“อืม— แม่ว่ายังไม่ใช่นะ ลองอันนี้ดีกว่า”
“แต่ปามว่า...อันนี้มันก็ดีแล้วนะคะ มันดูไม่หวือหวามากไปด้วย”
ปารมียืนมองตัวเองในชุดว่ายน้ำวันพีชสีกรมดูเรียบร้อยแต่หรูหราผ่านกระจกในห้องลองชุดว่ายน้ำของร้านแบรนด์ดังร้านหนึ่งที่เธอถูกรัชนีแม่ของนักรบสู้อุตส่าห์ลากเธอมาลองชุดั้แ่ร้านยังไม่เปิด เนื่องจากรัชนีกับเ้าของร้านนั้นสนิทสนมกันมากเธอก็ไม่รู้หรอกว่าสนิทกันมากขนาดไหน แต่รัชนีนั้นบอกเพียงแค่ว่าเป็อดีตลูกน้องเก่าเท่านั้น
“ไม่ได้!! มันดูธรรมดาไป สำหรับแม่มันต้องที่สุด...อะ....อันนี้ อันนี้ และก็อันนี้ด้วยลองให้มันหมดนี่แหละ”
เธอขอยืนยันล้านเปอร์เซ็นเลยว่าคนคนนี้คือแม่ของนักรบที่แท้ทรู เพราะความเผด็จการนั้นเหมือนกันเป๊ะราวกับถอดแบบออกมา เธอมองชุดว่ายน้ำในมือสองสามชุดที่เธอเห็นแล้วแทบลมจับ เพราะแต่ละชุดที่รัชนีเลือกมาให้เธอลองนั้น มันไม่น่าจะเรียกว่าชุดว่ายน้ำด้วยซ้ำ เพราะมันเหมือนกับเศษผ้าเล็ก ๆ ที่เอาไว้ปิดของสำคัญของผู้หญิงอย่างเรา ๆ เสียมากกว่า ปารมีได้แต่ร้องในใจเงียบ ๆ คนเดียวว่า ถ้าให้เธอใส่ชุดแบบนี้ละก็ สู้เธอใส่ชุดชั้นในหรือนุ่งผ้าถุงกระโจมอกเสียดีกว่า
“เอ้า— มัวทำอะไรอยู่จ๊ะ ไปลองสิจ๊ะ แม่อยากจะเห็นว่ามันเหมาะกับหนูมากแค่ไหน”
รัชนีเอ่ยขึ้นอย่างยิ้ม ๆ ทำให้ปารมีนั้นได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ กลับไปแล้วหันหลังเดินเข้าห้องลองชุดแต่โดยดี ถ้ารู้ว่าเป็แบบนี้แต่แรกละก็ เธอจะปฏิเสธอย่างสุดใจขาดดิ้นเลยทีเดียว
ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการใส่ชุดว่ายน้ำเศษผ้านั้น แต่กลับต้องใช้เวลาหลายนาทีในการทำใจที่จะออกไปโชว์ตัวให้กับคุณนายแม่อย่างรัชนีได้ยลโฉม ปารมีถอนหายใจหลายครั้งเพื่อทำใจ เธอมองตัวเองในกระจกที่ใส่บิกินี่สีแดงแปร๊ดที่มันแทบจะไม่ปกปิดอะไรไม่ค่อยจะได้ ท่อนบนนั้นมีแต่สายอะไรก็ไม่รู้พัน ๆ รอบตัวเธอ ส่วนท่อนล่างนั้นไม่ต้องพูดถึง เธอแทบไม่อยากจะเดินเลยทีเดียว
“หนูปามเสร็จรึยังจ๊ะ ออกมาให้แม่ดูหน่อยสิ”
เสียงรัชนีดังจากด้านนอก ทำให้ปารมีนั้นไม่รู้จะตอบกลับไปยังไงดี จึงได้แต่ค่อย ๆ แหวกผ้าม่านประตูห้องลองชุดแล้วโผล่แต่หน้าออกไปบอกกับรัชนีด้วยสีหน้าหนักใจนิด ๆ
“เอ่อ— คุณน้า...เอ้ย— คุณแม่คะ ปามว่าชุดนี้ปามไม่ไหวค่ะ ขอเปลี่ยนชุดได้มั้ยคะ”
ปารมีแทบจะเปลี่ยนคำสรรพนามเรียกแทบไม่ทันเมื่อเห็นสายตาถมึงทึงของรัชนีที่ได้ยินปารมีเรียกเธอว่าคุณน้าแทนคำว่าแม่ แต่ก็แค่แป๊บเดียวเพราะเธอก็เข้าใจของแบบนี้คงต้องใช้เวลา
“งั้นเหรอ— เฮ้อ— งั้นหนูปามเลือกชุดที่ที่หนูคิดว่าไหวละกันนะ แต่แม่ไม่เอาชุดว่ายน้ำที่เหมือนกับชุดเด็กมัธยมเหมือนเมื่อกี้นี้นะ”
รัชนีเอ่ยขึ้นอย่างจนใจ เสียดายก็เสียดาย ชุดที่เธอเลือกนั้นมีแต่แซ่บ ๆ และเซ็กซี่ขยี้จุดทั้งนั้น เธออยากจะเห็นลูกชายหน้านิ่งของเธอนั้นเสียอาการบ้าง แต่ดูเหมือนว่าว่าที่ลูกสะใภ้ของเธอคนนี้จะไม่เล่นด้วย ทำเอาเธอนั้นเซ็งนิด ๆ อยู่เหมือนกัน
ไม่เป็ไรวันพระใหญ่ไม่ได้มีหนเดียวเสียเมื่อไหร่—
หลังจากกลับจากไปซื้อชุดว่ายน้ำที่กินพลังชีวิตปารมีไปแล้วเกือบครึ่ง เธอก็ต้องตกตะลึงเมื่อหลังจากกลับจากไปช้อปปิ้งกับรัชนีก็ต้องพบกับห้องโถงบ้านพักตากอากาศที่เต็มไปด้วยคนที่เธอไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเต็มห้อง มีคู่สามีภรรยาอายุน่าจะใกล้เกษียณคู่หนึ่งนั่งอยู่ที่โซฟาหลักกำลังนั่งคุยกับจอมทัพกันอย่างสนิทสนม
ถัดมาเป็คู่สามีภรรยาที่อายุอ่อนกว่าคู่แรกมากโขจนเธอคาดเดาว่าน่าจะเป็รุ่นลูกกำลังนั่งพูดคุยกับนักรบด้วยสีหน้าท่าทีเป็งานเป็การแต่ทว่ากลับดูผ่อนคลาย โดยส่วนใหญ่ผู้เป็สามีจะเป็ฝ่ายพูดคุยเสียมากกว่า ส่วนผู้เป็ภรรยาได้แต่นั่งฟังเงียบ ๆ โดยมีเด็กชายอายุน่าจะไม่เกินสามขวบอยู่บนตัก
คนสุดท้ายเป็คนที่ปารมีรู้สึกแปลก ๆ ทันทีที่เห็น อาจจะเป็เพราะบุคลิกของเขานั้นดูเหมือนกับชายเ้าสำราญ ซึ่งเป็ประเภทที่เธอไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ซึ่งชายคนนี้นั้นดูแล้วอายุน่าจะราว ๆ กับนักรบ เธอคิดว่าน่าจะเป็เพื่อนกับเขา แต่ท่าทางแววตาที่เขามองมาที่นักรบนั้นเธอคาดเดาว่าน่าจะเป็แค่เพื่อนร่วมโลกกันเสียมากกว่า
“อ้าว— มาถึงกันแล้วเหรอคะ แหม ๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีช้อปปิ้งเพลินไปหน่อย เลยไม่ได้อยู่ต้อนรับ”
รัชนีเดินไปหาคู่สามีภรรยาที่ดูาุโที่สุดในนั้นพร้อมกับเอยทักทายกันอย่างเป็มิตร
“ฮ่า ๆ ๆ ไม่เป็ไรคุณนี พวกเราต้องขอบคุณคุณนีที่ชวนพวกเรามาเที่ยวด้วย ต้องขอโทษด้วยที่เพิ่งมาถึง พอดีตาใหญ่ต้องเคลียร์งานที่บริษัทเลยมาไม่ทันเมื่อวานนี้”
แขกผู้เป็สามีเอ่ยขึ้นด้วยความเป็กันเอง พร้อมกับเหลือบสายตามองเลยรัชนีมาทางปารมีด้วยความอยากรู้ รัชนีที่เห็นท่าทางของแขกของเธอก็ถึงกับยิ้มกริ่มก่อนที่จะลากปารมีมาแนะนำตัวให้กับแขกของเธอได้รู้จัก
“อ้อ— ลืมแนะนำไป....นี่คือหนูปาม....ว่าที่ลูกสะใภ้ของฉันเองค่ะ”
สิ้นคำแนะนำตัวของรัชนี ทำเอาผู้คนในห้องนั้นต่างก็แสดงสีหน้าท่าทางออกมาต่างกัน ทางด้านจอมทัพที่กำลังดื่มน้ำอยู่ถึงกับสำลักไอแค่ก ๆ แขกแปลกหน้าผู้มาใหม่นั้นต่างก็แสดงสีหน้าท่าทางใเล็กน้อย จากนั้นก็เปลี่ยนเป็ยิ้มยินดีกับรัชนียกเว้นอยู่หนึ่งคนที่มีแววตาลอบประเมินส่งมาที่ปารมีอย่างโจ่งแจ้งจนเธอนั้นอึดอัดกับสายตานั้น ซึ่งเป็ใครไปไม่ได้นอกจากแขกที่ดูเหมือนจะอายุเท่ากับนักรบนั่นเอง
ส่วนคนที่เป็ต้นตอในหัวข้อสนทนาอย่างนักรบนั้น เขาได้แต่นั่งจิบกาแฟนิ่ง ๆ ด้วยท่วงท่าที่สบาย ๆ เพิ่มเติมคือรอยยิ้มที่มุมปากที่ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็น จนทำเอาแขกที่กำลังคุยกับเขาถึงกับตะลึงไปพักหนึ่งเลยทีเดียว
ทางด้านปารมีนั้นเธอยืนตัวแข็งทื่อิญญาออกจากร่างไปเรียบร้อยแล้ว เธอได้แต่ภาวนาว่าขอให้ไอ้เหตุการณ์น่าอายที่เธอเผชิญอยู่ตรงหน้านี้เป็เพียงแค่ความฝันที่แสนไร้สาระและไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักที เพราะตอนนี้นั้นเธออายจนแทบอยากจะดำดินหนีกลับบ้านไปตอนนี้เลยทีเดียว
-------------------
ปารมีกำลังนั่งทบทวนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ด้วยหัวสมองที่ว่างเปล่า แพลนในการหาโรงแรมใหม่ของเธอก็ล่มโดยไม่ต้องสงสัย เพราะวันนี้เป็วันที่เธอและครอบครัวของนักรบกับญาติทางฝ่ายพ่อของจอมทัพนั้นกำลังจะไปพักที่เกาะส่วนตัวของตระกูลหนึ่งคืน และแน่นอนเธอที่ถูกรัชนีแนะนำในฐานะ ‘ว่าที่ลูกสะใภ้’ ก็ถูกลากมาด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่นัก เมื่อเธอพบว่าความกังวลและความเครียดก่อนหน้านี้ของเธอมันหายไปปลิดทิ้ง และรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเลยทีเดียว
“คุณรู้สึกดีขึ้นรึยัง”
เสียงนักรบดังขึ้นเหนือหัวก่อนที่ร่างกำยำของเขาจะนั่งลงข้าง ๆ ปารมีตรงหัวเรือโดยที่สายตาของเขาหันไปจ้องที่เส้นขอบฟ้าที่อยู่ไกลลิบ
“หมายความว่าไง”
ปารมีที่ไม่เข้าใจว่านักรบนั้นกำลังจะสื่อถึงอะไร จึงละสายตาจากท้องทะเลที่กว้างใหญ่มาโฟกัสที่ใบหน้าคมคร้ามด้านข้างของนักรบแทน ร่างสูงที่ปกติแล้วจะใส่สูทผูกไทด์และเซ็ทผมเรียบแปร้แลดูสุขุมมาดนิ่งน่าเชื่อถือ แต่วันนี้กลับใส่เพียงเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวธรรมดากับกางเกงผ้าขาสั้นสีกรม รองเท้าแตะดูสบาย ๆ เส้นผมที่ปลิวตามลม ทำให้นักรบดูหนุ่มกว่าปกติ บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลาย แต่ก็ยังคงความสง่าเอาไว้ครบ ซึ่งถ้าบอกว่าเขาเป็นายแบบละก็ปารมีก็พร้อมที่จะเชื่อทันที
“หืม— ก็ที่เมื่อวานคุณร้องไห้ซบอกผมอยู่ตั้งนานไง...”
ท่าทีหยอกเย้าของนักรบนั้น ทำให้ปารมีรู้ตัวทันทีเลยว่ากำลังถูกล้อเลียนเื่เมื่อวานที่เธอนั้นเผลอปล่อยตัวปล่อยใจแสดงด้านที่อ่อนแอของตัวเองให้เขาได้เห็นไป พอนึกขึ้นได้เธอถึงกับหน้าแดงก่ำเมื่อภาพนั้นมันแฟลชแบ็คขึ้นมาในสมอง
กะว่าจะลืม ๆ มันไปซะให้หมด...แล้วเขาจะพูดถึงมันอีกครั้งให้มันได้อะไรขึ้นมาเนี่ย
ทางด้านนักรบ—
หลังจากที่ขึ้นเรือยอร์ชมาได้สักพัก เขาก็เห็นว่าปารมีนั้นปลีกตัวไปที่หัวเรือ จึงเดินตามไปโดยที่ไม่สนใจเสียงเรียกของพิทักษ์หรือพี่ใหญ่พี่ชายของพ่อของจอมทัพหลานของเขาที่อยากจะคุยกับเขาเกี่ยวกับธุรกิจต่อจากเมื่อเช้า
เขาเดินมาเรื่อย ๆ จนเห็นปารมีนั่งหลับตารับลมที่หัวเรือด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็โล่งใจเพราะเขากลัวว่าเธอจะคิดมากจนเครียดอีก หลังจากที่เขาได้รู้อะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับปารมี มันทำให้เขานั้นเริ่มอยากจะรู้จักเธอให้มากขึ้น เขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่เหมือนกับปารมีมาก่อนเลยในชีวิต ในมุมมองเขานั้นเธอเหมือนกับแก้วใสที่ภายนอกดูแข็งแกร่ง แต่ทว่ากลับเปราะบาง อีกทั้งยังชอบทำอะไรให้เขาประหลาดใจอยู่เสมอ
และดูเหมือนว่าแม่ของเขานั้นก็คงจะชอบเธออยู่ไม่น้อยซึ่งมันเป็สิ่งดีสำหรับเขาไม่น้อย และมันเป็เครื่องการันตีว่าเขานั้นเลือกคนไม่ผิด ถ้าจะถามเขาว่าทำไมเขาถึงยึดติดกับปารมีมากขนาดนี้แล้วละก็ มันคงเริ่มต้นั้แ่วันแรกที่เขาและเธอได้เจอกัน สายตาคู่นั้นที่เธอมองมาที่เขาอย่างตำหนิอย่างที่ไม่เคยมีใครทำกับเขามาก่อน
นั่นมันก็เป็แค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขานั้นเริ่มสนใจเธอ แต่ถ้าเป็สิ่งที่ทำให้เขานั้นติดใจละก็คงเป็จูบที่ไม่ได้ตั้งใจของเธอในวันนั้นละมั้ง
เขาเดินไปนั่งข้าง ๆ ปารมีด้วยแรงปรารถนาของเขาที่อยากจะอยู่ใกล้ ๆ เธอ เขายิ้มเมื่อสังเกตชุดเดรสสีขาวที่ยาวคลุมเข่าพร้อมกับผ้าคลุมไหล่สีกรมที่แม่ของเขาเตรียมเอาไว้ให้ปารมี
อย่างน้อยแม่เขาก็รู้ใจเขาไม่น้อยเลยทีเดียว เห็นทีกลับไปคงต้องตบรางวัลให้กับคุณแม่ดีเด่นของเขาสักหน่อยแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป