เล่มที่1 บทที่30 บึงน้ำที่น่ากลัว
นอกจากหลี่หลิงเอ๋อที่หันมาตอบรับการทักทายของเขาด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยแล้วสองคนที่เหลือกลับมีท่าทีเ็า เพียงใช้สายตาพินิจมองจั่วเฉินเท่านั้น
ในตอนที่คนทั้งหมดเตรียมออกเดินทางที่ด้านหลังก็ปรากฏเงาของคนผู้หนึ่งขึ้น คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เป็เซียวหลิงฟงนั่นเอง
“ศิษย์น้องหญิงทั้งหลายจะไปทำภารกิจหรือ”เซียวหลิงฟงถามด้วยรอยยิ้ม
“ถูกต้อง” พอเจียงเม่ยเห็นเซียวหลิงฟงปรากฏตัวใบหน้าที่เ็าเมื่อครู่ก็แต้มไปด้วยรอยยิ้มทันที “หรือศิษย์พี่เซียวก็จะไปทำภารกิจด้วย”
“ใช่ ข้ารับภารกิจมาอย่างหนึ่งจะต้องไปสังหารัเจียวดำแปดกรงเล็บ เช่นนั้นไม่สู้ไปด้วยกันดีหรือไม่”เซียวหลิงฟงเอ่ย
“เอาสิ ตลอดทางจะได้มีศิษย์พี่ช่วยดูแลศิษย์พี่มีพลังระดับเรียกิญญาขั้นสอง เช่นนั้นก็จะปลอดภัยขึ้นเยอะ”เจียงเม่ยปรบมือ
เซียวหลิงฟงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“ใช่ภายในขุนเขาร้าวเวหามีอันตรายอยู่เต็มไปหมด พวกเ้ายังไม่คุ้นชินเส้นทางข้าจะได้ช่วยนำทางให้พอดี”
ขณะที่พูด สายตาของเซียวหลิงฟงก็ไม่ได้ละไปจากตัวหลงซินเย่เลยทว่านอกจากเจียงเม่ยแล้ว ไม่ว่าจะเป็หลงซินเย่ หลี่หลิงเอ๋อ หรือแม้แต่อิ๋นชิวสุ่ยก็มีสีหน้าสงบนิ่งไม่ได้มีท่าทีตื่นเต้นกับการปรากฏตัวของเขาเท่าไรนัก
“เช่นนั้นก็รบกวนศิษย์พี่เซียว”อิ๋นชิวสุ่ยเอ่ย
“ไม่รบกวนๆ ” เซียวหลิงฟงได้ยินเช่นนั้นก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทว่าพอเห็นจั่วเฉินแล้วกลับต้องขมวดคิ้ว
“เขาไปด้วยหรือ”
“ใช่” หลงซินเย่ตอบ
“ระดับหลอมรวมขั้นสี่ต่ำเกินไป เป็ภาระชัดๆ”เซียวหลิงฟงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า ทว่าครู่เดียวม่านตาก็หดเล็กลง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม
“ทว่าก็ดี มีข้าอยู่ทั้งคนย่อมต้องคุ้มกันศิษย์ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นสี่ได้สบายมากในเมื่อเป็ผู้ติดตามของศิษย์น้องหลง เช่นนั้นก็พาไปเปิดหูเปิดตาด้วยกันเถอะ”
หลังจากเหลือบมองอีกฝ่ายจั่วเฉินก็ลอบยิ้มในใจ
คุ้มกันหรือ? หึหากเซียวหลิงฟงผู้นี้ไม่หาเื่เขาตอนอยู่ในขุนเขาร้าวเวหาก็ประหลาดแล้ว
ก่อนหน้านี้จั่วเฉินแค่รู้สึกไม่ดีกับอีกฝ่ายเท่านั้นทว่าหลังจากเกิดเื่ที่หลี่เซียวนำค่าผลงานมาให้เพื่อให้เขาออกห่างจากหลงซินเย่จั่วเฉินก็กลายเป็รังเกียจอีกฝ่ายขึ้นมา
...
ไม่นานคนทั้งหมดก็ออกจากสำนัก ตรงเข้าไปยังขุนเขา
โดยปกติขุนเขาหรือดินแดนที่มีเหล่าสัตว์อสูรอยู่ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็จะยิ่งเจอกับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งขึ้น จั่วเฉินเดินตามอยู่หลังทุกคนไม่นานก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายพลังของสัตว์อสูรประปราย หากเทียบกับครั้งก่อน นับว่าครั้งนี้เดินลึกเข้ามากว่าเดิมมากทีเดียว
ทว่าพอลองคิดดูก็นับเป็เื่ปกติ คนเหล่านี้ล้วนเป็ศิษย์สายตรงมีพลังอย่างน้อยก็ระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดแถมยังมีคนที่มีพลังระดับเรียกิญญาขั้นสองอีกด้วย เกรงว่าภารกิจที่รับมาจะต้องไม่ต่ำกว่าระดับสามแน่ไม่แน่ว่าอาจจะเป็ระดับห้าเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นย่อมต้องกำลังล่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งอยู่
การเดินตามหลังคนเหล่านี้ถือว่าสะดวกสบายไม่น้อยตลอดทางมานี้พวกเขาพบเจอเพียงสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นหนึ่งหรือสองเท่านั้น จึงสามารถจัดการได้ในเวลาอันสั้นและไม่ต้องให้ถึงมือจั่วเฉิน หรือต่อให้เจอเข้ากับสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสามก็ตามคนเหล่านี้ก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องกังวลเลยสักนิด
หลังจากที่เข้ามายังส่วนลึกของขุนเขา พวกเขาก็มาถึงบึงแห่งหนึ่งสีหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมา ก่อนที่จะหลงซินเย่จะเอ่ยขึ้น
“บึงวารีเย็นแห่งนี้มีมัจฉาวารีเย็นที่ข้า้าอยู่”
“หืม? มัจฉาวารีเย็นหรือ” เซียวหลิงฟงได้ยินก็กระตือรือร้นก่อนจะรีบเอ่ยต่อ “ได้ เดี๋ยวข้าช่วยล่อมันขึ้นมาให้นะ”
แม้ว่ามัจฉาวารีเย็นจะมีขนาดตัวเล็กและหน้าตาธรรมดาทว่ามันกลับเป็ถึงสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสี่ที่มีพลังเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธพลังปราณระดับหลอมรวมขั้นเก้าเลยทีเดียวหรือพูดอีกอย่าง ลำพังความสามารถของจั่วเฉินในตอนนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันเลย
ผืนผิวของบึงน้ำนิ่งสงบ มีหมอกควันแผ่ออกมาจางๆเนื่องจากกระแสความเย็น พาลทำให้ผู้ที่อยู่บริเวณนั้นรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา
เซียวหลิงฟงเดินมาหยุดอยู่ที่ริมบึงก่อนที่มือขวาจะกำหมัดแน่น หลังจากโคจรพลังปราณมาที่หมัดแล้วก็ทุ่มลงไปอย่างแรง
หลังจากทุบหมัดลงไปบนผิวน้ำก็เกิดเป็คลื่นน้ำรุนแรง พลังปราณสาดกระจายออกไปรอบๆ บึงน้ำนั้น ทว่าผ่านไปครู่หนึ่งคลื่นน้ำในบึงก็ค่อยๆ สงบลงและกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง อย่าว่าแต่มัจฉาวารีเย็นกระทั่งกุ้งสักตัวก็ยังไม่โผล่ขึ้นมาให้เห็น
คนทั้งหมดมองหน้ากันและรู้สึกประหลาดใจ
นี่มันเื่อะไรกัน แหล่งที่อยู่อาศัยของมัจฉาวารีเย็นในขุนเขาร้าวเวหาคือบึงวารีเย็นแห่งนี้ทำไมมันถึงไม่ปรากฏตัว
ขณะที่ได้แต่สงสัย หลงซินเย่และศิษย์หญิงคนอื่นๆก็เดินมาที่ริมบึง ก่อนจะพากันปลดปล่อยพลังปราณใส่บึงน้ำ นี่ถือเป็วิธีที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดเมื่อไรที่มัจฉาวารีเย็นรับรู้ได้ถึงพลังปราณ มันก็จะถูกล่อให้ปรากฏตัวออกมา
จั่วเฉินที่ยืนอยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นดังนั้นสีหน้าก็กลายเป็เคร่งเครียดขึ้นมาทันทีไม่รู้ว่าเพราะอะไร บัดนี้เขารู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อยราวกับมีอันตรายบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามา
จั่วเฉินไม่คิดอะไรต่อให้มากความ เขาปลดปล่อยแรงปณิธานสายหนึ่งลงไปสำรวจที่ใต้บึงน้ำทันที
ดูเหมือนบึงน้ำแห่งนี้จะไม่ธรรมดา มันสามารถขวางกั้นและลดทอนแรงปณิธานของจั่วเฉินได้โชคดีที่หลังจากหินหยกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งก่อน แรงปณิธานของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าคนทั่วไปมากจึงยังสามารถลงไปสำรวจใต้บึงน้ำได้หลายสิบเมตร
ชั่วขณะที่แรงปณิธานสำรวจลงไปที่ระดับสิบกว่าเมตรนั้นจั่วเฉินก็พลันหน้าเปลี่ยนสีทันที
“แย่แล้ว! รีบถอยออกมา!” เขาะโลั่น
ทว่าเหล่าคนที่อยู่เบื้องหน้ากลับไม่มีปฏิกิริยาเลยสักนิดแถมเจียงเม่ยกับเซียวหลิงฟงยังหมุนตัวกลับมาขมวดคิ้วใส่เขาอีก
เซียวหลิงฟงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เ้าพูดด้วยน้ำเสียงอะไรกัน เป็แค่ผู้ติดตามก็ควรจะจดจำสถานะของตัวเองให้ดี”
ชั่วขณะที่เอ่ยจบ บึงน้ำที่สงบนิ่งเมื่อครู่พลันเกิดคลื่นสูงและมีกลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวกระจายออกมาจากนั้นก็ปรากฏกรงเล็บสีดำสนิทจ้วงขึ้นมาจากน้ำ ก่อนจะคว้าเอาเซียวหลิงฟงและเจียงเม่ยลงน้ำไปในทันที
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนคนทั้งหมดตั้งตัวไม่ทันหลงซินเย่กับศิษย์หญิงที่เหลือได้แต่ชะงักค้างอยู่กับที่
“ยังไม่ถอยมาอีก!” จั่วเฉินรู้สึกอยากด่าคนเขาก้าวไปคว้าหลี่หลิงเอ๋อที่อยู่ใกล้ที่สุดออกมา
ด้วยพละกำลังที่ฉุดดึงทำให้หลี่หลิงเอ๋อจำต้องถอยตามชั่วขณะนั้น จั่วเฉินก็หวังจะดึงหลงซินเย่กับอิ๋นชิวสุ่ยออกมาด้วยเช่นกันทว่าก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง ขณะที่จั่วเฉินยื่นมือออกไปกรงเล็บสีดำก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งก่อนจะลากเอาทั้งสองคนลงน้ำตามไป
เมื่อเห็นดังนั้นจั่วเฉินก็ตื่นตระหนก ยามนี้เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้นได้แต่รีบลากหลี่หลิงเอ๋อให้ถอยออกมาก่อน เมื่อถอยห่างจากริมบึงได้ร้อยเมตรจั่วเฉินถึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมา
หลังจากที่ลากเอาหลงซินเย่กับอิ๋นชิวสุ่ยลงน้ำไปกรงเล็บสีดำอันน่ากลัวนั้นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทว่าดูเหมือนมันจะไม่สามารถออกจากบึงน้ำได้จึงยังไม่เป็ภัยกับจั่วเฉินและหลี่หลิงเอ๋อที่อยู่ห่างออกมาในตอนนี้
เมื่อครู่นี้จั่วเฉินคล้ายจะเห็นเรือนร่างอันใหญ่โตซ่อนอยู่ใต้บึงน้ำดวงตากลมโตราวกับลูกกระพรวนทั้งสองจ้องเขม็งขึ้นมา เขารู้สึกได้ว่าภายในแววตานั้นเปี่ยมไปด้วยความโเี้และกลิ่นอายแห่งความตาย
หลังจากจ้วงจับอยู่ครู่หนึ่งทว่าก็ยังไม่สามารถคว้าเอาตัวพวกจั่วเฉินไปได้กรงเล็บสีดำก็ค่อยๆ หายกลับลงไป บึงน้ำที่ปั่นป่วนเมื่อครู่จึงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งหากไม่เห็นกับตา ก็ยากจะเชื่อได้ว่าเมื่อครู่นี้เพิ่งเกิดเื่น่าสะพรึงกลัวขึ้น
หลี่หลิงเอ๋อที่อยู่ด้านข้างร้อนใจคล้ายว่ายังตั้งสติไม่ได้ ใบหน้างดงามซีดขาว สองตาแดงก่ำ ก่อนที่น้ำตาจะร่วงเผาะและเริ่มร้องไห้ออกมา
“ฮือ... เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย น่ากลัวจังรีบช่วยพวกเขาเร็วสิ” หลี่หลิงเอ๋อจับแขนจั่วเฉินแน่น และเริ่มร้องไห้ตัวสั่น
หลังจากถอนหายใจออกมาจั่วเฉินก็ตบบ่าหลี่หลิงเอ๋อเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“ใจเย็นๆ ก่อนนะพวกเรามาหาวิธีช่วยพวกเขากันดีหรือไม่”
“อื้อ!” หลี่หลิงเอ๋อสงบลงไม่น้อยนางรีบคลายสองมือที่จับจั่วเฉินออกเพราะเพิ่งเห็นว่าตัวเองอยู่ใกล้เขาั้แ่เมื่อไรไม่รู้ใบหน้างามพลันขึ้นสีชมพูในทันที
พอเห็นบึงน้ำตรงหน้าจั่วเฉินก็รู้สึกปวดหัวไม่น้อยเมื่อครู่เขาใช้แรงปณิธานสำรวจใต้บึงน้ำเพราะรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายโเี้ขุมหนึ่งจึงรีบะโเตือนทุกคน ทว่าคนเ่าั้กลับไม่เชื่อ หากเมื่อครู่ทุกคนเชื่อคำพูดของเขาก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้แน่
“เ้ารู้หรือไม่ว่ากรงเล็บนั่นเป็ของสัตว์อสูรชนิดไหน”จั่วเฉินเอ่ยถามหลี่หลิงเอ๋อ “หรือภายในบึงวารีเย็นแห่งนี้จะมีสัตว์อสูรชนิดอื่นนอกจากมัจฉาวารีเย็นอาศัยอยู่”
หลี่หลิงเอ๋อส่ายหน้า
“บึงวารีเย็นเป็ถิ่นของมัจฉาวารีเย็นดังนั้นที่นี่จึงมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่เพียงชนิดเดียว”
ทว่าครู่หนึ่ง หลี่หลิงเอ๋อก็คล้ายจะนึกอะไรขึ้นมาได้นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ
“ก่อนหน้านี้อาจารย์ข้าเคยเล่าเื่สัตว์อสูรให้ฟังอยู่ดูจากลักษณะกรงเล็บนี้ คล้ายจะเป็กรงเล็บของวัวเขาอัสนี”
“วัวเขาอัสนีหรือ” จั่วเฉินพึมพำ
ในอดีตจั่วเฉินก็พลิกอ่านตำรามาไม่น้อยทว่าด้วยพร์ในตอนนั้นทำให้เขาสนใจแต่ตำราด้านการฝึกฝนเท่านั้น แม้จะเคยอ่านเื่ของสัตว์อสูรมาบ้างทว่าก็เฉพาะเื่ของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในผืนพิภพรัตติกาลนี้เท่านั้น เขาจึงไม่รู้เื่ของวัวเขาอัสนีนี้เลยสักนิดเดียว
“อาจารย์เ้าได้เล่าเื่วัวเขาอัสนีหรือไม่”จั่วเฉินถามต่อ
หลี่หลิงเอ๋อรำลึกถึงอดีตก่อนจะเอ่ยต่อ
“วัวเขาอัสนีเป็สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสี่เพราะสายเืที่สืบทอดมา จึงอาจจะพัฒนาเป็สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นห้าได้มันเป็สัตว์อสูรธาตุสายฟ้า และมักจะใช้เขาเดี่ยวบนหัวโจมตี ซึ่งเขาของมันสามารถปลดปล่อยสายฟ้าออกมาได้จึงถูกเรียกว่าเขาอัสนี ไม่เพียงเท่านี้ ภายในเขายังมีอักขระยันต์ชนิดหนึ่งติดมาด้วยแต่กำเนิดมันจึงสามารถสร้างค่ายกลอักขระยันต์ได้ด้วย”
จั่วเฉินได้ยินก็สูดลมหายใจทันที
สัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสี่แถมยังอาจจะพัฒนาเป็ขั้นห้าอีก
พลังของเขาในตอนนี้หากให้จัดการสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองก็คงจะไม่ใช่เื่ใหญ่ ยิ่งมีหลี่หลิงเอ๋ออยู่ช่วยต่อให้เป็ขั้นสามก็ยังไม่ใช่ปัญหา
ทว่ากับสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสี่นั้นเป็คนละเื่
แม้พวกเขาทั้งสองจะร่วมมือกัน แต่หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็สามารถตายได้เนื่องจากสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสี่นั้นมีพลังทัดเทียมผู้ฝึกยุทธพลังปราณระดับหลอมรวมขั้นเก้าดีไม่ดีอาจทัดเทียมระดับเรียกิญญาขั้นหนึ่งหรือสองเลยเสียด้วยซ้ำ
ส่วนเื่จะให้เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นห้านั้นนับว่าเป็เื่น่าขันยิ่งนัก เพราะนั่นไม่ต่างอะไรกับการรีบไปตายชัดๆ