บทที่ 34 สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด
ลู่จือฉิงรู้สึกว่าตนเองพูดจาตะกุกตะกัก แต่คู่สนทนากลับดูเหมือนจะเชื่อและหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พอก้มลงมองเห็นเซี่ยมู่เขาก็ยิ้มแป้น
ลู่จือฉิงกะพริบตาให้ดูเหมือนว่าแม่ลูกคู่นี้จะคิดเห็นตรงกัน
คิดดูสิตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีเงินติดตัวแล้ว ค่าที่พักในโรงเตี๊ยมก็จ่ายไม่ไหวแล้ว ชามทองคำใบเดียวที่มีอยู่ก็ไม่สามารถเอาไปขายได้ ถ้ายังหาทางอื่นไม่ได้ก็คงต้องไปนอนข้างถนนแล้ว
ในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการใครสักคน ก็มีคนผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับสวรรค์ประทานมาให้ สองแม่ลูกคิดว่านี่เป็นโอกาสที่จะได้กินฟรีอยู่ฟรีหลายวัน แถมคนที่ซื้อพัดเช่นนี้ได้ฐานะต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ
ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่เดินตามหลังหลานเฉิงไปอีกทาง ด้วยสัญชาตญาณของลู่จือฉิงคนผู้นี้แตกต่างจากเยว่เชียนหาน ไม่น่าจะพาพวกนางกลับเข้าไปในรังหมาป่าอีก
และถ้าหากเขาคิดจะจับพวกนางจริง ๆ ก็ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ ไม่จำเป็นต้องใช้พัดหรือแสร้งเป็นสหายให้ยุ่งยากเพียงนี้ เพราะฉะนั้นลู่จือฉิงจึงวางใจแล้วดินตามหลานเฉิงกลับไปที่จวน
หลานเฉิงเป็นคนของยุทธภพ กิริยาท่าทางก็แสดงออกถึงความเป็นคนของยุทธภพ การที่เขาไม่ชอบนั่งเกี้ยวออกไปข้างนอกนั่นก็เป็นอีกหนึ่งอย่าง และเนื่องจากการค้าของสำนักหลานซีต้องเก็บเป็นความลับ หลานเฉิงจึงทำตัวเรียบง่าย แม้แต่จวนก็ยังดูเรียบง่าย
สำนักใหญ่อยู่ที่เจียงหนาน ส่วนจวนในเมืองหลวงมีแค่ตัวอักษรเรียบง่ายสองตัวคือ ‘จวนหลาน’
เพียงไม่นานก็มาถึง ลู่จือฉิงมองไปที่ประตูก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย คนที่ซื้อพัดล้ำค่าเช่นนี้ได้ไฉนถึงอยู่ในจวนแบบนี้กันนะ? แต่ช่างเถอะ ถึงอย่างไรนางกับเซี่ยมู่ก็เป็นแค่แขก จะรังเกียจบ้านเจ้าของบ้านได้อย่างไร
แต่พอเข้าไปข้างในลู่จือฉิงก็ต้องเปลี่ยนความคิด จวนที่จากภายนอกดูเรียบง่าย แต่ภายในกลับประณีตอย่างไม่น่าเชื่อ ความงามที่แท้จริงนั้นไม่แสดงออกจากภายนอกเป็นเช่นนี้นี่เอง นี่ยิ่งทำให้ลู่จือฉิงรู้สึกดีกับหลานเฉิงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ที่บอกว่าประณีตบรรจงก็ไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือย เก้าอี้ตัวใหญ่แต่ละตัวไม่ได้แกะสลักมังกรหรือหงส์ไว้เลย มีเพียงลวดลายไม่กี่เส้นกลับเผยให้เห็นถึงรสนิยมและความสง่างามได้อย่างลงตัว
โต๊ะไม้จันทน์สีม่วงไม่ได้วางเครื่องลายคราม มีเพียงแจกันใบเล็กที่ปักดอกบัวเหี่ยวเฉาไว้ แต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่าง ความงามของความร่วงโรยและเสื่อมสลาย
ลู่จือฉิงเดินดูรอบ ๆ ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกมีเสน่ห์ หลานเฉิงผู้นี้ไม่รู้ว่าเป็นคนเช่นไรถึงมีรสนิยมเช่นนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่จือฉิงได้เห็นอะไรแบบนี้ตั้งแต่มาอยู่ในยุคโบราณ แม้แต่จวนของอ๋องรุ่ยก็ยังเทียบไม่ได้แม้ครึ่งหนึ่งของความสง่างามที่นี่
หลานเฉิงเห็นแววตาชื่นชมของลู่จือฉิงก็ยิ่งดีใจ ถึงแม้เขาจะเป็นคนสุขุมรอบคอบ แต่ก็ยังคงความจริงใจยากที่จะจินตนาการว่าสองสิ่งที่ขัดแย้งกันนี้จะหลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบในตัวคน ๆ เดียวได้ แต่หลานเฉิงกลับทำได้
หลานเฉิงพาลู่จือฉิงไปที่ห้องพักของนางก่อนเป็นเรือนเล็ก ๆ ที่แยกออกมาทางทิศตะวันตก จวนหลานนั้นกว้างขวาง แต่ละคนมีเรือนเล็ก ๆ เป็นของตัวเองก็เป็นเรื่องปกติ ข้อนี้ถือว่าพอจะเทียบเคียงได้กับจวนของอ๋องรุ่ย
ลู่จือฉิงตกใจเล็กน้อย เกิดอะไรขึ้น เหตุใดทุกอย่างต้องไปเปรียบเทียบกับจวนของอ๋องรุ่ยด้วย? มีอะไรให้น่าเปรียบเทียบกัน ไม่เอาแล้ว! นางรีบสลัดความคิดนั้นออกไป
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่เดินทางมาเหนื่อย ๆ หลานเฉิงบอกว่าจะไม่รบกวนแล้ว ให้พวกนางพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วค่อยพาลู่จือฉิงไปชมภาพวาดที่สะสมไว้ในห้องหนังสือวันหลัง
ทันทีที่เดินออกจากเรือนเล็ก ข้ารับใช้ที่อยู่ด้านหลังก็พูดเบา ๆ ว่า “ท่านเจ้าสำนัก เรื่องนี้…”
“ข้ารู้” ดวงตาของหลานเฉิงเปลี่ยนเป็นเฉียบคม แตกต่างจากความจริงใจก่อนหน้านี้ราวกับเป็นคนละคน “เรื่องนี้ห้ามบอกใครเด็ดขาด”
พ่อบ้านรีบก้มหน้ารับคำ “ขอรับ ท่านเจ้าสำนัก”
“บอกทุกคนในจวน ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปแม้แต่ครึ่งคำ ไม่เช่นนั้น…”
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ” พ่อบ้านก้มศีรษะคำนับก่อนจะถอยหลังออกไปตามคำสั่ง
แม้ว่าภายนอกจะเป็นพ่อบ้านของจวนหลาน แต่ที่จริงแล้วทุกคนในจวนนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสายลับฝีมือดีที่คอยสืบหาข่าวต่าง ๆ ของสำนักหลานซี พวกเขาทั้งหมดจงรักภักดีและเชื่อฟังหลานเฉิงอย่างไม่มีเงื่อนไข เรื่องที่หลานเฉิงสั่งให้ปิดเป็นความลับ จะไม่มีทางรั่วไหลออกไปจากสำนักหลานซีได้เลย
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่หลงเข้ามาที่นี่โดยบังเอิญ แต่ที่จริงแล้วพวกเขากลับมาอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้
จวนอ๋องรุ่ย
หลังจากกลับจากเข้าเฝ้าในวัง ชิวหลินรุ่ยก็ถอดชุดขุนนางออกแล้วเรียกแม่ทัพห้านายเข้าพบ พวกเขาคือแม่ทัพที่ถูกส่งไปตามหาลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ นำทัพทหารพร้อมอาวุธครบมือออกค้นหาในเมืองหลวงเป็นเวลาเจ็ดวันเต็มแล้ว
ทหารกลุ่มแรกที่ทำภารกิจพลาดถูกส่งเข้าคุกไปแล้ว หากยังหาตัวลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ไม่พบ ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นอย่างไร
เจ็ดวันเต็ม ๆ แล้ว กองทัพใหญ่เพียงนี้กลับไม่พบแม้แต่ร่องรอยของสตรีตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งกับเด็กอีกคนหนึ่ง ชิวหลินรุ่ยจะไม่โกรธได้อย่างไร
เลี้ยงคนพวกนี้ไว้มีประโยชน์อะไร แม้แต่สุนัขก็ยังฉลาดกว่า อย่างน้อยของที่โยนทิ้งไปมันยังคาบกลับมาได้ แต่คนพวกนี้ ชิวหลินรุ่ยเหลือบมองด้วยสายตาเย็นชา จนพวกเขารู้สึกหนาวไปถึงกระดูก
ทั้งห้าคนตัวสั่นด้วยความกลัว แต่เมื่ออ๋องรุ่ยเรียกพบใครจะกล้าไม่มา พวกเขาไม่ได้ไม่อยากตามหา หรือไม่พยายามอย่างเต็มที่ แต่พวกเขาแทบจะพลิกเมืองหลวงทั้งเมืองแล้วก็ยังไม่พบร่องรอยของลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่
ชิวหลินรุ่ยไม่พูด คนที่อยู่เบื้องล่างก็ไม่กล้าพูด เป็นความเงียบที่คุ้นเคยกันดี แต่เมื่อชิวหลินรุ่ยยังไม่บอกให้ไป ใครก็ไม่กล้าไปราวกับเป็นการแข่งขันว่าใครจะทนได้นานกว่ากัน
เหล่าแม่ทัพอดสงสัยไม่ได้ ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นอ๋องรุ่ยใส่ใจกับนักโทษที่หายตัวไปคนไหนมากถึงเพียงนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่เคยซักถามด้วยตัวเองทุกวัน ไฉนครั้งนี้ถึงผิดปกติเช่นนี้
หรือว่าสตรีที่หน้าตาเหมือนพระชายาของเขาคนนั้นจะมีอะไรพิเศษกันแน่?
ชิวหลินรุ่ยก็อดคิดไม่ได้ ว่าเหตุใดเขาถึงต้องพยายามตามหาลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเป็นเพียงสายลับที่คนอื่นส่งมา หากพวกนางจากไปก็คงจะดีกว่านี้ จะได้ไม่เป็นภัยคุกคามเขาอีก
แต่เหตุใดเขาถึงอยากให้พวกเขาอยู่ใกล้ ๆ ตัวเขาเช่นนี้ ถึงขั้นที่เรียกว่าดื้อรั้นก็ได้
บางทีอาจเป็นเพราะเซี่ยมู่ดึงดูดใจเขามากเกินไป นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับเด็ก เด็กที่ทำให้หัวใจเขาอ่อนโยนอย่างแท้จริง อยากจะทะนุถนอมเอาไว้ในอุ้งมือ
บางทีอาจเป็นเพราะคำพูดสุดท้ายของลู่จือฉิงทำให้เขาไม่ยอมแพ้ ใครกันที่กล้าใส่ร้ายเขา เขาต้องรู้ให้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังแล้วจะทรมานคนผู้นั้นให้สาสม
สุดท้าย อาจเป็นเพราะความรู้สึกผิดต่อชายา ชายาของเขาสิ้นพระชนม์ไปนานหลายปีแล้ว แต่ยังมีคนกล้านำชายามาท้าทายเขา ส่งหญิงผู้นี้มาปลอมเป็นชายา นี่มันเป็นการดูหมิ่นชายาของเขาอย่างร้ายแรง
ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ เสียงของเขาแหบพร่าลง “มีข่าวอะไรบ้าง?”
คนเบื้องล่างก็เงียบไปอีกนาน บรรยากาศเย็นลงอย่างกะทันหัน เหล่าแม่ทัพอดตัวสั่นไม่ได้ ความกดดันจากความเงียบนั้นน่ากลัวที่สุด
ในที่สุดแม่ทัพคนที่สาม ก็ทนไม่ไหวพูดด้วยเสียงสั่น “เรียนท่านอ๋องรุ่ย ข้าน้อย ข้าน้อยเคยได้ยินคนรายงานมาว่า”
“รายงานว่าอย่างไร?” ชิวหลินรุ่ยนั่งตัวตรง
“ได้ยินคนรายงานมาว่าที่บริเวณตรอกเชียนชิว มีคนเห็นสตรีผู้หนึ่งโพกผ้าคลุมศีรษะมากับเด็กชายตัวเล็ก ๆ ดูรูปร่างคล้ายกับทั้งสองคน แต่ไม่เห็นหน้า จึงไม่กล้ายืนยันขอรับ”
แม้จะเป็นข่าวที่คลุมเครือเช่นนี้ แต่แววตาของชิวหลินรุ่ยก็ยังมีความหวัง “เพิ่มกำลังคน ไปตรวจสอบที่บริเวณตรอกเชียนชิวให้ละเอียด บ้านทุกหลังต้องไม่พลาด หาให้พบให้ได้”