ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 145 เจ้าสำนักสำนักพยัคฆ์ขาว

      “วิ้ง……”

          ดาบสงครามส่งเสียงยาวเสียงก้องกังวานราวกับเสียงลมพายุทันใดนั้นอานุภาพของพลังจากดาบก็แผ่ซ่านและเปล่งเสียงไปทั่วในถ้ำ อักษรยันต์บนดาบเปล่งประกายแสงจ้าอย่างทรงพลัง

          “นี่มันอาวุธยันต์ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นอาวุธยันต์!”

          ตู้เซ่าฝู่ตะลึง ดาบสงครามที่พี่รองเรียกมันว่า‘ปลิดพันชีพ’ คืออาวุธระดับอาวุธยันต์เลยทีเดียว

      ปกติแล้ว ผู้ฝึกฌานถึงขนาดขั้นชีพจรประสานวิญญาณจำนวนหนึ่งก็ยังยากที่จะมีอาวุธวิญญาณสักชิ้นหนึ่งไว้ในครอบครองและดาบสงครามเล่มนี้ยังมีขั้นสูงถึงขั้นอาวุธยันต์อีกด้วย ซึ่งแข็งแกร่งทนทานกว่าอาวุธวิญญาณขั้นหนึ่ง

      “ดาบชั้นยอดเลย!”

          ตู้อวิ๋นหลงดีใจมาก ดาบสงครามเล่มเดิมที่เขามีถูกฉิวเจียงทำลายไปแล้วการที่ได้รับ ‘ปลิดพันชีพ’ มาในขณะนี้ราวกับว่าสวรรค์เตรียมเอาไว้ให้เขา

      ดาบสงครามที่เป็นอาวุธในระดับอาวุธยันต์มูลค่าสูงมากจนทำให้คนนับต่อนับต้องการ หากข่าวนี้แพร่ออกไปจะไม่ใช่แค่คนในเมืองหลวงมณฑลหลันหลิงที่ตื่นเต้นคิดจะมาแย่งชิงคนอื่นทั้งแคว้นต่างก็ต้องการมันมาครองเช่นกัน

          มีอาวุธระดับอาวุธยันต์หนึ่งชิ้นสามารถทำให้พละกำลังแข็งแกร่งขึ้นมากหลายเท่า

      “หยดโลหิตแสดงตัวเป็นผู้ครอบครอง”

          ตู้อวิ๋นหลงรวบรวมพลังลมปราณจากนั้นกรีดเลือดที่ปลายนิ้วและหยดบนดาบสงคราม ‘ปลิดพันชีพ’ อักขระยันต์บนดาบสงครามระเบิดพลังออกมา มีคลื่นพลังอานุภาพรุนแรงซัดผ่านไปทั่วทิศทางจากนั้นค่อยๆ นิ่งสงบไป

          “คลายพลัง!”

          เมื่อตู้อวิ๋นหลงหยุดการรวบรวมพลังด้วยฝ่ามืออักษรยันต์จำนวนมากบน ‘ปลิดพันชีพ’ ที่เคลื่อนไหวตามการเคลื่อนไหวของฝ่ามือก็หยุดเคลื่อนไหวและดาบเล่มนี้กลายสภาพกลายเป็นอักษรยันต์เปล่งแสงและพุ่งเข้าไปกลางฝ่ามือของตู้อวิ๋นหลง

      ตู้เซ่าฝู่เห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้กลับไม่ได้แปลกใจอะไรอาวุธที่อยู่ในระดับอาวุธวิญญาณ ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในถุงหยินหยางแล้วอาวุธที่อยู่ในขั้นอาวุธวิญญาณสามารถกลายสภาพเข้าไปในจุดเสินเชวี่ยสำหรับการเก็บรักษามันด้วยพลังปราณเสมือนกับการที่พลังปราณไหลเวียนทั่วร่างในการช่วยทำให้อวัยวะกล้ามเนื้อกระดูกทั้งหลายในร่างกายได้รับการบำรุงและทำให้ชุ่มชื้น

          พลังปราณที่ห่อหุ้มและรักษาอาวุธทำให้ผู้ครอบครองและอาวุธมีความเชื่อมโยงหากันมากขึ้นเวลาใช้จะทำให้คล่องแคล่วรู้ใจกันมากขึ้น หลังจากอาวุธได้รับการบำรุงผ่านจุดเสินเชวี่ยแล้วยังมีโอกาสทำให้อาวุธวิญญาณเลื่อนขั้นขึ้นไปอีก

      “ครืนๆ!”

          เมื่อตู้อวิ๋นหลงเก็บดาบสงครามปลิดพันชีพไปแล้วก็มีเสียงกระดูกเคลื่อนดังขึ้นมาจากชายวัยกลางคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่เป็นเสียงครืนๆจากนั้นร่างของเขาก็สลายกลายเป็นกองขี้เถ้าไปต่อหน้าตู้เซ่าฝู่กับตู้อวิ๋นหลงสองคนนี้

          “ร่างมนุษย์เกิดจากดินดินก็ต้องกลับสู่ดินในท้ายที่สุด เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันในเมื่อข้าได้รับสืบทอดจากท่านยอดฝีมือมาแล้ว ข้าถือว่าเป็นศิษย์ของท่านแล้วงั้นศิษย์ขอทำหน้าที่เก็บซากกระดูกของท่านไปฝังเอง”

          ตู้อวิ๋นหลงกล่าวจากนั้นก็นำซากกระดูกของยอดฝีมือวัยกลางคนคนนั้นมาฝังไว้ในกองทรายหนาอย่างเรียบร้อยจากนั้นก็ทำการคำนับคารวะบูชาก่อน จึงหันหลังไปบอกกับตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “น้องสาม พวกเราไปกันเถิด!”

          “อื้อ……”

          ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าทั้งสองคนเดินออกจากถ้ำนี้ไป เมื่อทั้งสองออกมาของนอกปากถ้ำ ขณะที่ตู้เซ่าฝู่กับตู้อวิ๋นหลงยังไม่ทันตั้งตัวทั้งถ้ำก็เริ่มเขย่าเบาๆ หน้าผาหินเกิดรอยแตกแยกจำนวนมากเป็นเส้นเล็กเส้นน้อย

          ภายนอกถ้ำมีคนหลายสิบคนรวมตัวกันอยู่ทุกคนต่างจับจ้องไปบนฟ้าตาไม่กะพริบ

      บนท้องฟ้าที่เห็นคือชายร่างหนาเหมือนหมีดูกำยำลอยอยู่รอบกายมีพลังงานจากอักษรยันต์เปล่งแสงจ้า พลังปราณหนาแน่น เคลื่อนไหวราวกับพายุซัดผ่าน

          และด้านหน้าชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีมีอสูรพยัคฆ์ตัวหนึ่งขนาดราวๆ ยี่สิบจั้งลอยอยู่พลังลมปราณของมันแข็งแกร่งและดุดันมาก จนทำให้คนหวาดกลัวจนใจสั่น

      “ฟู่!”

          ชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีสูดลมหายใจเข้าออกยาวๆจ้องอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่กำลังเหาะเหินอยู่บนท้องฟ้าตาเขม็ง อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวนี้มีฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เยอะเลยเขาที่มีฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสมบูรณ์ขั้นสูงกว่ากลับทำอะไรมันไม่ได้เลย

      “โฮก!”

          อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนคำรามสายตาจับจ้องไปที่ชายร่างบึกคนนั้น มันขยับกระพือปีกอย่างแรงจนสร้างลมกระโชกแรงได้ทั้งสองปีกมีอักษรยันต์สีสองไหลเวียนออกมา จากนั้นร่างของมันก็กระโจนออกไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมาสร้างแรงดันอัดแน่นไปทั่วชั้นบรรยากาศภายในชั่วพริบตามันก็เข้าไปถึงภายหน้าของชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีคนนั้นแล้ว

          “อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวนี้แข็งแกร่งมากจริงๆ!”

          ชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีแสดงสีหน้าประหลาดใจรีบกำหมัดสองข้าง ร่างของเขาเบนพลิ้วอย่างรวดเร็ว จากนั้นส่งพลังปราณไปห่อหุ้มทั่วหมัดความเร็วพุ่งแวบออกไปไวมากจนทิ้งเงาจางๆ ของร่างไว้สุดท้ายเขาก็พุ่งเข้าไปปรากฏกายต่อหน้าอสูรราชาพยัคฆ์กิเลน

          อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนพุ่งทะยานไปทั้งร่างกรงเล็บเสือฟาดผ่านอากาศไป มีอักษรยันต์ประกายทองห่อหุ้ม จากนั้นพลังกรงเล็บเสือก็ส่งออกไปปะทะพลังหมัดของชายที่อยู่ด้านหน้า

          “ซูมๆ ๆ!”

          ทั้งสองเงาหยุดอยู่กลางอากาศพลังอันน่าสะพรึงกลัวยังคงแผ่อยู่ ชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวทว่าก็ยังสามารถรับพลังกรงเล็บอันน่ากลัวของเสือตัวนั้นได้

          ทว่าอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนถูกซัดกระเด็นติดต่อกันหลายเมตรมันกระพือปีกแรงจึงจะทรงตัวได้ ฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับสามารถรับการโจมตีของชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีที่มีฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสมบูรณ์ได้

          “อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวนี้แข็งแกร่งมาก สามารถรับมือเจ้าสำนักได้ด้วย!”

          คนหลายสิบคนที่ยืนอยู่บนพื้นมองขึ้นบนฟ้าอย่างตะลึงพละกำลังของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้

          “ดูท่าข้าต้องใช้พลังสุดตัวในการจัดการเจ้าอสูรเดรัจฉานตัวนี้แล้ว!”

          ชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีสีหน้าขรึมขึ้นเล็กน้อยภายในร่างส่งพลังปราณโถมออกมา รอบกายมีพลังงานฟ้าดินไหลออกมาเป็นคลื่นเรื่อยๆลมปราณที่แข็งแกร่งพรั่งพรูออกมาไม่หยุด จากนั้นพูดกับคนด้านล่างทั้งหมดว่า“ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณทุกคนร่วมมือกันโจมตี รีบจัดการอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวนี้ให้ได้ก่อน!”

          “ขอรับ!”

          ที่พื้นดินที่มีคนรวมตัวกันหลายสิบคน ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณทั้งสี่คนเหาะขึ้นฟ้าชายชราทั้งหมดสามคนและสตรีวัยกลางคนเข้าไปล้อมอยู่รอบๆ กายอสูรราชาพยัคฆ์กิเลน มีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นถึงฟากฝั่งหนึ่งคนมีขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับหนึ่งคน และขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานสองคนทั้งสี่ปล่อยพลังปราณอันแข็งแกร่งออกมา ทำให้อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตกอยู่ในสภาพถูกรุมโจมตี

      “โฮก!”

      อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนคำรามเสียงดังลมปราณอันน่าหวาดผวาระเบิดแผ่ซ่านออกไปทั่ว มันตั้งท่าเตรียมกระโจนหาศัตรูท่าทางดุร้ายเกรี้ยวกราดที่สุด!

          “ลงมือ!”

          ชายชราทั้งหมดสามคนและสตรีวัยกลางคนกระโจนเข้าไปรุมโจมตีอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนพร้อมกันพลังแผ่ออกมาจากสี่ทิศทาง มีอักษรยันต์ไหลเวียนออกมาทั่วจากนั้นพุ่งเข้าไปรุมจู่โจมอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนในเวลาเดียวกัน

          “ตึงโครม!”

          อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนสยามปีกกระพืออย่างแรงจนเกิดพายุบนปีกของมันมีอักษรยันต์ไหลวนออกมา พลังอานุภาพร้ายกาจระเบิดออกมาโจมตีใส่การโจมตีของผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณทั้งสี่คนจนสลายหายไปหมด

          “เจ้าอสูรเดรัจฉาน!”

          ชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีปรากฏอยู่ด้านหลังของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนเขาปล่อยพลังหมัดใส่เกิดลำแสงพุ่งเข้าใส่กลางหลังของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนอย่างแรงจนเกิดเสียงกระแทกดังปึง

          “ปึงๆ!”

          เสียงระเบิดดังขึ้นราวกับประทัดดังสนั่นทั่วฟ้าลำแสงจากพลังหมัดอัดที่เกล็ดกลางหลังของ อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนร่างยักษ์ตัวนี้การโจมตีอันรุนแรงนี้ทำให้ร่างของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนทรงตัวไม่ได้และตกลงจากฟ้า……

          ที่พื้นดินด้านนอกถ้ำ มีเงาของคนสองคนพุ่งออกมาจากข้างในถ้ำชายหนุ่มชุดม่วงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบและโจมตีใส่คนด้านนอกที่รวมตัวกันราวๆ หลายสิบคน

          “ระวัง มีคนออกมาจากถ้ำ!”

          ทันใดนั้นมีคนตะโกนเตือนเสียงดังคนหลายสิบคนนี้แม้ยังไม่ได้มีฌานถึงขั้นชีพจรประสานวิญญาณ ทว่าพลังของพวกเขาก็ไม่ธรรมดา

      “ปึงๆ ๆ……”

          เพียงแต่ยังไม่ทันได้พูดจบก็มีเสียงดังปานระเบิดดังขึ้นในทันใดจากนั้นร่างของแต่ละคนก็ถูกซัดกระจายลอยกันไปคนละทิศละทาง ไม่มีใครสามารถสกัดการจู่โจมนี้ได้กลุ่มคนที่รวมตัวเริ่มตื่นตระหนกเกิดความวุ่นวายบนพื้นบริเวณนั้น

      ส่วนบนฟ้า อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนเซตกลงมาราวๆหลายสิบเมตร มันรีบกระพือปีกทรงตรงอย่างแรงเพื่อทรงตัว

      “ใครบังอาจกล้าลอบโจมตีอยากตายหรืออย่างไร!”

          ชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีคนนั้นกำลังคิดจะโจมตีอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนต่อทว่าทันใดนั้นเขาก็พบว่าเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบด้านล่างสีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นและรีบกระโจนลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็วประดุจการเคลื่อนไหวของสายฟ้า

      “ปึงๆ ๆ……”

          เกิดเสียงดังสะท้อนจากแรงโจมตีอย่างต่อเนื่องร่างของชายหนุ่มชุดม่วงมีแสงสีทองห่อหุ้มจางๆ มีคลื่นพลังที่สามารถสะกดทุกอย่างได้แผ่ออกมาเขาเคลื่อนตัวไปปรากฏอยู่ด้านหน้าชายหนุ่มร่างกำยำในชั่วพริบตา

      “ตู้เซ่าฝู่……”

          ชายหนุ่มร่างบึก คือเฮ่อจวินเป็นบุตรชายของเจ้าสำนักสำนักพยัคฆ์ขาวชายหนุ่มชุดม่วงที่ปรากฏต่อหน้าเขาทำให้เขาตะลึงตกใจจนหน้าซีด

      “ถูกต้อง ข้าเอง!”

          ตู้เซ่าฝู่พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำดูมีเลศนัยเขาปล่อยพลังหมัดออกไปอย่างไม่รอช้า

      “พลังของเจ้า?……เหมือนว่าพลังของเจ้าแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก!……”

          เฮ่อจวินสัมผัสถึงลมปราณบนตัวตู้เซ่าฝู่ซึ่งแข็งแกร่งกว่าคราวก่อนที่พบกันอีกเขาตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน รีบเรียกพลังปราณไปที่กำหมัด จากนั้นพยายมาต่อต้านไปสุดแรง!

          “ปึง!”

          สองหมัดปะทะกันเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวก้องไปทั่วบริเวณนั้นมีคลื่นลมรุนแรงซัดไปโดยรอบ พื้นหินแตกแยกเป็นรอยร้าวเส้นรอยแยกจำนวนมากดูแล้วเหมือนตาข่ายแมงมุมที่ขยายคล้ายเส้นตารางขยุกขยิก

      “ฟิ่ว!”

          ร่างเฮ่อจวินกระเด็นลอยปลิวไปไกลเหมือนว่าวจากนั้นก็ตกลงพื้นหินที่ห่างจากจุดเดิมหลายสิบเมตรร่างกระแทกอย่างแรงจนพ่นโลหิตออกมาปริมาณมาก

      “บังอาจทำร้ายบุตรชายของข้าอยากตายหรือ!”

          มีเสียงทุ้มต่ำของชายคนหนึ่งตะโกนมาจากด้านหลังของตู้เซ่าฝู่มาจากบนฟ้าชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีพุ่งมาหาตู้เซ่าฝู่ฉับพลันด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ

      ตู้เซ่าฝู่จ้องมองด้วยสายตาดุดันและเกรี้ยวกราดเขารีบกระโจนเข้าหาเฮ่อจวินที่ล้มอยู่บนพื้นอย่างรวดเร็ว กางห้านิ้วจิกไปที่คอของเฮ่อจวินหลวมๆ“หากเจ้ากล้าก้าวเข้ามาอีก เฮ่อจวินชีวิตไม่รอดแน่!”

          ชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีกระโจนถึงพื้นดินอย่างรวดเร็วจ้องมองไปทางด้านหน้า สีหน้าเคร่งเครียดและไม่พอใจ ทว่าเขาก็ไม่กล้าลงมือจริงๆ

      “นายน้อย……”

      แต่ละสายตาจับจ้องไปที่เฮ่อจวินมองกันด้วยความตะลึง จากนั้นก็จับต้องไปที่ตู้เซ่าฝู่

      “น้องสาม”

          ตู้อวิ๋นหลงเข้ามาถึงข้างกายของตู้เซ่าฝู่มือของเขาคว้าร่างของชายตัวใหญ่ที่มีฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นถึงฟากฝั่งไว้อยู่กล่าวว่า “เขาคือยอดฝีมือของสำนักพยัคฆ์ขาวชายด้านหน้าก็คือเจ้าสำนักพยัคฆ์ขาว เฮ่อลี่ เป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของมณฑลหลันหลิงคนหนึ่ง”

          ตู้เซ่าฝู่ยกเฮ่อจวินขึ้นมาใช้ห้านิ้วมือจิกลงที่ลำคอของเฮ่อจวิน กวาดสายตามองทุกคนที่อยู่รอบๆสุดท้ายก็หยุดมาจ้องที่ชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีเฮ่อใบหน้าและลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกับเฮ่อจวิน ในใจของตู้เซ่าฝู่เองก็พอเดาสถานะของเขาออกอยู่บ้าง

      “เจ้าหนู เจ้าเป็นใคร ปล่อยบุตรชายของข้าเดี๋ยวนี้เรื่องอื่นมาคุยกันดีๆ ได้”

          เฮ่อลี่จ้องมองตู้เซ่าฝู่กับตู้อวิ๋นหลงด้วยสายตาไม่พอใจและหน้าเสียคนในมณฑลหลันหลิงไม่เคยมีใครที่กล้าข่มขู่เขามาก่อน

      “ข้าชื่อตู้เซ่าฝู่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ข้าเคยต่อสู้กับบุตรชายของเจ้า นี่คือครั้งที่สองแล้ว”

          ตู้เซ่าฝู่มองเฮ่อลี่ลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างชายกำยำร่างใหญ่เหมือนหมีแข็งแกร่งจนทำให้ตู้เซ่าฝู่แอบรู้สึกใจสั่นพละกำลังของคนนี้แข็งแกร่งมาก แม้ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าและบิดาขี้เมาของตนทว่าก็เป็นยอดฝีมือที่สุดยอดคนหนึ่ง

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน