เล่ม 2 อาชา์คู่สู่ปฐี
บทที่26 วาสนาพานพบ
ครืน ครืน ครืนนน เสียงกึกก้องบนท้องนภาปลุกให้เฟยหลงตื่นจากการหลับใหลชายหนุ่มพยายามลุกนั่งขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เ็ปทั่วสรรพางค์กาย ก่อนแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟากฟ้าพบเห็นที่มาของเสียงอันแปลกประหลาดก็ใ แล้วอดอุทานออกมามิได้
“นั้นมันนกชนิดใดกันถึงได้ตัวใหญ่โตขนาดนี้ทั้งยังมีเสียงร้องที่สะท้านกึกก้องทั่วท้องฟ้า น่ากลัวจะเป็นกวิเศษแล้ว”
เฟยหลงหลังจากที่แหงนหน้ามองสิ่งประหลาดที่บินอยู่กลางท้องนภาคนก็ได้ก้มหน้าลงก่อนทำสมาธิรวบรวมพลังธรรมชาติและรักษาอาการาเ็ไปในตัว ทว่าชายหนุ่มเพียงพึ่งเปิดรับััพลังธรรมชาติอันรุนแรงเข้มข้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พลันถ่าโถมเข้าสู่ร่างของมัน ด้วยเส้นชีพจรอันพิเศษภายในร่างดึงดูดเอาพลังธรรมชาติที่เอ่อล้นมหาศาลส่งผลให้ร่างกายเริ่มฟื้นฟูอาการาเ็ได้อย่างรวดเร็วขึ้น ทั้งยังส่งเสริมให้มันฝ่าด่านญาณขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายทำให้ชายหนุ่มต้องครุ่นคิดขึ้นอย่างแปลกใจ
“เป็ไปได้อย่างไร ทำไมที่นี่ถึงได้มีพลังธรรมชาติที่มหาศาลถึงเพียงนี้ทั้งดูเหมือนว่าไม่เคยมีผู้ใดดึงพลังธรรมชาติเหล่านี้ไปใช้แม้ซักกระผีกเดียว”
ความคิดสิ้นสุดคนก็ได้ลืมตาขึ้นพร้อมๆ กับการดีดกายลุกขึ้นยืน แล้วมันก็เหลียวซ้ายแลขวาไปบริเวณโดยรอบ พบว่า สถานที่ที่ตนอยู่กลับเป็ภายในบริเวณอารามแห่งหนึ่ง ซึ่งลักษณะตัวอาคารแตกต่างจากรูปแบบที่มันพบเจอมามากนักมันครุ่นคิด
“ตอนที่ถูกไล่ล่าและถูกพลังของผู้าุโใหญ่แห่งอารามเทพซีเซี่ยทำร้าย จำได้ว่าเราอยู่ที่ถ้ำปริศนาบนยอดเขาเถาิซาน แล้วเหตุใดตอนนี้จึงมาอยู่ที่อารามแห่งนี้ได้หรือเราตายและกลายเป็ดวงิญญาเร่ร่อนไปแล้วจริงๆ แต่หากว่าตายไปแล้ว เหตุใดยังรู้สึกเ็ปอยู่และเหตุใดจึงยังรักษารูปลักษณ์สังขาร ทั้งซึมซับพลังธรรมชาติได้”
เฟยหลงเฝ้าครุ่นคิดแต่ก็คิดไม่ตกมันจึงสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง แล้วเดินเข้าสู่ตัวอารามที่มีเสียงคนสวดมนต์ ท่องคาถากันมากมายเมื่อไปถึงมันกลับพบว่านอกจากตัวอาคารที่แปลกประหลาดแล้ว ชาวบ้านที่นี่ก็แปลกพิกลนักทั้งเื่การแต่งกาย และลักษณะคำพูด คล้ายจะเป็ภาษาเดียวกันก็มิใช่ ภาษาต่างกันก็มิเชิงทั้งเวลาที่มันเข้าไปซักถาม มันกลับกลายเป็ตัวประหลาดในสายตาผู้อื่น และยังถูกมองว่าเป็บุคคลวิกลจริตอีกด้วย
เมื่อไม่ได้ความใดเฟยหลง จึงมุ่งหน้าออกจากอารามเมื่อครู่แล้วเดินมาตามท้องถนนที่ปูด้วยวัสดุสีเทาหม่นผิดแผกไปจากถนนที่มันเคยเห็นทันใดนั้นชายหนุ่มพลันได้ยินเสียงสนั่นดังมาแต่ไกล มันจึงรีบะโตีลังกากลับหลังไปที่ข้างถนน ส่วนสายตาจับจ้องไปยังกลางถนนพบว่ามีวัตถุประหลาดรูปทรงสี่เหลี่ยมมีสิ่งที่เป็รูปวงกลมหมุนได้ติดอยู่ทั้งด้านหน้าและหลังวิ่งผ่านไป จากนั้นก็มีเ้าสิ่งที่คล้ายๆกันนี้วิ่งสวนไปมาอยู่หลายครั้ง เฟยหลงอดอุทานออกมามิได้
“นี้มันเกวียนวิเศษอันใดกัน ถึงได้วิ่งเร็วขนาดนี้ทั้งยังมิต้องใช้สัตว์ลากจูงอีกด้วย”
เฟยหลงรู้สึกว่าั้แ่ที่มันตื่นขึ้นมาก็ประสบพบเจอแต่เื่แปลกประหลาดมันจึงตัดสินใจเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ สายหนึ่ง เดินทางมาได้ซักพักเริ่มเห็นตึกรามบ้านช่องที่ด้านหน้าห่างไปหลายสิบลี้ซึ่งมันคาดว่าน่าจะเป็เมืองซักแห่งในแผ่นดินใหญ่ เช่นนั้นมันจึงมุ่งหน้าสู่เมืองแห่งนั้นไปเมื่อเดินทางมาถึงเมืองดังกล่าวเวลาก็พลบค่ำแล้ว
เฟยหลงเดินสำรวจมองเมืองนี้อยู่ครู่ใหญ่คนก็ต้องขมวดคิ้วอีกรอบ เพราะตัวอาคารของที่นี่ยิ่งแปลกประหลาดกว่าอารามเมื่อครู่หลายเท่าตัวอาคารกลับมีรูปทรงเป็แท่งตรงสูงเสียดฟ้า บ้างทำมาจากวัสดุที่แปลกประหลาด บ้างทำมาจากอิฐหินดินทรายยิ่งมองดูยิ่งวิจิตรตระกาลตา อีกทั้งตัวตึกยังประดับไว้ด้วยโคมไฟวิเศษที่สามารถเปลี่ยนสีไปมาทั้งยังมีภาพวาดมนุษย์ที่เสมือนตัวจริงยิ่ง ซึ่งภาพก็สามารถขยับไปมาและสามารถกล่าววาจาได้อย่างน่าอัศจรรย์
“ที่นี่มันเมืองแห่งเทพเซียนหรืออย่างไร หรือเรากำลังอยู่ในแดน์”
เฟยหลงเดินไปตามตรอกซอยเล็กๆระหว่างตัวอาคาร ตอนนี้มันรู้สึกสับสนยิ่ง มัน้าสอบถามใครซักคนที่สามารถตอบมันได้ว่าหนทางไปยังเขาเถาิซานนั้นไปทางใดแต่มันต้องผิดหวังเนื่องเพราะทุกคนที่มันสอบถามต่างไม่มีใครรู้เื่ ทั้งยังกล่าวหาว่ามันเป็ตัวประหลาดเฟยหลงเดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย จนเมื่อมันมาถึงมุมกำแพงแห่งหนึ่งปรากฏกลุ่มคนหกคนกำลังรุมทำร้ายบุคคลผู้หนึ่งอยู่เฟยหลงเห็นเช่นนั้นจะมิยื่นมือช่วยเหลือก็ไม่ใช่วิสัยของมัน คนจึงเปล่งเสียงก้องกังวานขึ้น
“รุมทำร้ายผู้ที่ไม่มีทางสู้เขาเรียกชนชั้นสุนัข”
กลุ่มคนทั้งหกต่างหยุดชะงักโดยพร้อมเพรียงกันแล้วหันขวับกลับมา
“มึงเป็ใครวะ แส่หาเื่เหรอ”
“สั่งสอนมันหน่อยไหมลูกพี่”
“คำพูด การแต่งกายมันแปลกพิลึกท่าทางจะเป็คนบ้า ไม่ต้องสนใจมัน จัดการไอ้ลูกหมาต่อไป”
เฟยหลงเห็นคนทั้งหกยังลงมือรุมทำร้ายคนอยู่มันจึงพุ่งเข้าหาคนทั้งหกก่อนตวัดเท้าเตะออกอย่างรวดเร็ว เพียงชายหนุ่มตวัดเท้าออกหกทีก็สามารถสยบคนทั้งหกลงได้อย่างง่ายดายแต่แล้วในกลุ่มคนทั้งหกพลันมีชายคนหนึ่งชักวัตถุสีดำรูปทรงแปลกประหลาดขนาดเท่าฝ่ามือออกมาก่อนชี้มาทางเฟยหลง แล้วมันก็ะโขึ้น
“แส่หาที่ตาย ไปลงนรกซะ”
เปรี้ยงงง!!!
เสียงดังสนั่นเมื่อวัตถุสีดำพ่นสะเก็ดไฟเล็กๆออกมา เฟยหลงมีปฏิกิริยาที่รวดเร็ว ชายหนุ่มจึงเบี่ยงร่างหลบได้ทันท่วงที ก่อนคนจะหมุนตัวตามสภาวะการหลบเมื่อครู่แล้วตวัดนิ้วชี้ออกไป
“เอกดรรชนีผลาญสุริยัน”
เปรี้ยงงงง ลำแสงสีทองปะทะเข้ากับวัตถุสีดำในมือของบุรุษคนดังกล่าวก่อนที่จะกระเด็นหลุดจากมือของมันไป กลุ่มคนทั้งหกเห็นเช่นนั้นต่างแตกตื่นและวิ่งหลบหนีไปในที่สุด
“มันทำได้อย่างไร”
“สงสัยมันต้องนักมายากลแน่ๆ”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”
“พวกเราไป”
เมื่อคนทั้งหกจากไปจนหมดสิ้น เฟยหลงก็จ้องมองไปยังวัตถุสีดำที่อยู่บนพื้นและรูเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วมือบนผนังตึกที่เกิดจากวัตถุสีดำชนิดนี้
“นี่มันอาวุธชั้นใดกัน ถึงได้มีอานุภาพน่าเกรงขามถึงเพียงนี้”
คนพึ่งครุ่นคิดเสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ดังสอดขึ้น
“ขอบใจมาก”
เฟยหลงต้องหันหน้าไปยังต้นเสียงพบว่าผู้ที่กำลังขอบใจมันอยู่คือบุคคลที่ถูกรุมทำร้ายเมื่อครู่นั่นเอง บุรุษหนุ่มผู้นี้ดูไปอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมันคือมีอายุประมาณสิบเจ็ดย่างสิบแปดปี รูปร่างสูงใหญ่ ผิวเหลืองแทน ใบหน้าที่ฟกช้ำกลับคมเข้มหล่อเหลาคล้ายชนอาณารยะเฟยหลงเดินเข้าไปพยุงร่างมันขึ้นแล้วกล่าวถาม
“เ้าเป็อะไรหรือไม่”
ชายหนุ่มผู้นั้นตอบ
“เราไม่เป็ไร เมื่อกี้นายทำได้ยังไง”
“ทำอะไรหรือ”
“ก็ปล่อยลำสีทองเมื่อกี้ไง หรือนายเป็นักมายากล”
“นักมายากล?...มันคือสิ่งใดหรือ”
“คำพูดของนายชักจะเหมือนนักแสดงงิ้วขึ้นมาทุกทีการแต่งตัวก็เหมือนพวกนักแสดงหนังกำลังภายใน นี่นายเป็คนบ้าป่าว”
“ข้ามิได้วิกลจริต”
“โฮ่ะ พูดกับนายแล้วจะบ้าตามยังไงก็ขอบใจมากที่ช่วย ไปแล้ว”
เมื่อชายหนุ่มเบื้องหน้ากำลังจะเดินไปอีกทางเฟยหลงพลันเอ่ยปากขึ้นมาทันที
“ช้าก่อน”
“นายมีอะไรอีก”
“ที่นี่คือที่ไหน”
“นี่นายไม่รู้จริงๆ…..เอาเถอะๆ ที่นี่คือเมือง กว่างโจว”
“กว่างโจว อยู่แคว้นใดหรือ เหยียนเว่ย ซาง ซีเซี่ย….”
“เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง…เฮ้อ เราไม่พูดกับนายแล้ว เดี๋ยวเราจะประสาทกินไปด้วย ร่างกายก็าเ็ไม่พอยังจะมาประสาทเสียกับคนบ้าอีก”
ในที่สุดบุรุษผู้นั้น ผู้ที่มันพึ่งช่วยไปเมื่อครู่ก็ได้เดินจากไปทิ้งไว้แต่เพียงคำพูดที่เหมือนกับคนอื่นๆ คือ คนวิกลจริต “นี่เราเป็คนวิกลจริตไปแล้วจริงๆ หรือ”
ยามวิกาลเริ่มดึกสงัดเข้าไปทุกขณะแต่เมืองกว่างโจวแห่งนี้กลับสว่างไสวไปด้วยโคมไฟหลากสี ท่ามกลางแสงสีที่งดงามและน่าอัศจรรย์นี้กลับค่อยๆ มีหยาดฝนโปรยปรายลงมาจากท้องนภา ส่งให้คนที่กำลังเดินเร่ร่อนต้องวิ่งพล่านเพื่อหาที่พึ่งพิงเฟยหลงเป็เพียงบุคคลเดียวที่เดินท่ามกลางสายฝนดั่งคนละเมอ สายตาของชายหนุ่มจ้องเขม็งไปที่เม็ดฝนที่ตกลงมาอย่างไม่กระพริบหากคนอื่นมาเห็นมันเข้าย่อมบอกเป็เสียงเดียวกันว่า มีคนวิกลจริตยืนจ้องเม็ดฝนโดยไม่กลัวเจ็บป่วยแต่แท้จริงคนเ่าั้เข้าใจผิด เพราะเฟยหลงไม่ได้จ้องสายฝน แต่มันกำลังจ้องมองแก่นญาณชีพจรฟ้าภายในร่างที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่างหากเมื่อ่กลางวันที่มันซึมซับพลังธรรมที่อารามประหลาดนั่น มันก็ฝ่าด่านมาได้หนึ่งขั้นและตอนนี้ขณะที่เดินตากฝนกลับััได้ถึงพลังธรรมชาติอันเข้มข้นรุนแรงที่มากลับสายฝนนี้ทำให้คนอดดูดซับพลังธรรมชาติเข้าสู่ร่างมิได้ เช่นนั้นแก่นญาณชีพจรฟ้าในร่างจึงเกิดการปริแตกและปั่นป่วนอย่างรุนแรง จนชายหนุ่มต้องคอยควบคุมปรับสมดุลอยู่เนิ่นนาน นานเสียจนสายฝนนี้หยุดไปและแสงอาทิตย์ของวันใหม่ได้มาเยือนชายหนุ่มจึงค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ ประกายตาอันสุกใสของมันพลันกระจ้างแจ้งขึ้นมาอีกหลายส่วนบัดนี้มันกลับฝ่าด่านถึงระดับบรมมาญาณ ขั้นปลายแล้ว (ขั้นสู่สมดุล)และอีกเพียงหนึ่งก้าวเท่านั้น อีกเพียงก้าวเดียวที่มันจะบรรลุถึงขั้นที่เหนือกว่าธรรมชาติดั่งเช่นฮุ่ยหลง หยางเค่อ หรือยอดยุทธ์ผู้ฝึกปรือมานานปี
“พลังธรรมชาติช่างเข้มข้น และรุนแรงยิ่งกฏเกณฑ์แห่งธรรมชาติก็ดูเหมือนจะทำความเข้าใจได้ง่าย และเข้ากับแก่นญาณชีพจรฟ้าของเราได้ราวปาฏิหาริย์ที่นี่ช่างยอดเยี่ยมนัก”
ตลอดทั้งคืนที่เฟยหลงมิได้พักผ่อนกลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อมันมากนักแต่สิ่งที่กระทบต่อมันที่สุดคือการจะกลับไปยังเขาเถาิซานได้อย่างไร จะกลับไปช่วยทุกคนได้อย่างไรมันยิ่งค้นหายิ่งรู้สึกว่าหนทางช่างมืดมัว มันยิ่งสอบถามหนทางก็ช่างริบหรี่ ไม่เห็นแสงสว่างที่จะกลับไปได้แม้แต่น้อยเฟยหลงเดินเตร่ไปตามทางสายหนึ่ง ที่เบื้องหน้ากลับมีกลุ่มคนชุดดำหลายสิบคนถือทั้งดาบกระบอง และวัตถุประหลาดสีดำอาวุธปริศนาที่เคยโจมตีใส่มันเมื่อคืน ยืนล้อมรอบบุรุษผู้หนึ่งอยู่และมีเสียงกล่าวอย่างเอะอะโวยวาย
“มันเป็สายข่าวของทางการ”
“ลื้อกล้ามาก ที่เข้ามาลูบคมเ้าพ่ออย่างอั๊ว”
“จัดการมันเลยไหมครับเฮีย”
“ไม่ต้องๆ วันนี้อั๊วอารมณ์ลี…..ตัดแขน ตัดขา และตัดลิ้นมันก็พอ”
“จัดการ”
สิ้นเสียงเหล่าคนชุดดำต่างวิ่งกรูเข้าหาบุรุษที่อยู่ตรงกลางก่อนที่จะกระหน่ำเตะเท้าออกไป ชายที่อยู่ตรงกลางมิอาจต้านรับเหล่าคนจำนวนมากนี้ได้จึงถูกรุมทำร้ายอย่างหนักหน่วง เฟยหลงเห็นเช่นนั้นคนก็พุ่งเข้าไปช่วยในทันที ด้วยท่าร่างที่รวดเร็วบวกกลับการตวัดเตะและฟาดฟันมืออย่างหนักหน่วง ทำให้เหล่าคนชุดดำต้องล้มระเนระนาด ก่อนที่เฟยหลงจะเข้าไปพยุงร่างของชายคนที่ถูกรุมทำร้ายขึ้นมาเมื่อเห็นได้ชัดตาว่ามันเป็ใคร เฟยหลงต้องอดอุทานออกมามิได้
“เป็เ้า”
ที่แท้บุคคลที่มันช่วยเหนือในครั้งนี้กลับเป็บุคคลคนเดียวกันกับที่มันพึ่งช่วยเหลือเมื่อตอนกลางคืน
“นี่นายอีกแล้วเหรอ หนีไปซะ มันไม่เกี่ยวกับนาย”
เฟยหลงพลันนิ่งอึ้ง คนระลึกถึงคำพูดนี้คำพูดที่คล้ายกับตนได้บอกกล่าวต่อไป๋หลงเมื่อครั้งที่ถูกคนจากอารามเทพซีเซี่ยไล่ล่าสังหาร“หวังว่ามันคงจะปลอดภัยและรอดกลับไปได้” ความคิดพึ่งสิ้นสุดเหล่าคนชุดดำอีกชุดต่างก็ถือดาบ และกระบองเข้าฟาดฟันใส่เฟยหลงเฟยหลงมิรอช้าชักกระบี่สีดำมะเมื่อมจากเื้ัก่อนตวัดฟาดฟันเกิดเป็บุปผากระบี่อันละลานตาเสียงเคร้ง คร้าง เมื่อบุปผากระบี่ฟาดฟันใส่อาวุธในมือของเหล่าคนชุดดำจนกระเด็นตกพื้นไปหมดสิ้นเมื่อทุกผู้เห็นสภาวะกระบี่และกระบวนท่าอันรวดเร็วของเฟยหลงต่างปากอ้าตาค้างไปตามๆกัน แต่ที่ทำให้พวกมันต้องปากอ้าจนหุบไม่ลงก็คือ ตอนที่เฟยหลงเรียกรังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสออกมาก่อนที่จะหิ้วร่างของบุคคลที่มันช่วยเหลือะโขึ้นเหยียบรังสีกระบี่และบินทะยานพุ่งหลบหนีออกไปบนท้องนภา
“มะ มะ มะ มันทำได้อย่างไร”
“อั๊วตาฝาดไปหรือ ลื้อช่วยบอกอั๊วทีว่าอั๊วไม่ได้ฝันไป”
แป๊ะ เสียงตบดั่งสนั่นไปทั่วบริเวณ
“โอ้ยยย ลื้อตบหัวอั๊วทำไม”
“ผมจะบอกเฮียไงครับ หากเฮียเจ็บแสดงว่าไม่ได้ฝัน”
“เอ้อ มันก็จริงของลื้อ….จุ๊ๆๆๆ หรือมันเป็ผู้ช่วยเดวิด คอปเปอร์ฟิลด์”
“ใครหรือครับเฮีย”
“ก็นักมายากลไงไอ้โง่ ลื้อนี่โง่จริงๆ….แต่ก็ช่างเถอะ มันจะเป็ใครก็ช่าง พวกลื้อต้องไล่ล่าตัวมันกลับมาให้ได้ เพราะมันล้วงความลับจากเราไปแล้ว”
……….
ฟิ้ววววว มวลสายลมที่พัดผ่านร่างของคนสองคนที่กำลังบินทะยานอยู่กลางอากาศช่วยให้พวกมันรู้สึกสดชื่นเย็นสบายมากยิ่งขึ้น แต่ความสดชื่นนี้ก็มาพร้อมๆ กลับความตกตะลึงหวาดเสียว และนึกสงสัยของอีกบุคคลหนึ่ง ผู้ที่กำลังจ้องหาว่าสิ่งใดที่ทำให้พวกมันลอยได้อุปกรณ์ไฮเทคอะไรที่ชายที่เหมือนคนบ้าคนหนึ่งกำลังใช้อยู่ แต่ยิ่งมอง ยิ่งสังเกต ยิ่งค้นหากลับพบว่าบุคคลผู้นี้ไม่ได้มีอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำสมัยอะไรเลย มีเพียงใต้ฝ่าเท้าที่เหยียบกระบี่เรืองแสงสองเล่มที่ดูเหมือนจะไม่มีเครื่องจักรกลใดๆ ติดตั้งอยู่
“หรือมันลอยได้จริงๆ หรือมันเป็ยอดมนุษย์มีพลังวิเศษพระเ้ามีเื่แบบนี้เกิดขึ้นบนโลกจริงๆ เหรอเนี่ย…………. หมอนี่มันเป็ใครกัน”