สามสิบศพที่นอนเรียงรายไม่มีหลักฐานอะไรมัดตัวได้เลยแน่นอนว่าพวกเขาขัดขวางการฆ่าตัวตายของนักฆ่าคนสุดท้ายไม่สำเร็จ
ฝ่าามองดูร่างเ่าั้ด้วยสายตาเย็นเยียบก่อนจะเอ่ยเบาๆว่า “ยาสลายร่าง” สิ้นเสียงคำสั่งของเขาองครักษ์คนหนึ่งก็หยิบขวดยาออกมาโรยไปบนศพ ศพพวกนั้นพลันแห้งเหี่ยว ต่อมาก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็ฝุ่นผงมลายหายไป
จากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทางต่อไปตามเส้นทางเดิม
..............................................
ณ พระราชวังซานตงห้องทรงอักษรตำหนักใหญ่
“ทูลฝ่าาฮองเฮามาขอเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ลู่กงกงเข้ามาถวายรายงานก่อนจะยืนโค้งตัวอยู่ที่มุมห้องด้านหนึ่ง
ฝ่าาเหลือบตาขึ้นมาจากกองฎีกาเบื้องหน้าลอบคิดในใจว่า นางช่างรู้ข่าวไวเสียจริง ก่อนจะรับสั่งอนุญาตให้นางเข้ามาได้
ลู่กงกงรับคำสั่งแล้วถอยออกไป
ไม่นานสตรีที่คุ้นเคยก็ก้าวเข้ามาให้ห้องนางสวมชุดสีเหลืองประกายทองปักรูปหงส์ ทรงมงกุฎฮองเฮาตามธรรมเนียมกลิ่นกายหอมดอกมะลิสดชื่น
“ถวายบังคมฝ่าาเพคะได้ยินกงกงแจ้งว่าทรงประชวร หม่อมฉันเป็ห่วงก็เลยตุ๋นน้ำแกงโสมมาถวาย” นางกล่าวพลางหันไปหยิบถ้วยน้ำแกงที่นางกำนัลถืออยู่
“คงมิต้องรบกวนฮองเฮาข้ามิได้เป็อะไรมากแล้ว” ฝ่าาเอ่ยขึ้นด้วยนำเสียงเ็าถึงสิบส่วน ทำให้มือที่จับถ้วยน้ำแกงของนางพลันหยุดชะงักค้าง
“ฮองเฮามาที่นี่เพื่อให้ข้ากินน้ำแกงแค่นั้นหรือ”สายตาของเขามีนัยคาดคั้นส่งออกมา
‘หึ...ข้ามาดูว่าท่านาเ็จนพิการไปแล้วหรือยังต่างหาก’หลีฮองเฮาเหยียดยิ้มบางๆแทนที่ความคิดในหัวของนางที่ไม่ได้เอ่ยออกไปนั้นก่อนจะตอบว่า “แค่นั้นเพคะ ถ้าอย่างไรหม่อมฉันไม่รบกวนแล้วส่วนน้ำแกงจะตั้งไว้ตรงนี้ก่อน ทรงถนอมพระวรกายด้วย หม่อมฉันทูลลาเพคะ” นางกำลังจะยอบกายทำความเคารพ
‘พรู่ด’ จู่ ๆ ฝ่าาก็กระอักเืออกมา เขาฝืนกั้นเอาไว้แล้วแต่ไม่เป็ผลสำเร็จมือกุมหน้าอกไว้ด้วยความเ็ป
หลีฮองเฮาเห็นดังนั้นก็มีสีหน้าใไม่น้อยนางกำลังจะเข้าไปดูอาการของฝ่าาแต่องครักษ์ลับสี่นายกลับปรากฏตัวขึ้นในทันทีมิให้ใครเข้าใกล้นางจึงทำได้เพียงหยุดยืนอยู่ตรงที่เดิม
‘พวกเ้าเป็แค่องครักษ์กล้ามากที่มาขวางข้า’ หลีฮองเฮาจ้องมองพวกเขาด้วยแววตาแฝงความเคียดแค้นแต่พริบตาก็ปรับเป็สีหน้าที่ดูกังวลอย่างที่สุด
นางหันไปสั่งลู่กงกง“ตามหมอหลวงเดี๋ยวนี้! เร็วเข้า” เขารับคำสั่งแล้วรีบวิ่งออกไปด้วยสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึง
เมื่อพิจารณาแล้วว่าในสถานการณ์เช่นนี้ฮองเฮาอย่างนางมิจำเป็ต้องอยู่ที่นี่ต่อจึงตัดสินใจกลับตำหนักของตัวเอง ขณะที่กำลังจะเดินออกจากห้องก็มีองครักษ์คนหนึ่งเข้ามาหานาง
“กระหม่อมจิวฉิงหนึ่งในองครักษ์ลับของฝ่าาขอบังอาจกราบทูลให้ฮองเฮาทรงเก็บเื่นี้เป็ความลับด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
นางพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยแต่มือที่ซ่อนในแขนเสื้อกำแน่นด้วยความโกรธ ‘ขวางทางข้ายังมิพอกล้าดีอย่างไรมาสั่งข้า หึ...วันหนึ่งข้าจะเอาคืนพวกเ้าอย่างสาสม’ นางหมุนกายเดินจากไป
หลังจากที่หมอหลวงมาถึงได้ทำการตรวจพระวรกายอย่างรวดเร็ว เขาตั้งสมาธิหลับตาแตะที่ข้อมือของฝ่าา
‘ชีพจรช่างสับสน’
ผ่านไปชั่วครู่เขาลืมตาขึ้นด้วยความใก่อนจะถอนมือออกแล้วกล่าวถวายรายงาน
“ทูลฝ่าากระหม่อมสงสัยว่า...เอ่อ...ทรงได้รับพิษหลิวเสี่ยพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าาแสดงสีหน้าเรียบเฉยพยักหน้าเล็กน้อยเป็เชิงให้หมอหลวงกล่าวต่อไปได้
“พิษชนิดนี้ทำให้ร่างกายอ่อนแอเส้นลมปราณเสียหาย ความจริงมิได้รุนแรงจนถึงแก่ชีวิต” หลังหมอหลวงพูดจบทุกคนก็ไม่ได้กล่าวอันใดต่อพวกเขาต่างรู้แต่แรกแล้วว่าฝ่าาได้รับพิษจากปลายธนูอันนั้นเพียงแต่มิรู้ชื่อของพิษเท่านั้นเอง
“เอ่อ…แต่อาการของฝ่าากลับดูรุนแรงเกินไปเหมือนกับ...เหมือนกับว่า ในร่างกายพระองค์จะมีพิษอีกชนิดหนึ่งซ่อนอยู่พ่ะย่ะค่ะขอทรงประทานอภัยด้วย” พูดจบหมอหลวงก็คุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้น ‘เขาตรวจร่างกายฝ่าาเป็ประจำเหตุใดจึงไม่เคยตรวจเจอพิษที่ซ่อนในร่างกายมาก่อนเล่าเขาช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนัก’
“อธิบายสิ่งที่เ้ารู้มาเถอะ”ฝ่าาเอ่ยกับหมอหลวงด้วยอาการสงบนิ่งแต่สีหน้าของเขากลับเริ่มซีดลงเล็กน้อย
“พ่ะย่ะค่ะ…ตามตำราแพทย์ที่กระหม่อมเคยศึกษาอาการของพระองค์คล้ายกับถูกพิษ ‘ซิงเจียว’
แต่สิ่งที่ทำให้กระหม่อมอดแปลกใจมิได้ก็คือถ้าเป็พิษซิงเจียวจริง อาการควรจะกำเริบมานานแล้วหลังจากที่พระองค์มีสัมพันธ์กับสตรี” สีหน้าหมอหลวงซีดยิ่งกว่าฝ่าาในเวลานี้เสียอีกเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าไม่ขาดสาย เขารวบรวมความกล้าพูดต่อไปว่า
“หรืออาจจะเป็ไปได้ว่าพิษไม่กำเริบเนื่องจากฝ่าาทรงมีวรยุทธ์...แต่พอพระองค์ได้รับพิษหลิวเสี่ยซึ่งเป็พิษที่เสริมฤทธิ์กันอาการจึงแย่ลง"
สีหน้าทุกคนเริ่มกังวลขึ้นมาหลายส่วนจิวฉิงร้อนใจถามต่อทันที “พิษชนิดนี้ร้ายแรงแค่ไหนท่านหมอหลวง”
“ตำราเขียนไว้ว่าในวันที่ดวงจันทราสว่างเต็มดวงคนผู้ได้รับพิษจะรู้สึกอยากมีสัมพันธ์กับสตรีพรหมจรรย์เนื่องจาก้าปราณหยินอย่างแรงกล้าแต่หลังจากนั้นจะขาดสติสัมปชัญญะเป็เวลาชั่วครู่” หมอหลวงตอบด้วยเสียงสั่นเครือ"ผู้ที่ถูกพิษจะต้องลงมือฆ่าพวกนางเพื่อดื่มเืร่างกายจึงจะกลับเป็ปกติ" ประโยคสุดท้ายที่พูดไปเขาไม่เคยรู้สึกย่ำแย่เช่นนี้มาก่อนเคยอ่านแต่ตำราก็ไม่คิดว่าจะมาประสบพบเจอของจริงใครกันสร้างสิ่งเลวร้ายเช่นนี้ขึ้นมา
“รักษาได้หรือไม่”ประโยคนี้ของฝ่าา ทำให้ทุกคนหันมามองหมอหลวงเป็จุดเดียวกันต่างก็เฝ้ารอคำตอบจากเขา
“วิธีรักษา กระ…กระหม่อมเองก็มิอาจรู้ในตำราไม่ได้กล่าวอะไรไว้ต่อจากนั้น พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม…สมควรตาย” เขาได้แต่โขกศีรษะที่พื้นหลังจากพูดจบ
ฝ่าาสะบัดมือให้องครักษ์เข้ามาห้ามการกระทำนี้ของหมอหลวง“ข้ายังมีเวลาอีกสามวันก่อนพระจันทร์เต็มดวงเ้าไปหาวิธีรักษามาเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะพยายามอย่างสุดความสามารถ”หมอหลวงทำความเคารพแล้วถอยออกจากห้องไป ขาสองข้างอ่อนยวบจนเดินเซเขาเป็หมอมาทั้งชีวิต ไม่เคยรู้สึกผิดหวังในตัวเองเท่าตอนนี้มาก่อนเลย
หลังจากที่หมอหลวงออกไปไม่นานมู่เหยียนก็กลับมาพอดี เมื่อเห็นว่าฝ่าานอนอยู่ที่เตียงดูมีความผิดปกติจึงส่งสายตาไปมองจิวฉิง ‘บอกข้ามา’
“หมอหลวงบอกว่าฝ่าาถูกพิษพิษประหลาด ต้องมีสัมพันธ์กับสตรีพรหมจรรย์ แล้วจากนั้น…” สีหน้าจิวฉิงแทบจะอดกลั้นไม่อยู่“จะต้องฆ่านางเพื่อดื่มเื”
หลังจิวฉิงกล่าวจบมู่เหยียนก็พลันมีสีหน้าตกตะลึง ใครช่างบังอาจถึงเพียงนี้แต่เขายังมิได้พูดอะไรต่อ ฝ่าากลับเป็ฝ่ายถามขึ้นแทน “เมืองอวี๋เป็อย่างไรบ้าง"