"ให้คนไปนำมาเพิ่ม" เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น เคล้ากับเสียงพูดคุยรอบด้านภายในโรงเตี๊ยม
"ขอรับ ท่าน...คุณชาย..." ชายที่มีผ้าบดบังใบหน้าผงกหัวลง เขาคือองครักษ์เงานั่นเอง
ไหสุราใหม่ถูกนำมา รวมกันกับของเดิมที่เคยกินในวันนี้ก็มากกว่าสี่ไหแล้ว หานโจวร่ำสุราแทบจะข้ามวันเลยทีเดียว
หลังการกลับมาจากบ้านของลี่จูเขาก็ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการดื่ม แต่ถึงแม้จะดื่มมากเพียงใดก็ไม่รู้สึกเมา เมื่อไม่เมาในสมองจึงมีแต่เรื่องของลี่จูให้ขบคิด ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งหงุดหงิด มือกระดกแก้วแล้วแก้วเล่า
"สืออี เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร" เขาเอ่ยถามประโยคที่คล้ายของเดิมกับองครักษ์เงา ขานชื่อที่ถูกตั้งตามตัวเลข สืออีคือองครักษ์เงาลำดับที่สิบเอ็ด
ผู้ที่จู่ๆก็ถูกเรียกให้แสดงตัวมานั่งพูดคุยกับนายถึงกับเหงื่อซ่ก เขาพึมพำตอบเสียงแผ่ว "ข้าไม่รู้ขอรับ"
องครักษ์เงาต้องซ่อนตัวรับใช้ผู้เป็นนายเยี่ยงชีวิต นึกถึงนายก่อนตนเอง แล้วเขาจะมีเวลาไปแต่งเมียที่ไหนกัน!
"ข้ายังไม่ทันได้ทำอะไรนางสักนิด สตรีช่างอ่อนแอนัก คิดว่าข้าจะตีนางหรืออย่างไร!" ประโยคนี้หานโจวพลั้งเผลอพูดเสียงดังกว่าเก่านัก และทันทีที่เอ่ยจบโดยปราศจากคำโต้ตอบขององครักษ์เงา เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้น
"คุณชาย บุรุษต้องเข้มแข็งดั่งบุรุษ บุกลุยใช้แรงหนักหน่วงอย่างสมเกียรติ ทว่าสตรีนั้นต่างกันออกไป พวกนางอยู่แต่ในบ้าน ไฉนเลยจะมาเข้มแข็งดุดันเฉกเช่นบุรุษ"
หานโจวชะงักเมื่อได้ยินคำกล่าวของเจ้าของโรงเตี๊ยม อีกฝ่ายส่งยิ้มพร้อมถูมือไปมา "ขออภัยคุณชาย ข้าคือเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ข้าเห็นว่าท่านกำลังมีปัญหาขบคิด และบังเอิญปัญหานั้นข้าชำนาญพอดี คำแนะนำของข้าอาจช่วยอะไรท่านได้"
อันที่จริงเพราะคุณชายผู้นี้ดูท่าแล้วกระเป๋าหนักนัก มาพำนักก็เลือกห้องที่ดีที่สุด แน่นอนว่าราคาก็แพงที่สุดเช่นกัน เขาย่อมต้องเอาใจอีกฝ่าย
"พูดต่อ" เขาพยักหน้าส่งสัญญาณรับฟัง โบกมือไล่ชายที่ปิดหน้า ไม่นานเขาก็เร้นกายหายไปโดยที่ไม่มีใครสังเกต
เจ้าของโรงเตี๊ยมยิ้มจนปากกว้าง เสาะหาเก้าอี้นั่งพลางเล่าต่อ "เรื่องเมื่อครู่...ความจริงแล้วสตรีนั้นชอบคำหวานหู หากท่านอยากทะนุถนอมนางก็ต้องเอาใจให้มากสตรีก็เป็นเช่นนี้ทุกคน"
ไม่มีคำตอบรับใดและก็ไม่มีเสียงขัดเช่นกัน เป็นเช่นนี้ทำให้คนพูดรู้สึกว่าต้องชักจูงให้เชื่อฟังให้จงได้
"เริ่มแรกอาจดูเหมือนยาก แต่ข้ารับรองจากประสบการณ์ว่าพวกนางล้วนต้องอ่อนระทวยไปกับคำหวานจากบุรุษ การกระทำที่มีต่อนางก็ต้องอ่อนโยน เพียงเท่านี้พวกนางก็จะไม่มีทางตัดใจจากพวกเราได้เลย" เห็นอีกฝ่ายนั่งตั้งใจฟังชายแก่จึงพูดโอ้อวด "ดูอย่างข้านะขอรับคุณชาย ก่อนข้าแต่งงานหรือกระทั่งหลังแต่ง หญิงสาวบ้านไหนต่างก็เขินอายยามเห็นข้าทั้งนั้น ข้ามีภรรยาหลวงหนึ่ง อนุภรรยาอีกสิบห้าคนเลยนะขอรับ!"
หานโจวเลิกคิ้ว มองชายที่กลางศีรษะสะท้อนแสง เส้นผมรอบด้านเป็นกระจุกเรียงราย ฟันด้านหน้าหลุดหายไปหนึ่งซี่ หน้าท้องยื่นออกมาจนชนกับโต๊ะยามนั่ง
เจ้าของโรงเตี๊ยมรับรู้ถึงสายตาของแขกที่ประเมินสภาพของตนก็กระแอมไอออกมาทีหนึ่ง
"ข้าหมายถึงในอดีตขอรับ รูปร่างหน้าตาของข้าไม่ต่างจากท่านเลยคุณชาย"
หานโจวร้อง 'เฮอะ' ออกมาคำหนึ่ง ชายที่มากคำพูดก็เริ่มถาม "ท่านเคยเอ่ยคำหวานกับแม่นางผู้นั้นหรือไม่"
"คำหวาน?"
"ก็อย่างเช่นเอ่ยชมนาง เย้านางอย่างไรเล่าขอรับ หากไม่ทำพวกนี้ก็อย่าได้หวังว่าสตรีใดจะยอมแต่งเข้าบ้านแน่นอน"
บุรุษที่นั่งนิ่งเงียบส่ายหน้า รู้สึกว่าการรับฟังนี้ไม่มีประโยชน์ "ไม่เห็นจำเป็น ถึงอย่างไรนางก็เป็นเมียข้าอยู่แล้ว"
"อะไรนะ!?" ชายแก่ตะโกนด้วยความตกตะลึง "นางแต่งให้ท่านแล้วหรือ"
หานโจวพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร ทว่าท่าทีของคนตรงข้ามกลับยิ่งเผยท่าทีประหลาด เห็นดังนั้นเขาจึงอดถามออกไปมิได้ "ไฉนจึงทำสีหน้าเช่นนั้น"
"คุณชาย นางแต่งให้ท่านแล้วจริงๆน่ะหรือขอรับ"
"ใช่ นางแต่งให้ข้าเมื่อปีก่อน และตอนนี้นางก็คลอดบุตรชายให้ข้าแล้วหนึ่งคน"
เจ้าของโรงเตี๊ยมฟังแล้วก็ยิ่งตกใจ การแต่งงานกันแล้วก็คือตกลงปลงใจทั้งสองฝ่าย แล้วเหตุใดคุณชายจึงมีท่าทีเช่นนี้กันเล่า
เมื่อใช้ประสบการณ์ด้านรักใคร่ครวญดู เขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีจุดผิดปกติ
"คุณชาย ข้าขอถามว่าการแต่งครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างไร คราแรกที่พวกท่านพบพานก็ตกหลุมรักกันเลยใช่หรือไม่"
"นางแต่งให้ข้าเพราะเหตุจำเป็นบางอย่าง ข้ากับนางต่างไม่เคยพบกันมาก่อน"
"ข้าว่าแล้วเชียว!" เจ้าของโรงเตี๊ยมมากรักตบโต๊ะ การกระทำนี้คงทำให้หานโจวนึกหงุดหงิด แต่เขากลับต้องสงสัยเมื่อเห็นชายแก่เอาแต่ส่ายหน้า
"มีอันใดก็จงรีบพูดมา"
"คุณชาย พวกท่านสองคนต่างไม่มีความรู้สึกให้กัน นางไม่ได้รักท่าน ที่นางทำทุกอย่างก็เพราะเป็นหน้าที่ของภรรยาเท่านั้น"
ดวงตาของหานโจวมีประกายไฟแห่งความโกรธยามได้ยินประโยคนี้ ถ้อยคำที่บาดหัวใจทำเจ็บแสบนัก เขาตวัดสายตาไปยังชายสมควรตายที่ซึ่งเมามายสุราจนไม่รับรู้ถึงชีวิตที่กำลังจะสูญสิ้น
ขณะที่รอมร่อจะหยิบดาบขึ้นฟัน ชายแก่ก็ถอนหายใจก่อนจะเปรย
"เอาเถิด ข้ามีวิธี อย่างไรเสียตอนนี้พวกท่านก็มีลูกด้วยกันแล้ว นางย่อมไม่มีทางหนีไปไหน"
"..." ดาบถูกเก็บใส่ฝัก หานโจวนั่งลงตามเดิม
สุราในแก้วว่างเปล่าถูกรินเติมจนเต็ม นิ้วอวบอ้วนวางไหลงพร้อมกระดกแก้วจิบเชื่องช้า "สิ่งสำคัญก็คือต้องทำให้นางอ่อนไหวและมีใจให้แก่ท่านให้ได้ ข้ารับรองว่าหากท่านทำได้ ชีวิตครองคู่ของพวกท่านนับจากนี้จะมีแต่เรื่องดี นางจะทำตัวเป็นศรีภรรยาและมองแต่คุณชายแต่เพียงผู้เดียว"
"...แล้วข้าต้องทำอย่างไร"
"เฮ้อ คุณชาย ข้าจะบอกให้ หากจะพูดกับสตรีให้รู้เรื่อง ท่านต้องโยนความมีเหตุผลทิ้ง ใช้คำตอบจากใจท่านเข้าสู้"
โยนความมีเหตุใดผลทิ้ง?
หานโจวนั่งฟังกลวิธีของชายแก่ที่พูดไปก็ทำหน้าเคลิบเคลิ้มราวกับนึกถึงความหลัง ตลอดหลายชั่วยามเขาเอาแต่นั่งขมวดคิ้ว เรื่องราวแผนจากปากของอีกคนช่างดูพิกลนัก ไม่เคยได้ยินมาก่อน ในตำราที่ร่ำเรียนก็ไม่เห็นมีบันทึกเช่นนี้เอาไว้
สองบุรุษนั่งคุยกันจนแสงแห่งอรุณตื่นขึ้น ก่อนแยกย้ายชายแก่ก็ไม่ลืมที่จะกล่าวย้ำถึงสิ่งสำคัญ
"คุณชายจงจำให้มั่นว่าสตรีไม่เหมือนบุรุษอย่างพวกเรา หากท่านทำให้นางเจ็บปวดไม่ว่าจะทั้งกายและใจ นางจะจดจำไปตลอดกาล หากท่านทะนุถนอมมอบความอ่อนโยนให้นาง แน่นอนว่านางก็จะจดจำไปตลอดกาลเช่นกัน"
_____________________________________________________
เอ้า! นักเรียนหานโจวเริ่มเรียนตำรารักเป็นครั้งแรก อีกประเดี๋ยวจะไปฝึกประสบการณ์กับเหมยกุ้ยแล้ว ขอกำลังใจให้นักเรียนมือใหม่หน่อยจ้า (หรือจะสมน้ำหน้าดี5555)