เมื่อขุมกำลังระดับสูงทั้งหมดของอาณาจักรดาบสีขาวได้มาถึงกันทั้งหมดเป็ที่เรียบร้อย มันก็ถึงเวลาที่จะเริ่มศึกแย่งชิงลูกแก้วสีแดงโลหิตที่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ได้ตกทอดเอาไว้ก่อนที่มันจะจากไป
ผู้ที่พุ่งเข้าหาลูกแก้วโลหิตเป็คนแรกก็คือซุมะอุสึคุ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ห้าปีศาจ
ทันทีที่นางพุ่งออกไป ห้าปีศาจคนอื่นๆก็พุ่งเข้าไปทันทีด้วยเช่นกัน
และเมื่อทั้งหมดได้เข้าปะทะกันก็มีแสงสีแดงะเิออกมาจากทุกคนที่เข้าปะทะกันทันที
ซึ่งการที่มันเป็แสงสีแดง ก็มาจากระดับพลังของตัวพวกเขาเองที่อยู่ในระดับหลอมรวมปราณ
ยิ่งมีระดับพลังสูงเท่าไหร่ ความสามารถที่ใช้ในการควบคุมพลังปราณก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
หากเทียบกับดวงดาวลีฟานแล้วพลังปราณของที่นี่ก็เปรียบเสมือนพลังธาตุภายในดาวลีฟาน
วิธีที่จะเพิ่มระดับพลังของผู้คนในดาวดวงนี้นั้นมีมากมาย อย่างเช่นการซึมซับแหล่งพลังงานที่มาจากแกนสัตว์อสูร การใช้โอสถ และแหล่งพลังงานลึกลับตามโบราณสถานต่างๆที่เป็พลังสืบทอดของตัวตนระดับสูงที่ได้ตกตายไปแล้ว
แต่วิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการเพิ่มระดับพลังของตัวเองก็คือการนั่งสมาธิและเปิดใช้เคล็ดวิชาของตัวเองเพื่อซึมซับปราณรอบๆตัวของพวกเขา ตัวเคล็ดวิชาเองก็มีระดับของตัวมันเอง เคล็ดวิชาที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้กันก็ล้วนแล้วแต่เป็เคล็ดวิชาระดับต่ำ หาก้าที่จะได้เคล็ดวิชาระดับที่สูงขึ้นก็มีแต่ต้องไปหาซื้อตามโรงประมูล หรือไม่ก็เข้าร่วมสำนักเพื่อเป็ศิษย์
ทุกผู้คนไม่มีใครอยากจะฝึกเคล็ดวิชาระดับต่ำ เพราะทั้งชีวิตของพวกเขาต่อให้จะพยายามยังไงก็จะขึ้นไปถึงแค่ระดับััปราณ ไม่มีทางที่จะเหนือไปกว่านี้ได้ นี่จึงทำให้การแข่งขันในการสอบเข้าสำนักต่างๆจึงมีแต่ผู้คนเข้าร่วมเป็จำนวนมาก ถึงแม้จะมีคนที่ผ่านแค่เพียงน้อยนิดก็เถอะ
ส่วนวิธีที่รองลงมาจากการนั่งสมาธิเพื่อเปิดใช้เคล็ดวิชา ก็คือการสังหารสัตว์อสูร เมื่อฆ่าสัตว์อสูรได้แหล่งพลังงานภายในตัวของมันทั้งหมดก็จะมารวมอยู่ที่แกนพลังของมัน ยิ่งสัตว์อสูรแข็งแกร่งเท่าไหร่ แกนพลังงานที่ได้จากมันก็ยิ่งมีระดับสูงตามไปด้วย แต่ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่กล้าที่จะไปต่อสู้กับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งจนเกินไป เพราะมันอาจจะเป็อันตรายต่อชีวิตของพวกเขา ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรที่อ่อนแอกว่าตนเอง การที่ต่อสู้กับสัตว์อสูรที่อ่อนแอกว่าแม้วิธีนี้จะเพิ่มระดับพลังได้ช้าเป็อย่างมากแต่มันก็ไม่เสียอะไรเป็ค่าตอบแทน มันจึงเป็วิธีที่คนทั่วไปจะใช้กัน
แต่ไม่ใช่กับตัวตนระดับห้าปีศาจ
พวกเขาล้วนไม่เกรงกลัวที่จะต่อสู้กับสัตว์อสูรที่มีพลังเทียบเท่ากับตัวเอง หรือบางทีอาจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ
ส่วนพวกระดับสูงอย่างราชวงศ์ทั้งห้านั้น
พวกเขาก็ล้วนแล้วแต่มีวิธีพิเศษต่างๆมากมายที่จะใช้เพิ่มระดับพลังของพวกเขา
มันเป็วิธีที่คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถใช้ได้ !!!
และนี่ก็ยังเป็เหตุผลที่ทำให้ราชวงศ์ทั้งห้าแข็งแกร่งเหนือล้ำกว่าผู้ใด…
การที่ห้าปีศาจทั้งห้าคนมีแสงสีแดงส่องออกมาก็หมายความว่าพวกเขาอยู่ในระดับที่สาม ขอบเขตหลอมรวมปราณ
ชินรู้สึกตกตะลึงในพลังของสาวน้อยอย่างซุมะอุสึคุเป็อย่างมาก เขารู้สึกว่านางแข็งแกร่งพอๆกันกับเขา หรือบางทีอาจจะเหนือล้ำเขาไปแล้วด้วยซ้ำ แต่อายุของนางนั้นกลับน้อยกว่าเขาเป็อย่างมาก นั่นจึงทำให้ชินรู้สึกไม่พอใจสักเท่าไหร่
เขาได้คิดในใจ…
(ข้าคงต้องไปหาวิธีเพิ่มระดับพลังของตัวข้าเองสักหน่อยแล้ว… อย่างน้อยก็ต้องเหนือล้ำกว่านางให้ได้ ไม่งั้นข้าคงขายหน้าแย่…)
ชินพอจะรู้เกี่ยวกับเื่ระดับพลังและวิธีที่จะเพิ่มระดับพลังของดาวดวงนี้บ้างแล้วเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะฝึกปรือมันได้ไหม เพราเดิมทีเขาก็เป็ผู้ฝึกพลังธาตุอยู่แล้ว หากฝึกพลังปราณได้ด้วยนี่ มันก็หมายความว่าเขาจะมีทั้งพลังธาตุและพลังปราณ มันจะทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าคนในระดับพลังเดียวกันกับเขาชนิดที่เรียกว่าเทียบไม่ติด
ซึ่งชินนั้นไม่รู้เลยว่าความคิดของตนนั้นบ้ามากแค่ไหน
เพราะระดับหลอมรวมปราณที่ห้าปีศาจเป็อยู่นั้นใช่ว่าจะเป็กันได้ง่ายๆ คนธรรมดาอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึงสามสิบปีถึงจะไปถึงระดับััปราณ ส่วนพวกห้าปีศาจเ่าั้กลับไปถึงระดับหลอมรวมปราณ ที่เหนือล้ำกว่าระดับััปราณโดยใช้เวลาเพียงไม่นานก็ถือได้ว่าเป็เื่ที่ยากจะพบเจอนัก และเพราะเหตุนี้เองพวกเขาถึงได้รับนามห้าปีศาจมา
เวลานี้เองกองกำลังที่พวกห้าปีศาจได้พามา ก็เริ่มที่จะต่อสู้กันเพื่อขัดขวางไม่ให้เข้าไปช่วย
ในศึกระหว่างห้าปีศาจด้วยกัน
และเวลานี้เองก็ได้มีกลุ่มคนเข้ามาจู่โจมกลุ่มของชินแล้ว
พวกนั้นก็คือกองกำลังที่ใส่ชุดสีแดงเพลิง พวกเขาก็คือกองกำลังของห้าตระกูลใหญ่ตระกูลโอคินะ
พวกคุชิคินเริ่มที่จะเคร่งเครียดขึ้นมาบ้างแล้ว… เพราะถึงแม้พวกเขาจะแข็งแกร่งแต่อีกฝ่ายก็ไม่ต่างกันกับพวกเขา แถมยังมีจำนวนมากกว่าพวกเขาอีกด้วย…
ทุกผู้คนได้ะเิแสงสีฟ้าออกมา
ชินเองก็อยากที่จะทดสอบพลังของตนที่ได้เริ่มฝึกปราณบ้างแล้วเล็กน้อยแล้ว เขาอยากรู้ว่าหากนำมันมารวมกับพลังธาตุที่อยู่ในระดับที่สามของดวงดาวลีฟานแล้วจะทรงพลังมากสักแค่ไหน
เขาาจึงปลดปล่อยพลังของเขาที่เป็แสงสีขาวออกมาทันที…
เหตุการนี้ทำเอาทุกผู้คนที่กำลังสู้อยู่ที่ได้เหลือบมาเห็นก็ต้องตาค้างกันไปทั้งหมด
ไม่เว้นแม้แต่ห้าปีศาจที่กำลังสู้กันอยู่ หรือแม้แต่องค์ชายรองที่กำลังเฝ้ามองอยู่เองก็เช่นกัน…
''ซูลิม… นี่เ้าไปพาเด็กน้อยแบบนี้ มาร่วมศึกนี้ได้อย่างไรกัน !!!''
ผู้ที่เอ่ยขึ้นมาก็คือซุมะอุสึคุ สาวน้อยคนนั้นนั่นเอง
เมื่อชินได้ยินสาวน้อยคนนั้นมาเรียกตนว่าเด็กน้อย ก็รู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมาก แต่ภายนอกของเขายังคงไว้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเคย…
''ข้าไม่ได้เป็คนพามาสักหน่อย เขามาที่นี่ด้วยตัวเองต่างหาก ข้ารู้สึกสนใจที่เขากล้ามีที่นี่เพียงคนเดียวจึงได้ชวนเขามาเข้ากองกำลังของข้า ตัวข้าเองก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็มือใหม่ถึงเพียงนั้น''
ซูลิมกล่าวแย้งออกมาทันที
ส่วนพวกที่เข้าจู่โจมกองกำลังของพวกคุชิคิน เมื่อได้สติก็หัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย และแทบจะทุกคนปลดปล่อยบอลเพลิงขนาดเล็กโจมตีไปทางชินโดยทันที
ซูลิมเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเดือดดาลเป็อย่างมาก เพราะคนเ่าั้ต่างก็อยู่ในระดับััปราณกันทั้งนั้น แต่กลับมารุมโจมตีมือใหม่ขอบเขตผู้เริ่มต้น
โอคินะวามุรู้สึกอับอายที่กองกำลังของตนได้ทำเื่ไร้ยางอายเช่นนี้จึงพยายามที่จะห้ามกองกำลังของตนโดยทันที
ขณะที่เขากำลังจะกล่าวห้ามนั้น…
ชินตอนนี้ได้ผสานพลังธาตุความมืดของตนเข้ากับพลังปราณเสร็จเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เขารู้สึกใเป็อย่างมากเพราะพลังธาตุความมืดของตนได้เข้าไปเพิ่มพลังปราณจนแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากมันเพิ่มขึ้นไปหลายเท่าจนไม่อาจจะคำนวนได้ ชินเองก็ไม่คิดว่ามันจะเพิ่มขึ้นมาเยอะขนาดนี้…
เขาจึงนำพลังความมืดที่ผสานกับพลังปราณมากลั่นเป็โซ่ความมืด
จากนั้นเขาก็ส่งโซ่ความมืดเข้าไปรัดพันอยู่รอบๆตัวของเขาจนตัวเขากลายเป็มนุษยโซ่
โซ่สีดำที่พันอยู่รอบตัวเขาได้ต้านรับการโจมตีจากบอลเพลิงที่พุ่งเข้ามาเอาไว้ได้ทั้งหมด บอลเพลิงจำนวนมากไม่สามารถสร้างความเสียหายแก่โซ่สีดำได้แม้แต่น้อย
เหตุการนี้ได้สร้างความตกตะลึงแก่ห้าปีศาจและองค์ชายรองของอาณาจักรดาบสีขาวเป็อย่างมาก
ที่พวกเขาตกตะลึงไม่ใช้การที่บอลเพลิงไม่สามารถสร้างความเสียหายได้ แต่เป็พลังธาตุความมืดที่นำมาสร้างเป็โซ่นั่นต่างหาก
เพราะภายในดวงดาวแห่งนี้ธาตุความมืดถือเป็พลังธาตุที่หาได้ยากเป็อย่างยิ่ง แทบจะทุกคนที่ธาตุหายากล้วนแล้วแต่ได้รับการทาบทามจากห้าราชวงศ์แทบจะทุกคน…
ทางฝั่งห้าปีศาจนั้น
ซูลิมรู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างโชคดีเป็อย่างมากที่ได้ชวนชินมาเข้ากองกำลังของตน
ตอนนี้จึงไม่ให้ความสนใจลูกแก้วโลหิตอีกต่อไปและพยายามที่จะพุ่งเข้าไปช่วยชิน
แต่ก่อนที่นางจะพุ่งเข้าไปนั้น
ชินก็ได้กล่าวถ้อยคำบางอย่างออกมาอย่างแ่เบา…
''สรรค์สร้างอสูร !!!''
ไอความมืดพวยพุ่งออกมาจากตัวเขาอย่างมหาศาล
มันได้แปรเปลี่ยนเป็รูปล่างของสัตว์อสูรจำนวนยี่สิบตัวที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ทุกส่วนล้วนแล้วแต่เป็สีดำทั้งหมด มันมีกรงเล็บที่มือและเท้าทั้งสองข้างที่ปากของมันสามารถมองเห็นเขี้ยวทั้งสองได้อย่างชัดเจนและบนหลังของมันก็มีปีกขนาดใหญ่สีดำสองข้างกางอยู่
การปรากฏขึ้นของอสูรเหล่านี้ได้สร้างความตกตะลึงแก่ห้าปีศาจและองค์ชายรองของอาณาจักรดาบสีขาวเป็อย่างมากมันมากเสียยิ่งกว่าตอนแรกเป็ไหนๆ
''เวทอัญเชิญอสูร… นี่มันเวทอัญเชิญอสูรไม่ผิดแน่''
ชิโนะซึเมะกล่าวออกมาอย่างเหม่อลอย
''นี่คือเวทอัญเชิญอสูรจริงๆงั้นรึ ?''
ฮาวาอิน เอ่ยถามออกมาทันที
''นี่เป็เวทอัญเชิญอสูรไม่ผิดแน่…''
โอคินะวามุกล่าวยืนยัน
ซุมะอุซึคุไม่พูดอะไร นางเพียงจ้องมองไปทางชินด้วยแววตาที่เป็ประกาย…
ส่วนทางฝั่งซูลิมเองก็กล่าวขึ้นมาเช่นกัน
''ตัวเขายังอยู่แค่ระดับผู้เริ่มต้นเองนะ เวทอัญเชิญอสูรนี่… ข้าเคยเห็นแค่าาของอาณาจักรจันทราทมิฬที่สามารถใช้ได้… หรือว่าเขาจะเป็คนของราชวงศ์จันทราทมิฬ ? …แต่ไม่หน้าจะเป็ไปได้ เพราะผู้คนภายในราชวงศ์นั้นแม้แต่ระดับต่ำสุดก็อยู่ที่ระดับััปราณไปทั้งนั้น แต่เด็กคนนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็แค่ระดับผู้เริ่มต้น…''
ทางฝั่งชินนั้นหลังจากที่เขาได้อัญเชิญอสูรออกมาแล้ว เขาก็สั่งให้อสูรเ่าั้ออกไปโจมตีกองกำลังที่เข้ามาโจมตีเขาในตอนแรกโดยทันที
กองกำลังเ่าั้ไม่มีใครรู้จักเวทอัญเชิญอสูรเหมือนกับพวกห้าปีศาจ พวกเขาจึงรู้สึกหวาดกลัวเป็อย่างมาก อาศัยความกลัวของคนเ่าั้จึงทำให้อสูรที่ชินอัญเชิญออกมากำจัดคนเ่าั้ทั้งหมดจนไม่สามารถสู้ต่อได้อย่างง่ายดาย…
เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตกตะลึงแก่กองกำลังอื่นเป็อย่างมาก
ส่วนพวกคุชิคิน หลังจากหายตกตะลึงแล้วพวกเขาจึงรู้ได้ทันทีว่านี่เป็โอกาศแล้ว
''ตอนนี้ถือเป็โอกาสของพวกเราแล้ว โจมตีกองกำลังอื่นๆให้หมดซะหลังจากนั้นพวกเราจะได้ไปช่วยพี่ซูของพวกเราเสียที''
คุชิคินะโออกมาอย่างฮึกเหิม
ส่วนชินที่เห็นเช่นนั้นจึงลอบยิ้มออกมาและได้สั่งให้อสูรของตนไปโจมตีกองกำลังถัดไปโดยทันที…
เวลานี้เอง
ไม่ว่าจะเป็ชิน ห้าปีศาจ หรือแม้แต่องค์ชายรองของอาณาจักรดาบสีขาว ต่างก็ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตอนนี้นั้นบนท้องฟ้าได้มีสาวน้อยคนหนึ่ง ที่มีผมสีขาวบริสุทธิและสวมใส่หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้า กำลังมองดูพวกเขาทุกคนอยู่…