส่งสัญญาณบอกทุกคนให้เงียบ จากนั้นก็เดินต่อไปจนอยู่กลางแม่น้ำ
น้ำในแม่น้ำไม่ลึกมาก เฮ่อจือหร่านเดินออกไปได้ระยะหนึ่ง ระดับน้ำก็เพิ่งสูงถึงหัวเข่านางพอดี
เฮ่อจือหร่านหยุดยืนนิ่ง เล็งมองเป้าหมาย จากนั้นปลายกิ่งไม้ก็แทงลงไปในน้ำอย่างแรง
[1] ยาฮั่วเซียงเจิ้งชี่สุ่ย คือยาชนิดหนึ่งที่ช่วยปรับสมดุลกระเพาะอาหารและม้าม แก้อาเจียน ขับระบายพิษร้อนชื้นทางรูขุมขน
