เทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล]

    บทที่ 33 ราชันขวางสังหารราชัน

    ชายชุดแดงยืนขึ้นอย่างทุลักทุเลแต่ครานี้เขาไร้ซึ่งจิตวิญญาณสูงส่งเช่นเก่าก่อน โล่ที่เขานำออกมาป้องกันถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆกระจายอยู่ตามพื้นเกลื่อนกลาด

            พัดในมือเหลือเพียงครึ่งเดียวเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เผยให้เห็นชิ้นส่วนชุดเกราะที่สวมใส่อยู่ด้านในเกราะมีรอยฉีกขาดบังเกิดบาดแผลมีโลหิตไหลหยด

            “ฮ่าๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเกราะไหมสวรรค์ช่วยข้าไว้วันนี้ข้าคงตกตายด้วยมือของเจ้าจริงๆ ว่าแต่เจ้าไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแล้วใช่หรือไม่ ฮ่าๆฮ่า” แม้สภาพของชายชุดแดงจะน่าอเนจอนาถแต่เขาก็ยังหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังมีชีวิตสายตาอันงดงามของฉู่เยียนหรันก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวังนางมองลึกเข้าไปในดวงตาเย่หยาง

            เย่หยางรู้สึกเจ็บปวดใจเมื่อเห็นสายตาของนางเขาเข้าใจความหมายที่ฉู่เยียนหรันต้องการจะสื่อ นางกำลังขอร้องให้เขาสังหารนางเสีย

            โลหิตภายในกายเดือดพล่าน เขาเอื้อมมือไปจับหอกยาวเย่หยางก้าวไปข้างหน้าสองก้าวเพื่อยืนขวางด้านหน้าฉู่เยียนหรันมองไปยังชายชุดแดงแล้วกล่าวทีละคำ “ถ้าเจ้าต้องการสังหารนางก็ข้ามศพข้าไปก่อน”

            เมื่อเห็นเย่หยางยืนขวางอยู่ด้านหน้าฉู่เยียนหรันก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างยากจะอธิบาย ช่างอบอุ่นเหลือเกิน

            "ฮ่าๆๆๆ !" หลังจากได้ยินคำกล่าวของเย่หยางชายชุดแดงก็หัวเราะดังลั่น "เจ้าหนู…ช่างเป็นเรื่องน่าขันในรอบหลายปีผู้ฝึกยุทธ์ตัวน้อยเช่นเจ้ากล้ามาขวางทางราชันผู้นี้รึ ไสหัวไปซะ! "

            ทันทีที่ชายชุดแดงกล่าวจบเขาก็สะบัดมือราวกับไล่แมลงวันออกไป

            เย่หยางสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่ออกมาจากชายตรงหน้าเขารีบโคจรพลังอย่างเต็มที่เพื่อต่อต้าน แต่ก็ยังส่งเสียงครวญครางอู้อี้ ถูกแรงกระแทกจนถอยหลังออกไปสามก้าว

            เย่หยางตกตะลึงในใจ นี่คือพลังของราชันยุทธ์งั้นหรือขนาดอยู่ในสภาพปางตายยังทรงพลังถึงเพียงนี้

            เมื่อมองย้อนกลับไปยังฉู่เยียนหรัน และเห็นสายตางดงามเต็มไปด้วยความกังวลแวบขึ้นมายิ่งทำให้โลหิตภายในกายของเย่หยางเดือดพล่านอีกครั้ง แค่เห็นสายตานั้นก็รู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงชีวิตของตัวเองแล้ว

            เขาร้องตะโกนเสียงดังปราณแท้ทั่วร่างหลั่งไหลไปยังหอกเหล็กดำเสมือนดั่งกระแสน้ำอักขระจารึกบนเหล็กดำสว่างวาบขึ้นพลันทะลวงแทงเข้าใส่ราชันมารใจพิษด้วยโทสะเดือดดาล 

            ตึง! 

            ร่างของเย่หยางสั่นสะท้าน กระเด็นม้วนกลิ้งออกไปไกลรู้สึกเหมือนอวัยวะภายในพลิกคว่ำ เขากระอักโลหิตลุกขึ้นจากพื้นด้วยสภาพอเนจอนาถ 

            เมื่อเห็นว่าราชันมารใจพิษก็ถูกกระแทกถอยหลังไปสองสามก้าวโลหิตไหลออกมาจากมุมปากเช่นกัน เย่หยางก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่ปริปากอันใดรีบหยิบหอกพุ่งเข้าโจมตีใส่อีกฝ่ายอย่างรุนแรง

            ดูเหมือนวันนี้ราชันมารใจพิษจะดวงกุดพลังชีวิตของเขาได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงสามารถใช้พลังได้เพียงหนึ่งในสิบจากทั้งหมดที่มี อีกทั้งปราณแท้ก็แทบหมดเกลี้ยง

            หากเขาเผชิญหน้ากับนักรบหรือจอมยุทธ์ทั่วไปก็คงสามารถสังหารคนเหล่านั้นได้ไม่ยากแต่น่าเสียดายที่วันนี้เขาเจอกับเย่หยาง

            ร่างกายของเย่หยางแข็งแกร่งทรงพลังยิ่งแค่ในแง่ของพลังกายเพียงอย่างเดียว ปรมาจารย์ยุทธ์ทั่วไปก็ไม่สามารถทัดเทียมได้แล้วการต่อสู้กับเขาตัวต่อตัวในสถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่โง่เขลายิ่งไม่ต่างจากการเอาชีวิตไปแลก ซึ่งราชันมารใจพิษไม่อาจแบกรับผลของมันได้ 

            ชั่วประกายความคิดนั้นราชันมารใจพิษเห็นเย่หยางกำลังแทงหอกเข้าใส่ไหล่ของตนจึงตัดสินใจเพิกเฉยต่อการโจมตีของอีกฝ่ายพร้อมโจมตีหมัดขวาสวนเข้าใส่หน้าอกของเย่หยาง เขามั่นใจว่าอย่างมากว่าคงแค่บาดเจ็บนิดหน่อยแต่ถ้าเย่หยางถูกเขาต่อยจะต้องตกตายอย่างแน่นอน

            หากผู้คนรู้ว่ายอดฝีมือระดับราชันยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อสังหารนักรบรับรองว่าพวกเขาจะต้องอ้าปากค้างไปตามๆ กันเพียงแค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้เย่หยางภูมิใจ

            เมื่อเห็นว่าราชันมารใจพิษไม่สามารถต่อต้านการโจมตีของเขาได้เย่หยางก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ร่องรอยของความโหดร้ายปรากฏขึ้นในแววตา ทั้งยังไม่ละการโจมตีแม้แต่น้อย 

            “ไม่! อย่า...พรวด” ฉู่เยียนหรันทนไม่ได้ที่จะเห็นเย่หยางตายนางจึงร้องเตือนเสียงดังอย่างลืมตัวว่าอวัยวะภายในของตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถอ้าปากได้โลหิตพุ่งกระฉูดออกจากปากอาบย้อมเสื้อบริเวณทรวงอกจนกลายเป็นสีแดงฉาน แม้จะน่าอาดูรแต่ก็งดงาม

            ไม่นานนักร่างทั้งสองก็ปะทะกันทันทีแต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเย่หยางกลับปล่อยหอกกลางทาง พลันเปลี่ยนกระบวนท่าโจมตีเป็นฝ่ามือกระแทกหน้าอกของราชันมารใจพิษ

            ‘ตูม!’

            ‘ตูม!’

            มีเสียงอู้อี้สองเสียงดังขึ้นราชันมารใจพิษไม่ขยับเขยื้อน แต่ร่างของเย่หยางกลับทรุดตัวปลิวกระเด็นออกไป 

            เย่หยางรู้สึกเหมือนกระดูกทั่วร่างกำลังแตกสลายความเจ็บปวดอย่างรุนแรงถาโถมเข้าใส่จนเวียนหัวถ้าไม่ใช่เพราะความเชื่อมั่นอันแรงกล้าเขาอาจจะหมดสติจากอาการบาดเจ็บสาหัสไปนานแล้ว 

            เขาพยายามลุกขึ้นแต่ก็ล้มเหลวจึงเอาร่างพิงหินแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง แม้ลมหายใจจะรวยรินแต่ก็ยังหัวเราะออกมาพร้อมกล่าวว่า "ฮ่าๆ …ราชันมารใจพิษผู้ยิ่งใหญ่ยอมเจ็บแลกเจ็บเพื่อสังหารนักรบผู้หนึ่งมาดูกันว่า...ใครชนะ แค่กๆๆ”

            รู้สึกได้ว่าหัวใจกำลังแหลกสลาย อายชีวิตค่อยๆหายไป ยามนี้สีหน้าของราชันมารใจพิษซีดเซียว รำพันด้วยน้ำเสียงซับซ้อน "ไม่คาดคิดว่าตัวข้าราชันมารใจพิษจะต้องมาตายด้วยน้ำมือนักรบแต่เจ้าคิดว่าจะสังหารข้าได้จริงๆ งั้นหรือ”

            เย่หยางยิ้มอย่างเหยียดหยาม "เจ้าสูญเสียหัวใจแล้วเว้นเสียแต่ว่าเจ้าเป็นเทพเซียน นอกจากนั้นข้าคิดไม่ออกเลยว่าเจ้าจะรอดพ้นจากความตายไปได้อย่างไรแต่ในความรู้สึกของข้าเจ้าดูไม่เหมือนเทพเซียนเท่าไหร่เพราะเจ้ามันพวกขาดความอบอุ่นไม่มีใครรัก”

            ความจริงแล้วนี่คืออุบายของเย่หยางเขาจงใจให้ราชันมารใจพิษยอมเจ็บแลกเจ็บ จากนั้นก็เปลี่ยนการโจมตีในช่วงสุดท้ายเป็น ‘ฝ่ามือผนึกใจ’ที่เพิ่งฝึกฝน ขณะเดียวกันก็ใช้วิชา ‘มังกรคชสาร’ทุ่มเทการป้องกันทั้งหมดไปที่หน้าอกของตนเอง 

            นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของเย่หยางเขาคิดว่าราชันมารใจพิษไร้ซึ่งปราณแท้จะปกป้องร่างกายจาก 'ฝ่ามือผนึกใจ'ไม่เช่นนั้น 'ฝ่ามือผนึกใจ' คงกลายเป็นเรื่องขบขันสำหรับอีกฝ่ายเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันการเดิมพันของเย่หยางก็ถือว่าถูกต้อง 

            เย่หยางยิ้มพลางชูสองนิ้วไปให้ฉู่เยียนหรันที่กำลังตกตะลึงด้วยสีหน้าแห่งชัยชนะอันน่าภาคภูมิใจ

            แม้ฉู่เยียนหรันจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสายตาของนางนางไม่คาดคิดว่าเย่หยางที่ดูเหมือนกำลังประมาทกลับวางแผนไว้อย่างลึกซึ้งหากทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นการวางแผนโดยเจตนาแสดงว่าเย่หยางเป็นคนเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก 

            “ดี ดีมาก สมควรแล้วที่เจ้าสังหารข้าได้เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะครอบครองร่างกายของเจ้า” ราชันมารใจพิษทิ้งท้ายอย่างมีความนัยจากนั้นร่างก็ล้มลงกับพื้น

            “ขู่งั้นรึ คิดว่าข้าผู้นี้จะหวาดกลัวหรือไร” เย่หยางยิ้มมุมปากอย่างดูถูก 

            เขาสูดหายใจ อดทนต่อความเจ็บปวดเดินเข้าไปหาศพของราชันมารใจพิษ หยิบแหวนมิติจากมืออีกฝ่ายจากนั้นก็รื้อค้นร่างอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าส่วนใหญ่ล้วนพังทลายกลายเป็นของไร้ประโยชน์

            เมื่อเห็นชุดเกราะไหมสวรรค์ที่ราชันมารใจพิษสวมใส่เย่หยางก็เอื้อมมือไปแตะมัน เนื้อสัมผัสนุ่มเหมือนเส้นไหมแท้ๆยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นสมบัติล้ำค่าที่สวมใส่โดยยอดฝีมือระดับราชัน 

            แม้ว่าด้านบนจะมีรอยบากยาวประมาณหนึ่งชุ่นแต่ก็ไม่ส่งผลต่อการป้องกันใดๆ รับรองว่าไม่มีผู้ใดกล้าหัวเราะถ้าเขาใส่มัน

            ทั่วร่างของเย่หยางเต็มไปด้วยบาดแผลเขาจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการถอดชุดเกราะไหมสวรรค์ระหว่างนั้นก็ถอนหายใจพร้อมพึมพำขึ้นว่า "อยากรู้นักว่าการป้องกันของเกราะชิ้นจะดีแค่ไหน"

            “การป้องกันแข็งแกร่งมากสามารถลดการโจมตีของราชันยุทธ์ลงได้ถึงสามสิบส่วนทั้งยังเพิกเฉยต่อการโจมตีทางกายภาพทั้งหมดจากผู้ที่มีระดับต่ำกว่าปรมาจารย์”เสียงหนึ่งกล่าวขึ้น

            “จริงหรือ ดูเหมือนครั้งนี้จะคุ้มค่า เอ๊ะ…เจ้าเป็นใคร”เย่หยางหันกลับไปมองอย่างตื่นตระหนก 

            ปรากฏเงาร่างโปร่งใสจ้องมองเขาอย่างเย็นชาอยู่ด้านหลัง 

            “ราชันมารใจพิษ? แต่เป็นในร่างวิญญาณสินะ?”เย่หยางรู้สึกประหลาดใจเพราะเงาร่างนั้นเหมือนกับราชันมารใจพิษทุกประการ

            “ข้าบอกไปแล้วว่าต้องการร่างกายของเจ้าร่างของเจ้านั้นดีเยี่ยม ดีกว่าของข้ามากนัก เด็กน้อย ตายเสียเถอะ” ราชันมารใจพิษกระโจนเข้าใส่เย่หยางด้วยสีหน้าดุร้าย

            “ระวังให้ดี! มันจะยึดร่างเจ้า” ฉู่เยียนหรันร้องเตือนด้วยความกังวลนางกำลังใช้วิชาฟื้นฟูความแข็งแกร่ง 

            ก่อนที่เย่หยางจะทันได้ตอบโต้ราชันมารใจพิษก็พุ่งเข้าไปในหว่างคิ้วของเย่หยาง นำมาซึ่งความเจ็บปวดในทันที

            เย่หยางเข้ามาในทะเลแห่งจิตสำนึก ราชันมารใจพิษก็ปรากฏตัวอยู่ด้วยเช่นกันเพียงแต่ร่างกายของเย่หยางในทะเลแห่งจิตสำนึกนั้นสูงเพียงหนึ่งฉื่อขณะที่ราชันมารใจพิษสูงมากกว่าสิบจ้าง

            “ฮ่าๆข้าไม่คิดเลยว่าทะเลแห่งจิตสำนึกของเจ้าจะกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ วันนี้คุ้มค่าแล้วจริงๆหากข้าสามารถครอบครองร่างของเจ้าได้ ภายในสิบปีข้าจะกลับสู่จุดสูงสุดทั้งยังสามารถบรรลุกลายเป็นบรรพจารย์ยุทธ์ในยี่สิบปีได้อย่างไร้กังวล” ราชันมารใจพิษตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น 

            เย่หยางไม่ได้กล่าวอันใด แค่มองเขาอย่างเย็นชา

            “เจ้าหนู เจ้าไม่จำเป็นต้องสิ้นหวังเจ้าควรรู้สึกเป็นเกียรติที่ตกเป็นเป้าหมายของข้าราชันมารใจพิษ” ราชันมารใจพิษกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

            “ช่างน่าอัศจรรย์ที่แม้แต่คนอย่างเจ้าก็ยังสามารถฝึกฝนเพื่อเป็นราชันได้แต่กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะตายเมื่อใด ลองหันกลับไปมองข้างหลังเจ้าดูสิ”เย่หยางกล่าวด้วยสีหน้าเย้ยหยัน

            “อันใดนะ” ราชันมารใจพิษหันกลับไปมองด้วยร่างที่สั่นกลัวเห็นกระบี่หักยาวกว่าหมื่นจ้างกำลังเปล่งประกายรัศมีอ่อนๆ 

            ราชันมารใจพิษรู้สึกสังหรณ์ใจว่ามีบางอย่างผิดปกติหลงลืมแม้กระทั่งว่าตนกำลังยึดร่าง เขารีบหันหลังแล้ววิ่ง พยายามหลบหนีออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกของเย่หยาง

            ช่างน่าเสียดายเพราะชั่วขณะนั้นกระบี่หักได้ปล่อยแสงอ่อนๆ ไปยังทิศทางของราชันมารใจพิษ

            จิตวิญญาณของราชันมารใจพิษกรีดร้องโหยหวนจากนั้นร่างกายก็สลายกลายเป็นควันสีเขียว ถูกดูดซับเข้าไปในกระบี่หักผ่านไปครู่หนึ่งกลุ่มแสงก็ลอยมาทางเย่หยาง

            นี่คือช่วงเวลาที่เย่หยางรอคอยแม้เขาจะไม่ทราบที่มาของกระบี่หักแต่เขาก็รู้ว่ากระบี่หักคือผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่สุดแม้จะไม่สามารถใช้งานมันได้ตามใจนึก แต่หากมีผู้ใดหาญกล้ามาที่นี่เพื่อรังแกเขากระบี่หักจะไม่มีวันปล่อยมันผู้นั้นไปอย่างแน่นอน

            เย่หยางเอื้อมมือออกไปคว้าจับกลุ่มแสงทันใดนั้นข้อมูลจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลเข้าสู่จิตสำนึกทั้งยังมีวิธีการฝึกฝนเพิ่มเติม ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ได้ศึกษามันเนื่องจากยามนี้ฉู่เยียนหรันที่ได้รับบาดเจ็บกำลังรออยู่ด้านนอกจึงไม่ใช่เวลาที่จะมาฝึกฝน

            ฉู่เยียนหรันรู้สึกกังวลอย่างมากเมื่อราชันมารใจพิษยึดร่างของเย่หยางนางรีบฟื้นฟูกำลังเพื่อหวังจะช่วยเหลือเขาแล้วสังหารราชันมารใจพิษให้ตกตายไปเสียก่อนที่จะยึดร่างเย่หยางได้สำเร็จนางทำได้เพียงอธิษฐานว่าขอให้เย่หยางช่วยยื้อเวลาอีกสักหน่อย...

            หลังจากผ่านไปครึ่งก้านธูป เย่หยางก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมองฉู่เยียนหรัน

            ฉู่เยียนหรันรู้สึกสังหรณ์ร้ายบางอย่างนางมองไปทางเย่หยาง ทันใดนั้นสีหน้าของนางก็ซีดเผือด ดวงตางดงามมืดมนลง

            เย่หยางไม่ได้กล่าวอันใด เขายิ้มให้ฉู่เยียนหรันก่อนชูสองนิ้วบ่งบอกว่าเขาชนะศึกนี้

            แววตาอันงดงามของฉู่เยียนหรันสว่างวาบขึ้นทันที


     

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน