ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 200 เคล็ดวิชาจอมเขมือบ

        เคล็ดวิชาจอมเขมือบคือสิ่งที่เขาชิงมาจากสำนักชั่วร้ายแห่งหนึ่งเมื่อพันปีก่อนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร

        สำนักชั่วร้ายนั้นสร้างแผ่นป้ายเรียกวิญญาณเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตอย่างโหดเหี้ยมบรรพบุรุษจาวหุนของประมุขสำนักนั้นก็คือเซียนพเนจรที่ฝ่าด่านเคราะห์ล้มเหลวเชี่ยวชาญในเคล็ดวิชาเรียกวิญญาณ ทำให้ผู้คนในยมโลกทำอะไรไม่ถูกในตอนนั้นเสิ่นเสวียนร่างแหลกสลายไปไม่นาน ร่างจิตวิญญาณยังไม่มั่นคงได้เจอกับบรรพบุรุษจาวหุนมาก่อน

        เนื่องจากการควบคุมของอีกฝ่ายรวมกับพลังยุทธ์ที่เหนือกว่าเสิ่นเสวียนมากทำให้เสิ่นเสวียนเกือบแตกสลายด้วยน้ำมือของเขา

        สุดท้ายแล้วเขาสามารถเอาตัวรอดมาได้ด้วยทักษะของตนเอง

        ต่อมาหลังจากที่เขาฝ่าด่านเคราะห์สำเร็จ เขาจึงไปหาบรรพบุรุษจาวหุนด้วยตนเอง

        เขาทำลายล้างสำนักสังหารบรรพบุรุษ กำจัดสำนักชั่วร้ายทั้งหมดจนสิ้นเหลือไว้เพียงเคล็ดวิชาจอมเขมือบเท่านั้น

        เนื่องจากเคล็ดวิชาจอมเขมือบนี้ไม่ธรรมดาและยังเป็นเคล็ดวิชาขั้นเซียนอีกด้วยบรรพบุรุษจาวหุนใช้เคล็ดวิชาจอมเขมือบนี้ฝึกฝนได้จนถึงขั้นเซียนพเนจรก่อนหน้านี้เสิ่นเสวียนไม่ใส่ใจของสิ่งนี้เลย

        แต่ตอนนี้เขาคลายผนึกจนได้เคล็ดวิชาส่วนนี้มาซึ่งค่อนข้างมีประโยชน์ต่อเขา

        เขายื่นมือออกไปเคล็ดวิชาโบราณเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นใจกลางฝ่ามือเขาไม่ได้เปิดอ่านแต่ส่งพลังจิตวิญญาณเข้าไปเพื่อดูดเอาเกร็ดสำคัญของเคล็ดวิชาออกมาอย่างรวดเร็ว

        เพียงไม่นานเคล็ดวิชาก็เลือนหายไปเสิ่นเสวียนหลับตาลงพลางพยักหน้า

        เขาในตอนนี้ฝึกฝนเคล็ดวิชาจอมเขมือบอย่างสมบูรณ์แล้วด้วยการเรียนรู้ของเขาสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วมาก

        “บรรพบุรุษจาวหุนไม่แปลกใจเลยที่เจ้าฝึกฝนได้รวดเร็วเช่นนี้ เจ้าตายไปอย่างเที่ยงธรรมเคล็ดวิชาจอมเขมือบนี้ไม่กลืนกินเจ้าจนตายก็ไม่เลวแล้ว”

        เสิ่นเสวียนลืมตาขึ้นพลางส่ายหัว

        เคล็ดวิชาจอมเขมือบนี้สามารถกลืนกินได้ทุกสรรพสิ่ง

        แม้ประโยคนี้จะค่อนข้างเกินจริงแต่กลับสามารถกลืนกินได้หลายอย่าง โดยเฉพาะผู้ฝึกฝนหากว่ากลืนกินเข้าไปแล้วจะสามารถแปรเปลี่ยนพลังของอีกฝ่ายมาเป็นของตนเองได้และแน่นอน มันกลืนกินได้ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ซึ่งอาจโดนพลังสะท้อนกลับได้ง่าย

        แต่สำหรับเสิ่นเสวียนในตอนนี้สิ่งนี้นับว่าสามารถปกป้องชีวิตตนเองได้! จากการคิดคำนวณพลังของเขาในตอนนี้หากต้องเผชิญกับสถานการณ์เป็นตายเข้าจริงๆเขาสามารถกลืนกินผู้ฝึกตนขั้นจักรพรรดิระดับต้นคนหนึ่งได้เลยทีเดียว

        เสิ่นเสวียนลงจากเตียงแล้วยืนอยู่ในเรือนจากนั้นก็ยื่นมือออกไปทางเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วพลังกลืนกินก็พลุ่งขึ้นจากใจกลางฝ่ามือของเขาก่อให้เกิดเป็นวังวนพุ่งเข้าปกคลุมเก้าอี้ตัวนั้น

        เดิมทีเก้าอี้ไม้วางตั้งอยู่กลับแหลกละเอียดไปเนื่องจากพลังกลืนกินที่พุ่งเข้าใส่ ทำให้มันกลายสภาพเป็นผุพังลงไปอย่างรวดเร็วและมีไอพลังสีครามล่องลอยจากเก้าอี้พุ่งตรงไปหาเสิ่นเสวียนและเมื่อสูญสิ้นพลังสีครามเหล่านี้ไปเก้าอี้ตัวนั้นก็กลายเป็นผุยผงร่วงโรยลงไปที่พื้นทันที

        เก้าอี้ตัวนี้ถูกสร้างขึ้นจากไม้สาลี่เนื้อดีภายในนั้นผสมผสานไปด้วยองค์ประกอบพลังธาตุไม้อยู่เต็มเปี่ยมและยังเป็นพลังธาตุไม้ที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดเจือปน

        “หากเข้าไปดูดซับพลังในป่าเขาอาจเลื่อนขั้นได้ในเวลาไม่นาน!”

        เสิ่นเสวียนดึงมือกลับมาพลางกล่าวด้วยอารมณ์หลากหลายทว่า หากเขาต้องแลกด้วยบางอย่างเพื่อการดูดซับพลังจากธรรมชาติเขาคงทนไม่ได้เช่นกัน พลังที่เขาต้องการทั้งหมดในตอนนี้ต่อให้ดูดซับพลังจากเขาทั้งลูกก็คงไม่เพียงพอ

        เสิ่นเสวียนเดินไปยังเก้าอี้ที่กลายเป็นผุยผงแล้วและใช้มือหยิบเศษผงเหล่านั้นขึ้นมาพลางยิ้มน้อยๆ จากนั้นเขาก็เดินออกไปจากเรือน

        ช่วงเที่ยงคืนทั่วทั้งเมืองชางฉงยังคงเงียบสงบ ผู้คนกำลังอยู่ในห้วงนิทรา

        ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า

        เสิ่นเสวียนเดินออกจากเรือนไปอย่างเชื่องช้าปีนข้ามกำแพงออกไปอย่างเงียบงัน

        เขาตัดสินใจแล้วว่าพรุ่งนี้จะออกจากที่นี่มุ่งหน้าไปยังสถาบันวิญญาณก่อนออกเดินทาง เขาต้องไปยังหอคอยเฟิงเหลยก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าน้องสาวของเว่ยเฉิงเย่ยังปลอดภัยดีหรือไม่นี่คือความต้องการเพียงหนึ่งเดียวของเว่ยเฉิงเย่ ซึ่งช่วยเขาสักหน่อยคงไม่เป็นอะไร

        สามวันที่ผ่านมามีคนจับตามองเขาอยู่ตลอดที่ด้านนอกสวน เขาจึงเก็บตัวตลอดสามวันหลังจากสังเกตมาสามวัน เขาพบว่าอีกฝ่ายจะกลับไปในช่วงเที่ยงคืนและกลับมาใหม่ในช่วงรุ่งสาง

        เขามีเวลาสองชั่วยามซึ่งสองชั่วยามนี้เพียงพอแล้วสำหรับเขา

        เมื่อออกจากสวนเสิ่นเสวียนเดินไปบนถนนตามลำพัง สายลมหนาวพัดผ่าน เมื่อเทียบกับตอนกลางวันที่คนพลุกพล่านแล้วถนนตอนกลางคืนค่อนข้างหดหู่

        “หลังจากนี้พวกเราต้องไปทางไหนต่อ”

        เสิ่นเสวียนส่งกระแสจิตถามเว่ยเฉิงเย่

        เว่ยเฉิงเย่ในตอนนี้ยังคงอยู่ในมิติรอบนอกผังเมืองซานเหอแต่เสิ่นเสวียนคลายผนึกออกทำให้เขามองเห็นภายนอกได้จากในนั้น

        ซึ่งคนภายนอกไม่อาจสังเกตเห็นเขาได้

        เว่ยเฉิงเย่มองถนนภายนอกอยู่นานเห็นได้ชัดว่าเขาตื่นเต้นมาก

        “ขอบคุณผู้อาวุโส”

        ในน้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งเขาคิดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นเสวียนจะทำตามความต้องการของเขายอมออกมาเสี่ยงอันตรายเช่นนี้จริงๆ

        อันตรายที่หอคอยเฟิงเหลยไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาแม้เสิ่นเสวียนจะมีฝีมือ แต่คงเป็นเหมือนมดตัวหนึ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าหอคอยเฟิงเหลย

        “นำทางเถอะเวลาค่อนข้างจำกัด”

        เสิ่นเสวียนกล่าวเนื่องจากเวลามีจำกัดจริงๆ ขั้นจักรพรรดิห้าคนที่เฝ้าดูอยู่รอบๆสวนยังไม่ใช่พลังที่เขาจะต้านทานได้จริงๆ

        “ได้เดินหน้าไปราวสี่ลี้ จากนั้นเลี้ยวซ้ายแล้วเดินไปอีกหกลี้”

        เว่ยเฉิงเย่บอกทางเสิ่นเสวียนส่วนเสิ่นเสวียนก็มุ่งหน้าไปตามทางนั้นอย่างรวดเร็ว

        ตอนที่เขาเดินทางเขาระวังตัวเป็นอย่างมาก ไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาใดๆ ใช้เพียงพลังร่างกายเท่านั้นด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายเขาระยะทางสี่ลี้เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น

        เพียงไม่นานเขาก็เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา และมุ่งหน้าต่อไป กระทั่งมองเห็นสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นอยู่ด้านหน้า

        “สิ่งก่อสร้างคล้ายโดมเบื้องหน้าใช้เพื่อทำพิธีกรรมของแคว้นเฟิงเหลยหอคอยเฟิงเหลยอยู่ทางนั้นด้วย”

        เสิ่นเสวียนมองตามไปเพียงไม่นานเขาก็เดินเข้าไปถึงสิ่งก่อสร้างคล้ายโดมแห่งนั้น

        สิ่งก่อสร้างคล้ายโดมนั้นคือศาลเจ้าทำพิธีกรรมของราชวงศ์ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่ตั้งจิตวิญญาณของจักรพรรดิรุ่นก่อนแห่งแคว้นเฟิงเหลยบอกว่าเป็นศาลเจ้า ไม่สู้เรียกว่าศาลบรรพบุรุษแห่งราชวงศ์ดีกว่า

        บริเวณโดยรอบมีการป้องกันอย่างแน่นหนาทหารมากมายเดินผ่านไปมา แต่ละคนถือหอกอยู่ในมือ กวาดตามองไปรอบๆด้วยแววตาโหดเหี้ยม หากเจอสิ่งน่าสงสัยพวกเขาจะเข้าไปจัดการในทันที

        ทหารหนึ่งกองมีแปดคนทุกคนมีพลังยุทธ์ขั้นแม่ทัพ หัวหน้ากองจะเป็นยอดฝีมือขั้นบรรพบุรุษรวมแล้วเป็นขั้นบรรพบุรุษหนึ่งคน ขั้นแม่ทัพเจ็ดคน กองกำลังเช่นนี้หากไม่ใช่ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งมาก อย่าหวังจะหนีรอดการตรวจสอบของพวกเขาไปได้เลย

        “ที่นี่คือศาลเจ้าเป็นสถานที่ทำพิธีกรรมของราชวงศ์หอคอยเฟิงเหลยตั้งอยู่ในตำแหน่งที่อ้างอิงจากกลุ่มดาวหมีใหญ่บนท้องฟ้า”

        เว่ยเฉิงเย่กล่าวกับเสิ่นเสวียนเสิ่นเสวียนจึงเงยหน้ามองบนท้องฟ้า

        ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็ขรึมลง

        วันนี้เป็นคืนเดือนมืดไม่เห็นดวงดาวอื่นๆ เลย ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงกลุ่มดาวหมีใหญ่

        “คืนเดือนมืดมองไม่เห็น”

        เสิ่นเสวียนกลอกตามองบนเขาคิดไม่ถึงเลยว่าที่นี่จะใช้วิธีแบบนี้ด้วย

        “หากเป็นคืนเดือนมืดผู้อาวุโสโปรดดูที่อัญมณีสีม่วงบนหลังคาศาลเจ้า แสงที่สะท้อนออกมาจากมณีจะชี้ตำแหน่งที่ถูกต้อง”

        เว่ยเฉิงเย่คิดไปถึงวิธีที่สองจึงบอกเสิ่นเสวียนทันที

        นี่คือความลับของราชวงศ์หากไม่ใช่บุคคลสำคัญในราชวงศ์ไม่มีทางรู้เรื่องได้เลย

        หอคอยเฟิงเหลยที่ทุกคนรู้จักดีคนที่รู้ตำแหน่งของมันมีอยู่ไม่มากนัก และยังตามหาเจอยากมากอีกด้วย

        เพียงเพราะหอคอยเฟิงเหลยไม่ได้อยู่บนพื้นแต่อยู่ที่ใต้ดิน

        “เห็นแล้ว”

        เสิ่นเสวียนมองไปและชี้ไปยังทุ่งหญ้าสีเขียวที่แสงสะท้อนลงไป

        “ผู้อาวุโสไปตรงนั้นได้เลย”

        เว่ยเฉิงเย่กล่าว

        เสิ่นเสวียนได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าแล้วหลบเลี่ยงทหารลาดตระเวนกองหนึ่ง เข้าไปยังตำแหน่งนั้นอย่างเงียบเชียบ

        “หอคอยเฟิงเหลยอยู่ด้านล่างนี้”

        เว่ยเฉิงเย่กล่าวต่อ