หลังผ่านไปอีก สามชั่วโมงในที่สุดก็มีคนออกมา อ้ายซ่างเขาอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณขั้นสูงสุดถือว่าเป็อัจฉริยะเลยก็ว่าได้ ต่อมาอีกสามชั่วโมงก็มีคนทยอยออกมาอีกแปดคน “เอาล่ะคนครบแล้วส่วนที่เหลือก็ถือว่าตกรอบไป” อาจารย์ฝ่ายในผู้หนึ่งเป็คนพูด “งั้นพวกเราไปกันเถอะ” “ขอรับท่านปรมาจารย์ไป่เหลียง”เหล่าลูกศิษย์ตอบรับชายชราผู้นั้น ปรมาจารย์ไป่เหลียงโบกมือเล็กน้อยจานขนาดเล็กลอยออกมาจากถุงเก็บของ จานค่อยๆขยายขนาดขึ้นจนกว้าง10เมตร “เอาล่ะไปกันเถอะ” ชายชราพาศิษย์ชายนอก10คนลอยไปยังเขตพื้นที่ของศิษย์ฝ่ายใน ขณะที่ลอยอยู่บนฟ้าเหว่ยอิงมองลงไปยังเขตฝ่ายในเขาเห็นูเาขนาดใหญ่ห้าลูกโดยมีูเาสี่ลูกล้อมรอบหนึ่งลูกอยู่ตรงกลางที่เป็ที่พักของเ้าสำนักและเหล่าบรรพบุรุษรวมถึงศิษย์สืบทอดของสำนัก และยังใช้เป็ศูนย์กลางค่ายกลของสำนัก และยอดเขาอีกสี่ลูกจะให้ชื่อเรียกตามลำดับคือยอดเขาที่หนึ่งจะถูกใช้ในการฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้โดยจะฝึกกระบี่เป็หลัก ยอดเขาที่สองจะใช้เป็ที่หลอมโอสถต่างๆของสำนัก ยอดเขาที่สามจะถูกใช้ในการหลอมอาวุธ ยอดเขาที่สี่จะถูกใช้ที่ฝึกอสูร และยอดเขาที่ห้าจะอยู่ตรงกลาง โดยศิษย์แต่ละคนหากสนใจด้านไหนก็สามารถเลือกได้ตามใจเพียงแต่เมื่อเลือกแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนได้
“เอาล่ะเขาไปลงชื่อเป็ศิษย์ฝ่ายในแล้วก็เลือกยอดเขาเถอะ” ปรมาจารย์ไป่เหลียงพูดขึ้น “ขอรับท่านปรมาจารย์” จะเลือกยอดเขาอะไรดีนะเหว่ยอิงครุ่นคิดในใจในฐานะที่เป็ปรมาจารย์กระบี่เขาไม่สนใจยอดเขาที่หนึ่งเท่าไหร่แต่เขากลับสนใจยอดเขาที่สามเนื่องจากในชาติที่แล้วกระบี่ศักสิทธิ์เล่มนั้นของเขาตอนที่ใช้ตัด์ ได้ถูกทำลายไปแล้วเหลือเพียงแต่จิติญญาศักสิทธิ์ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในโลกศักดิ์สิทธ์ในจิติญญาของเขาแต่ระดับของเขาในตอนนี้ไม่สามารถใช้พลังของโลกศักสิทธิ์ได้เนื่องจการะดับของเขายังไม่มากพอจะดึงพลังออกมาใช้ได้ เขาคิดจะฟื้นฟูกระบี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มนั้นขึ้นมาใหม่ “คงต้องเลือกยอดเขาที่สามสินะ”
หลังจากลงชื่อแล้วเลือกยอดเขาเสร็จเขาได้มุ่งหน้าไปยอดเขาที่สามโดยเมื่อรวมกับเขาล้วผู้ที่เลือกยอดเขานี้มีเพียงสองคน คนส่วนมากจะเลือกยอดเขาที่หนึ่งกันเนื่องจากเป็ยอดเขาที่แข็งแกร่งที่สุดหากไม่นับรวมยอดเขาที่ห้า เมื่อเดินมาถึงตีนเขาก็มีศิษย์พี่มารอรับ “พวกเ้าคงเป็ศิษย์ฝ่ายในคนใหม่สินะข้าเป่ยหลิวรับหน้าพาพวกเ้าไปรับหน้าที่ หากมีอะไรสงสัยให้ถามข้าได้เลย” เป่ยหลิวพูดกับศิษย์ใหม่สองคนด้วยใบหน้าเป็กันเอง” “ขอรับศิษย์ที่เป่ยหลิว ตัวข้ามีนามว่าปินฉานขอรับ” เด็กหนุ่มอีกคนที่เดินมาพร้อมเขาพูดขึ้น “ข้าเหว่ยอิง” เหว่ยอิงพูดแนะนำตัวนิดหน่อย “สกุลเหว่ย อย่าบอกนะว่าเ้าคือลูกของเ้าสำนักที่เขาร่ำรือกัน” เหว่ยอิงพยักหน้าเล็กน้อยเพื่อตอบรับ “เอาล่ะอย่ามัวเสียเวลาเลยไปรับอุปกรณ์กันเถอะ” เป่ยหลิวพูดขึ้นพลางเดินไปทางศาลาแห่งหนึ่ง เ้าหน้าที่ให้ถูงเก็บของมาคนล่ะถุง ในถุงประกอบด้วยชุดศิษย์ฝ่ายในของยอดเขาที่สามเป็ชุดสีขาวสามชุด ขวดยารวมลมปราณสิบเม็ด กระบี่หนึ่งเล่ม และคัมภีร์การหลอมเบื้องต้นหนึ่งเล่ม “เอาล่ะพวกเ้าจะได้รับหน้าที่ให้ทำคนล่ะอย่างถ้าทำเสร็จรก็สามารถไปฝึกได้ตามใจ ภายในสามเดือนพวกเ้าต้องหลอมอาวุธอย่างน้อยระดับ1ส่งให้ยอดเขาจึงจะถือทำหน้าที่ได้สำเร็จ” เป่ยหลิวบอกกับศิษย์ทั้งสอง “แต่หากเ้าทำไม่สำเร็จจะต้องถูกส่งไปทำภารกิจแทน” “เข้าใจแล้วขอรับ” “ดีงั้นพวกเ้ามาเลือกถ้ำฝึกซะ” เป่ยหลิวกางม้วนคัมภีร์ขึ้น “เลือกจุดที่ไม่มีแสงซะ นั้นคือถ้ำที่ว่าง” “ขอรับ” เหว่ยอิงเลือกถ้ำที่ห่างไกลจากถ้ำอื่นเพราะ้าความเป็ส่วนตัว จากนั้นเป่ยหลิวพูดคุยเกี่ยวกับกฎระเบียบนิดหน่อยก่อนจะแยกย้ายกันไป
ภายในถ้ำของเหว่ยอิงประกอบไปด้วยสี่ส่วน มีส่วนสำหรับหลอม ส่วนของห้องนอน ส่วนสำหรับฝึกเคล็ดวิชา ส่วนที่มีบ่อน้ำไว้ใช้อาบน้ำ เขาเดินไปนั่งในห้องนอนแล้วหยิบเคล็ดวิชาสำหรับหลอมเบื้องต้นขึ้นมาเปิดอ่าน ระดับของการหลอมจะเรียงจากหนึ่งเป็ต้นไปโดยจะทรงพลังขึ้นไปเรื่อยๆ โดยอาวุธที่ถูกหลอมระดับหนึ่งจนถึงห้าจะถูกเรียกว่าอาวุธระดับดิน อาวุธที่ถูกหลอมระดับห้าถึงแปดจะเรียกอาวุธระดับฟ้า อาวุธที่ถูกหลอมระดับเก้าจะเรียกอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็ระดับสูงสุดที่ปรากฏในโลกของการฝึกตนแห่งนี้ แต่ในสำนักแห่งนี้มีอาวุธสูงสุดเพียงระดับหกเท่านั้นและยังเป็อาวุธประจำสำนักที่เ้านักรุ่นแรกทิ้งไว้ให้
“กระบี่เล่มของข้าคงอยู่ประมาณระดับเก้าสินะ” ในการหลอมจำเป็จะต้องใช้พลังปราณส่งเข้าไปในอาวุธโดยจะใช้อักขระเวทย์เป็ตัวกลาง อักขระเวทย์จะถูกแบ่งตามระดับเช่นกันจากระดับหนึ่งจนถึงระดับเก้า ผู้ใช้อักขระเวทย์ระดับหนึ่งถึงห้าจะถูกเรียกว่านักเวทย์ ผู้ใช้อักขระเวทย์ระดับห้าถึงแปดจะเรียกจอมเวทย์ ผู้ใช้อักขระเวทย์ระดับเก้าจะเรียกมหาจอมเวทย์ ซึ่งสามารถใช้อักขระเวทย์หนึ่งตัวเปลี่ยนสภาพอากาศฟ้าดินได้ ในการใช้อักขระเวทย์จำเป็ต้องมีพลังปราณธาตุที่สอดคล้องด้วยถึงจะสามารถดึงพลังของอักขระเวทย์ออกมาได้สูงสุด ดูเหมือนพลังสายเืของร่างนี้จะเป็ธาตุเพลิงสินะ เนื่องจากพลังสายเืของตระกูลเหว่ยว่ากันว่าได้รับการสืบทอดมาจากเทพัเพลิงกลืน์ในตำนาน ซึ่งเป็สัตว์อสูรขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ที่ลงมายังแดนมนุษย์แล้วพบรักกับหญิงสาวผู้หนึ่งจนได้ให้กำเนิดทารกที่มีสายเืของเทพัเพลิงกลืน์ ต่อมาได้ตั้งตระกูลเหว่ยขึ้น นี่คือประวัติของตระกูลเหว่ยที่ทุกคนต่างรู้ดี “เอาล่ะเริ่มฝึกั้แ่ขั้นที่หนึ่งเถอะ”