"ข้าจะเก็บ"
ทั่วทั้งลานตลาดพลันเงียบลงเล็กน้อย จากนั้นเด็กหนุ่มก็ค่อย ๆ คุกเข่าลง เข่ากระทบพื้นหินเย็นเยียบ ต่อหน้าสายตาของผู้คนนับสิบ
เหวินซานยื่นมือลงไปในแอ่งโคลน ควานหาเหรียญทองแดงทีละเหรียญ นิ้วมือเปื้อนคราบโคลนและเศษสิ่งสกปรก แต่สีหน้าของเขากลับสงบนิ่ง เมื่อพบเหรียญเหรียญแรก ตามด้วยเหรียญทั้งสอง เขาค่อย ๆ ใช้ชายเสื้อเช็ดคราบโคลนออกอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังเช็ดหินิญญาล้ำค่า
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนช้า ๆ โคลนดำเปรอะเปื้อนแขนเสื้อและฝ่ามือ แต่ใบหน้ากลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ราวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีความหมายอันใด
หูเฟิงหัวเราะเสียงดัง ก่อนพาพรรคพวกจากไปท่ามกลางเสียงประจบสอพลอ ไม่นานนัก ลานตลาดก็กลับคืนสู่ความเงียบ
"ซานเอ๋อร์..." จางิเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ภายในดวงตาของชายชราปรากฎความเ็ปที่ไม่อาจปกปิด
เหวินซานหันกลับมา ก่อนฝืนยิ้มบาง ๆ "ไม่เป็ไรขอรับ ท่านพ่อ" เขาเก็บเหรียญทองแดงทั้งสามลงในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง
ตลอดทางกลับหมู่บ้าน สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวมีเพียงใบหน้าซีดขาวของจางลี่ เมื่อเขาผลักประตูกระท่อมไม้เก่าเข้าไป กลิ่นยาขมจาง ๆ ก็ลอยมาปะทะกับจมูกของเด็กหนุ่ม
จางลี่นอนแน่นิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มบาง ๆ เพียงมองแวบเดียวก็เห็นได้ชัดว่าใบหน้าของน้องสาวซีดขาวผิดปกติ ริมฝีปากแห้งแตกจนมีคราบเืจาง ๆ ติดอยู่ ลมหายใจแ่เบาราวกับเปลวเทียนที่พร้อมจะดับลงได้ทุกเมื่อ
“ลี่เอ๋อร์...” เหวินซานรีบเดินเข้าไปหา เด็กสาวลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนฝืนยิ้มให้เขา
“พี่ใหญ่... กลับมาแล้วหรือ...” เสียงนั้นเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน เด็กหนุ่มกำมือน้องสาวใว้แน่น เขาพยายามฝืนยิ้มตอบกลับ แต่ความเจ็บแน่นในอกนั้นรุนแรงจนแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
จางิถอนหายใจยาว “อาการนางหนักขึ้นอีกแล้ว...” น้ำเสียงของชายชราเต็มไปด้วยความอ่อนแรง “เมื่อเช้ายังพอดื่มน้ำได้ ตอนนี้แม้แต่ลุกขึ้นนั่งก็ไม่ไหว”
เหวินซานเม้มริมฝีปากแน่น “ข้าจะไปตามหมอมา”
“พ่อไปเอง” จางิลุกขึ้นทันที เขาคว้าเสื้อคลุมตัวเก่ามาสวมอย่างรีบร้อน ก่อนเดินออกจากบ้านไปโดยไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดประตูกระท่อมก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง จางิเดินกลับมาพร้อมชายชราผู้หนึ่ง หมอหลิว หมอเพียงคนเดียวในเมืองหงเยว่ชุนที่ยอมรักษาคนยากจนโดยไม่คิดเงินล่วงหน้า
ชายชราวางกล่องยาไม้ลงข้างเตียง ก่อนเอื้อมมือแตะชีพจรของจางลี่ บรรยากาศภายในกระท่อมเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัด
ยิ่งเวลาผ่านไป สีหน้าของหมอหลิวก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้น จนกระทั่งเขาค่อย ๆ ถอนมือออกด้วยสีหน้าหนักใจ
“ท่านหมอ...” จางิถามด้วยเสียงสั่น “ลูกสาวข้าเป็อย่างไรบ้าง?”
หมอหลิวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “นี่ไม่ใช่ไข้ธรรมดา” คำพูดสั้น ๆ นั้นทำให้หัวใจของทั้งสองคนเย็นวาบ “ภายในร่างนางมีไอเย็นประหลาดแทรกซึมอยู่ มันกำลังกัดกินชีพจรและพลังชีวิตอย่างช้า ๆ ยาทั่วไปช่วยได้เพียงประคองอาการเท่านั้น”
“แล้วจะรักษาได้หรือไม่?” เหวินซานถามทันทีด้วยความร้อนใจ
หมอหลิวมองหน้าเด็กหนุ่มอยู่ครู่หนึ่งคล้ายลังเลว่าจะพูดดีหรือไม่ สุดท้ายจึงเอ่ยออกมา “มี... หญ้าิญญาหยาดจันทร์”
ภายในกระท่อมเงียบสนิทแม้แต่จางิยังหน้าเปลี่ยนสี “สมุนไพรชนิดนั้น...”
“ใช่” หมอหลิวพยักหน้า “มันขึ้นอยู่บริเวณชายขอบหุบเขาต้องห้ามเท่านั้น”
จางิทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ราวกับถูกดูดเรี่ยวแรงออกจากร่าง ความหวังที่เพิ่งเกิดขึ้นดับวูบลงทันที
สำหรับคนธรรมดา การเข้าไปในหุบเขาต้องห้ามแทบไม่ต่างจากการเดินเข้าสู่ประตูนรก
หมอหลิวมองจางลี่ที่กำลังหายใจแ่เบา ก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “หากภายในหนึ่งอาทิตย์ยังไม่ได้สมุนไพรมา เกรงว่านางคงไม่อาจผ่านไปได้”
สิ้นคำพูดนั้น หมอหลิวก็เก็บอุปกรณ์ยาลงในย่ามอย่างเชื่องช้า เขาตบไหล่เหวินซานเบา ๆ เป็เชิงปลอบใจก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องพักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาขม ๆ
หลังจากหมอหลิวจากไป ผู้เป็พ่อที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างเตียงด้วยความอ่อนล้าก็ทอดถอนใจออกมาอย่างหมดแรง เขามองใบหน้าซีดเผือดของจางลี่ด้วยความเ็ป ก่อนจะหันมาบอกเหวินซานด้วยเสียงอันสั่นเครือว่า "เ้าไปพักผ่อนเถิด พ่อจะเฝ้านางต่อเอง"
จางิเอนตัวลงบนเก้าอี้ไม้ข้างเตียงเพียงครู่เดียว ลมหายใจก็สม่ำเสมอเข้าสู่ห้วงนิทราไปเพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดหลายวัน
เมื่อเห็นว่าผู้เป็พ่อหลับไปแล้ว เหวินซานจึงขยับตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ เด็กหนุ่มหยิบตะกร้าไม้ใบเล็กและมีดพกคู่กายขึ้นมาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาหันมองร่างของจางลี่ที่นอนไร้สติ
เด็กหนุ่มหยิบตะกร้าไม้ใบเล็กและมีดพกคู่กาย จากนั้นค่อย ๆ แง้มประตูออกโดยไม่ปลุกผู้ใดให้ตื่น
ค่ำคืนนี้ไร้ซึ่งแสงจันทร์ มีเพียงหมู่ดาวนับหมื่นที่แขวนอยู่บนท้องฟ้า เหวินซานเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางในป่า สายลมหนาวพัดผ่านใบไม้เกิดเสียงซู่ซ่า กลิ่นดินชื้นและใบไม้ผุคลุ้งอยู่ในอากาศ
ยิ่งเข้าใกล้หุบเขาต้องห้าม บรรยากาศยิ่งเงียบผิดปกติ แม้แต่เสียงสัตว์ป่าก็ค่อย ๆ หายไป ราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดกล้าเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้
ไม่นานนักเขาก็มาถึงสันเขาเตี้ย ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งสามารถมองเห็นหุบเขาต้องห้ามได้จากเบื้องบน แต่เพียงมองลงไป ร่างของเหวินซานก็ชะงักค้าง หัวใจพลันเต้นแรงขึ้นหลายส่วน
เบื้องล่างคือหุบเขาที่ดำมืดยิ่งกว่าท้องฟ้ายามราตรี
ความมืดนั้นผิดธรรมชาติ ราวกับมีบางอย่างกำลังดูดกลืนแสงสว่างทั้งหมดเอาไว้
เมื่อดวงตาค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม เด็กหนุ่มก็เริ่มมองเห็นเงาร่างมหึมานับไม่ถ้วนทอดตัวอยู่เบื้องล่าง
นั่นคือ... กองกระดูกอสูรขนาดมหึมาที่ทับถมกันราวกับขุนเขา บางซากมีขนาดยาวหลายร้อยจั้ง กะโหลกขนาดั์จำนวนมากกระจัดกระจายอยู่ทั่วหุบเขา ฟันแหลมคมแต่ละซี่ยาวเท่าหอก บางโครงกระดูกยังคงแผ่แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
แม้จะตายไปแล้วไม่รู้กี่ร้อยปี แต่กลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ยังทำให้ลมหายใจของเหวินซานติดขัด
เหวินซานยืนนิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นรัวไม่หยุด เพราะในชั่วขณะนั้น เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าหุบเขาต้องห้ามแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงถิ่นอาศัยของอสูร แต่มันคือสุสานโบราณขนาดมหึมา
เหวินซานยืนนิ่งอยู่บนสันเขา หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกจากอก ในเวลานั้นเอง เื่เล่าของเหล่าผู้าุโในหมู่บ้านพลันผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
"เ้าลืมเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนไปแล้วหรือ?" เสียงแหบพร่าของชายชราคนหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำ
"ครั้งนั้นมีผู้ฝึกตนจุดประกายิญญาขั้นสามตั้งหกคน แต่ละคนล้วนเป็ยอดฝีมือที่แม้แต่เ้าเมืองยังต้องให้เกียรติ พวกเขาร่วมมือกันบุกเข้าสู่หุบเขาแห่งนี้เพื่อตามหาสมุนไพริญญา" เสียงนั้นหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "สามวันต่อมา... ไม่มีผู้ใดกลับออกมาอีกเลย"
ความทรงจำเ่าั้ดังก้องอยู่ภายในศีรษะ สองขาสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว ฝ่ามือที่กำมีดพกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น เดิมทีเขาตั้งใจจะเสี่ยงชีวิตเพื่อหาสมุนไพรมารักษาจางลี่ แต่เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า ความคิดทั้งหมดก็พังทลายลงในทันที
นี่ไม่ใช่สถานที่ที่มนุษย์ธรรมดาจะเข้าไปได้ ต่อให้เป็ผู้ฝึกตนระดับสูง ก็ยังต้องตายอย่างไร้ร่องรอย "ไม่ได้..." เหวินซานพึมพำกับตนเอง
"ข้ายังตายไม่ได้ หากข้าตาย ผู้ใดจะดูแลท่านพ่อและลี่เอ๋อร์" ความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในสัญชาตญาณค่อย ๆ เอาชนะความคิดทั้งหมด
ในระหว่างทางกลับหมู่บ้าน เหวินซานเร่งฝีเท้าผ่านป่าอันมืดมิด
แต่ในขณะนั้นเอง... สายลมที่พัดผ่านพลันหยุดนิ่งลงทันที แม้แต่เสียงแมลงและเสียงนกที่เคยส่งเสียงระงมกลับหายไปพร้อมกัน
ครืนนนน!
มวลเมฆทั่วทั้งท้องฟ้าปั่นป่วนอย่างรุนแรง แรงกดดันอันมองไม่เห็นแผ่ปกคลุมลงมาจากเบื้องบน จนต้นไม้ทั่วทั้งผืนป่าพากันสั่นไหวและเอนลู่
เหวินซานเงยหน้าขึ้นมองโดยสัญชาตญาณ แล้วรูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงทันที
บนท้องฟ้าเบื้องบน... มีดาวตกดวงหนึ่งกำลังพุ่งทะยานลงมา แต่มันดูเหมือนจะไม่ใช่ดาวตกธรรมดาทั่วไป ดาวดวงนั้นมีสีดำสนิท ดำจนแม้แต่แสงจากดวงดาวโดยรอบยังถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น
ยิ่งมอง... มันก็ยิ่งใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จากจุดเล็ก ๆ บนขอบฟ้า กลายเป็ก้อนมหึมาที่บดบังท้องนภาไปครึ่งหนึ่ง แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนผืนแผ่นดินจนพื้นใต้ฝ่าเท้าของเหวินซานเริ่มแตกร้าว
"นั่น... อะไรกัน..." เด็กหนุ่มพึมพำออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ ก่อนสายตาจะเบิกกว้างกว่าเดิมด้วยความตื่นตระหนก เพราะทิศทางที่ดาวตกนั้นกำลังพุ่งลงไปคือหมู่บ้านของเขา!
"ไม่!!" เหวินซานะโก้องแล้วออกวิ่งด้วยสุดกำลัง หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำแทบทะลุออกมานอกอก ภาพของจางิและจางลี่ผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดหย่อน อีกเพียงไม่กี่ร้อยจั้งก็จะถึงหมู่บ้านแล้ว แต่ทุกอย่างกลับสายเกินไป
ครืนนนนน!!
ดาวตกสีดำกระแทกลงสู่พื้น เสียงะเิดังกึกก้องไปทั่ว พื้นดินแตกร้าวเป็ใยแมงมุมขยายวงกว้างออกไปหลายลี้ บ้านเรือนพังทลายลงทีละหลัง เปลวเพลิงสีดำและสีแดงปะทุขึ้น คลื่นแรงะเิอันมหาศาลซัดทุกสิ่งที่อยู่รอบด้านปลิวกระเด็น
ตูม!
ร่างของเหวินซานถูกอัดกระแทกจนลอยละลิ่วไปไกลหลายสิบจั้ง ก่อนจะตกกระแทกพื้นอย่างแรงจนเืสดไหลออกจากมุมปากทันที เขาพยายามฝืนยกศีรษะขึ้น สายตาของเขาพร่ามัวไปด้วยเืและฝุ่นควัน
ทั้งหมู่บ้านถูกเปลวเพลิงกลืนกิน เสียงร้องไห้ เสียงะโ ดังก้องปะปนกันจนแทบแยกไม่ออก
สติของเหวินซานเริ่มเลือนรางและดับวูบลง
แต่ในขณะนั้นเอง... ใจกลางอุกกาบาตสีดำกลับปรากฎรอยแตกสีทองขึ้นสายหนึ่ง แสงสีทองส่องทะลุความมืดออกมา ราวกับมีบางสิ่งกำลังจะถือกำเนิด
เปรี๊ยะ!
เศษผลึกสีทองขนาดเท่ากำปั้นหลุดออกมาจากแกนอุกกาบาต มันลอยนิ่งอยู่กลางอากาศชั่วครู่ ก่อนหมุนวนช้า ๆ ราวกับกำลังมองหาใครบางคน ทันใดนั้นมันก็พุ่งตรงมายังเหวินซานด้วยความเร็วเหนือสายตา
เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้หลบ ผลึกสีทองก็พุ่งเข้าสู่กลางหน้าผากของเขา
วูบ!
ความร้อนและความเย็นสองสายปะทะกันอย่างรุนแรงภายในร่าง
เส้นิญญาทุกสายสั่นะเื เหวินซานกรีดร้องออกมาด้วยความเ็ป
ก่อนที่สติจะค่อย ๆ เลือนหายไป... ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเพียงใด ท่ามกลางความมืดอันว่างเปล่า สติอันเลือนรางของเหวินซานคล้ายลอยอยู่ในห้วงแห่งหนึ่ง เขามองเห็นเพียงจุดแสงเล็ก ๆ ภายในร่างของตน เมื่อเพ่งมองให้ชัด จุดแสงนั้นกลับกลายเป็หินสีดำก้อนหนึ่ง
มันลอยนิ่งอยู่กลางตันเถียนอย่างเงียบงัน มีขนาดเพียงปลายนิ้วมือ ผิวของมันหยาบกร้าน ราวกับเป็ก้อนหินธรรมดาที่เก็บได้ตามริมทาง ไม่มีพลังิญญาพลังใด ๆ แผ่ออกมา
เหวินซานพยายามเพ่งมองอีกครั้ง แต่หินก้อนนั้นก็ยังคงลอยนิ่ง ไม่ตอบสนองต่อการรับรู้ของเขาแม้แต่น้อย "มันคือ..." เขายังไม่ทันได้คิดต่อ สติทั้งหมดก็พลันดับวูบลงอีกครั้ง ราวกับสิ่งที่เห็นเมื่อครู่เป็เพียงภาพลวงตาในห้วงความฝัน