“ตู้ม..กรีดๆๆ”
เสียงะเิดังสนั่น ปะปนกับเสียงหวีดร้อง ของผู้คนมากมายทั้งชายหญิง แต่ในหูของชายร่างสูงในเวลานี้ กลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่ชัดเจนกว่า
ร่างของเขาถูกกระชากออกจากวงล้อมของฝูงชนมากมาย ฝ่ามือของใครบางคน ที่เย็นเฉียบกลับแ่า ราวโซ่ตรวน
“วิ่งเร็วเข้า!”
เสียงของชายหนุ่มหน้าใสคนนั้นะโ…โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง แต่ธัณก็วิ่งตาม โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า…เขาอยากจะรอด หรือแค่ไม่อยากปล่อยมือ
บึก..บึก.. เสียงเท้าสองคู่กระแทกพื้นคอนกรีตสลับกันอย่างรีบเร่งประสานกับจังหวะหัวใจของธัณ ที่เต้นไม่เป็จังหวะ หรืออาจจะเป็จังหวะของเขาเพียงคนเดียว
ทุกอย่างเคลื่อนไหวรวดเร็ว เต็มไปด้วยความรุนแรงของเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุม ซึ่งเขาไม่จำเป็ต้องหนีและเกรงกลัว
แต่ในห้วงเสี้ยววินาที…เวลาของเขากลับเดินช้าลง สายตาของเขาเบนไปยังใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มผู้นำพา คนแปลกหน้าที่คว้าข้อมือของเขาเอาไว้แน่น
เส้นผมพลิ้วไหว หยาดเหงื่อเกาะที่ขมับ ดวงตาจดจ่อไปข้างหน้า แต่ธัณกลับเผลอจ้องมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มันไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่ความตื่นตระหนก...แต่มันคืออะไรบางอย่างอะไรที่สะกิดหัวใจของเขาให้สะท้านวาบ โดยไม่ทันตั้งชื่อ และนั่นคือวินาทีแรกที่เขาเริ่ม “จำ” ชายหนุ่มคนนี้ได้ ไม่ใช่ด้วยชื่อ แต่ด้วย ความรู้สึก…
ย้อนกลับไป 1เดือนที่แล้ว
วู้ๆๆ เสียงลมที่พัดผ่านหน้าบ้านในเช้าวันนั้น...ไม่ใช่สายลมเย็นสบายแบบที่มันเคยเป็มาตลอด วันนี้มันร้อน แห้ง และเต็มไปด้วยฝุ่นผงจากล้อรถที่ผ่านไปมาไม่ขาดสาย
จิรวัฒน์ /จิน ชายหนุ่มวัย 29ปีผู้ทิ้งงานที่มั่นคง เขาเคยเป็พนักงานบริษัทในเมืองหลวง มีโต๊ะทำงาน มีคอมพิวเตอร์ และมีความฝันเล็ก ๆ ว่าจะมีชีวิตเรียบง่ายทำงานจนเกษียณ กับงานที่นั่น
แต่แล้ว สิ่งที่เขาเห็นมาตลอดหลายปี กลับเป็ความเหลื่อมล้ำ ภาษีที่บริษัทจ่ายอย่างบิดเบี้ยว
การใช้แรงงานอย่างเอาเปรียบเกินควร และผู้บริหารที่พูดถึงแต่ “กำไร” แต่ไม่เคยมองเห็นค่าของ “คน”
ในวันที่บริษัทประกาศ เล่นเกมกับการจ่ายภาษี ด้วยการเล่นแร่แปลความทางกฎหมาย ทำให้เขาจึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด เพื่อปลูกผัก เลี้ยงปลา ทำไร่ทำสวน ตามอาชีพที่ทางบ้านทำกันอยู่ ด้วยเงินที่เก็บมาก้อนหนึ่ง
แต่ทันทีที่เดินเข้าซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้าน ป้ายขนาดใหญ่โต จินไม่สามารถยืนมองเฉยๆ ได้ การกลับมาอยู่บ้านเกิด เขาหวังจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน หากมีเื่นี้
เขายืนอึ้งอยู่ตรงป้าย จำนวน2สองป้ายที่ตั้งตระหง่าน ขนาดเท่าๆ กัน แต่ข้อความต่างกันคนละขั่ว
หนึ่งคือป้ายสีสันสดใส ตัวอักษรเป็ทางการ มีภาพประกอบ และจัดวางรูปแบบสวยงาม เกิดจากจัดพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ที่ดี เขียนว่า “โครงการวันเดอร์แลนด์” ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก สนามกีฬา กาสิโน โรงแรม ครบวงจร
ส่วนอีกป้าย ขึงด้วยเชือกป่านเก่า ๆ ตัวอักษร เขียนด้วยลายมือ แดงฉาน “เราไม่เอาวันเดอร์แลนด์”บนผ้าขาวที่มีรอยขาดเล็กๆ ทั่วทั้งผืน
“…บ้าจริงหนีพวกเห็นแก่ตัว ยังมาเจอหนักกว่าอีกเหรอเนี่ย!”
จินยืนมองป้ายแล้วบ่นในลำคอ ก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้นจากด้านหลัง
“ไอ้จิน..ใช่จินหรือเปล่าว่ะ!”
เต้ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ หนวดครึ้ม เดินมายกยิ้มอย่างตื่นเต้น ก่อนที่จะแน่ใจ เดินเข้ามากอดไหล่จินแรง ๆ เพราะเขาคือเพื่อนสนิทสมัยมัธยม
บทสนทนาของเพื่อนรักทั้งสอง เริ่มต้นที่เื่งานในเมืองกรุง แต่จบลงที่คำว่า “เวนคืน” กับ “สัมปทานรัฐ”
“แม่งแย่งที่ดินชาวบ้าน เอาไปให้กลุ่มทุนสร้างบ่อนอ่ะจิน ผู้ใหญ่ หลวงตาที่วัด คุณครู คนเฒ่าคนแก่ ชาวบ้านทุกคน พวกเรารวมตัวกันคัดค้าน”
เต้เล่าด้วยแววตาจริงจัง น้ำเสียงมั่นคง และน้ำเสียงนี้กำลังปลูกอะไรบางอย่างในตัวจินขึ้นมา
สิ่งที่จินเคยกลัวว่าเขาอ่อนแรงเกินกว่าจะสู้ ทั้งกับบริษัทและเ้านายที่เห็นแก่ตัว จนเขาต้องพาตัวเองเดินออกมา เพราะไม่มีอะไร จะไปต่อกลอนกับเขาได้
แต่เวลานี้หลังจากได้เห็นแววตาของเต้ และเื่ราวการยืนหยัดต่อสู้เพื่อถินฐานบ้านเกิด มันกลับกลายเป็ไฟที่ค่อย ๆ ลามเข้าสู่รอยแผลเดิมในใจ
จินเคยชูป้ายเรียกร้องความยุติธรรมกับเพื่อนๆ ตอนเป็นักศึกษา เขาเคยถูกตำรวจผลัก ถูกกล่าวหาว่าเป็ตัวปั่น และเคยแกนนำม๊อบ เขาเคยต่อสู้จนได้รับความชัยชนะมามาก
แต่ตอนนี้ มันไม่ใช่แค่เื่ความยุติธรรม แต่มันคือ บ้านของเขา จินจ้องมองั์ตา เพื่อนรักอย่างมุ่งมั่น พร้อมน้ำเสียงที่หนักแน่น
“กูจะไม่ยอม..แม้ตารางนิ้วเดียวโว้ยเต้”
ฟากฝั่งใครคนหนึ่งที่เมืองกรุง
เสียงสายลมพัดผ่านม่านกระจก ห้องทำงานที่สูงที่สุดของ อาคารรัฐเศรษฐกิจแห่งชาติ เลขาหนุ่ม รูปร่างหน้าตาดี ภูมิฐาน นามว่า ธีรเทพ ธีรกิจเจริญกุล หรือ ธัณ
ชายหนุ่มผู้มากด้วยประสบการณ์ และแบกรับชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของตระกูล ตระกูลผู้อยู่เื้ั การบริหารงานบ้านเมือง ที่เปรียบเสมือน “เครื่องราชเข็มประดับบารมี” ที่ประทับไว้บนบ่า นักบริหารเบื้องหน้าทุกคน
แม้ตัวเขาจะอายุเพียงยี่สิบเก้าปี แต่ความสามารถ ในการทำหน้าที่เป็กุนซือคล้าย “เงา”
ที่เคลื่อนไหวอยู่เื้ัคำสั่งรัฐ มากมายหลายกระทรวง ด้วยความรู้ทางเศรษฐศาสตร์และบริหารรัฐกิจ จากต่างประเทศ
นิ้วมือเรียวลูบไปบนแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้ม ที่เพิ่งเซ็นอนุมัติ พลันเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เขารีบรับสาย และไม่ต้องใช้เวลานานนัก สีหน้าเยือกเย็นก็เริ่มเปลี่ยนไป
“ครับท่านรอง..แต่ว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ ผมคิดว่าน่าจะแจ้งนักข่าวด้วย”
“แล้วแต่คุณจะจัดการ..”
เสียงปลายสายตอบเพียงสั้นๆ แต่มันคือหน้าที และการใช้มันสมองของเขาทั้งหมดในการบริหารจัดการ
ธัณมีโอกาสได้ทำงานกับทีมเื้ั คณะผู้บริหารระดับประเทศ ั้แ่เรียนมหาวิทยาลัย จึงไม่แปลกที่อายุยังน้อย แต่กลับได้รับหน้าที่และความไว้วางใจจากผู้บริหารระดับสูง
ทั้งต้นตระกูลที่ทำงานเช่นนี้มาั้แ่รุ่นทวด จนถึงรุ่นปัจจุบัน ทั้งเขา พี่สาว พี่ชายและน้องชาย ก็ล้วนแล้วแต่มีหน้าที่การงาน ในทำนองเดียวกันทั้งนั้น
เรียกได้ว่า หากใครได้ขึ้นมาดูแลกระทรวงสำคัญ จำเป็ต้องมีเลขาและที่ปรึกษาที่เก่งมาประดับบารมี และหนึ่งในตัวเลือกที่จะต้องถูกเทียบเชิญลำดับต้นๆ ก็คือ คนที่มาจากของตระกูล ธีรกิจเจริญกุล
ธัณผ่านการทำงานมาหลายกระทรวง แม้แต่ที่นี่ กับรองรัฐมนตรีสมัยก่อน ต่อให้เขารู้ดีว่า การลงพื้นที่คือเื่ที่ ตัวผู้บริหารควรทำ
แต่กับครั้งนี้ที่มีม๊อบประท้วงโครงการ ของท่านรองรัฐมนตรีที่เขาทำหน้าที่เป็เลขาอยู่ มันไม่ใช่แค่การเจรจาต่อรอง แต่ถ้าหากเกิดมีเหตุการณ์รุนแรง อาจหมายถึงความปลอดภัย ของเ้านายของเขาอีกด้วย
.........................................................................................
รถยนต์ของคณะรองรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโครองการ เคลื่อนผ่านแนวกั้นเหล็กฝ่าฝูงชน เสียงของสื่อมวลชนดังระงม กล้องวิดีโอไล่จับภาพ
“พวกเราจะไม่ย้ายไปไหนทั้งนั้น!”
เสียงชายวัยกลางคนะโขึ้นกลางลานวัด ข้างกายเขาคือชาวบ้านจำนวนมากที่ยืนท่ามกลางแดดเผา พร้อมผ้าสีขาว ที่มีอักษรแดงว่า “ไม่เอาวันเดอร์แลนด์!”
“จะให้เรายอมเสียผืนดินนี้ เพื่อห้างสรรพสินค้า เพื่อบ่อน เราไม่ยอม”
“ไม่เอา!..ไม่เอา”
เสียงของจินและชาวบ้านหลายร้อยคนะโดังลั่น ขณะที่รถยนต์ของรองรัฐมนตรี และเลขาธัณขับผ่าน ก่อนจะรีบเดินเข้าไปในศาลาวัด และปล่อยให้ธัณเดินออกมารับหน้าผู้ชุมนุม
ธัณยืนอยู่ในชุดสูทเรียบสีน้ำเงิน กำมือแน่นกับแฟ้มเอกสารที่แนบอก หน้าที่ของเขาในฐานะเลขารองรัฐมนตรีไม่ใช่การ “แก้ปัญหา”
แต่คือการ “ควบคุมปัญหาไม่ให้ลุกลาม” เขาเรียนรู้สิ่งนั้นมาั้แ่ยังจำความได้
เขาโตมากับเสียงโทรศัพท์ตีสอง การจดบันทึกการประชุม ป้ายประท้วง และการกดไหล่เบา ๆ จากเ้านายของพ่อ หลังจบการแถลงข่าว ด้วยถ้อยแถลงที่พ่อเขียนเองทุกตัวอักษรให้เ้านายอ่าน
“เราต้องนิ่งกว่ากระแส ถ้าคิดจะอยู่เหนือมัน”
ธัณพยายามบอกตัวเองเสมอ แต่ว่าวันนี้ เขากลับรู้สึกได้ถึงความปั่นป่วนไม่ใช่มาจากฝูงชน แต่จากคนเพียงคนเดียว
เมื่อสายตาของเขาสบกับชายหนุ่มผิวแทนผู้หนึ่ง ที่ดูเหมือนตอนนี้ จะเป็หนึ่งในแกนนำในการประท้วงครั้งนี้
คนที่เดินขึ้นมายืนกลางแดด เปิดไมค์เสียงชัด คนที่เสนอให้คุยกันตรงนี้ กลางลานวัด ท่ามกลางทุกคน
“ท่านรองรัฐมนตรี ที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน จะนั่งในร่ม ขณะที่พวกเราทุกคน ยืนกลางแดดรอคำตอบ จากท่านอย่างนั้นเหรอ?”
จินถือโทรโข่งะโถามเลขารองรัฐมนตรี ที่เดินออกมาแจ้งข่าว เพื่อขอให้ส่งตัวแทนผู้ชุมนุม เข้าไปประชุมกับท่านรองรัฐมนตรี ที่นั่งอยู่ในศาลาวัด
ในขณะที่ผู้ชุมนุม ซึ่งเป็ชาวหลายร้อยคนตากแดด รอคำตอบ มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
“ผมเพียงแต่้าหารืออย่างเป็ทางการ”
“ก็เชิญครับ ท่านมาเลย พวกเราเตรียมเสื่อไว้ให้แล้ว”
จินส่งสายตาอย่างไม่ยอมพ่าย ในขณะที่ธัณรู้สึกว่าทั้งชีวิตของเขาไม่มีใครกล้าพูดจาเช่นนี้กับเขามาก่อน
ไม่มีใครกล้ามองตาเขาแบบนี้มาก่อน แต่จินทำ และทำโดยไม่หลบสายตาเขาแม้เสี้ยวนาที แต่แล้วระหว่างเจรจาอยู่นั้น..
ตู้ม!!...
.........................................