เขาเป็ผู้ชายที่เคยทำให้เธอตกหลุมรักได้ .. ไม่แปลกที่พอต้องอยู่ใกล้ชิด เธอก็เผลอใจไปนึกถึงวันวานในอดีตชาติก่อน แต่ครั้งนี้ลูกบัวไม่ได้รู้สึกตกหลุมรักผู้ชายคนนี้อย่างเดิมหรอก เธอไม่ใช่เด็กสาวช่างฝันคนเดิมอีกแล้ว ตอนนี้เธอเพียงแต่คิดว่าเขาช่างเป็ผู้ชายคารมดี รู้ว่าผู้หญิง้าอะไร ทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ใช้คำสรุปว่าเป็ผู้ชายที่จีบผู้หญิงเก่งก็คงไม่ผิดอะไร แต่กับผู้หญิงวัย 35 ปีที่ผ่านการมีสามีและรวมถึงถูกสามีที่เธอทั้งรักและเทิดทูนทรยศมาแล้ว เด็กผู้ชายวัย 18 ปีอย่างเขาก็เป็ได้แค่ฝุ่นที่เธอเป่าเบาๆ ก็คงจะฟุ้งกระจายหายไปจนหมด
ลูกบัวคนนี้ไม่ใช่คนเดียวกับชาติก่อนอีกแล้ว เธอสนใจเพียงทรัพย์สินที่จะยกระดับชีวิตของเธอและครอบครัว
“เรารู้จักกันมาเป็ปีแล้วนะครับลูกบัว...” เด็กหนุ่มส่งเสียงเรียกร้องความสนใจ ลูกบัวละสายตาจากตัวหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ ตอนนี้เธอเป็เพียงเด็กสาวอายุ 16 ปีที่กำลังเตรียมตัวสอบเทียบในปีหน้า
“พี่ทิมหมายถึง?” เพราะเจอกันตอนเด็ก พอเขารู้ว่าเธอเรียนอยู่ระดับชั้นที่ต่ำกว่าเขา ทิมก็บอกให้ลูกบัวเรียกเขาว่าพี่ ซึ่งเธอก็ไม่ได้คิดว่าเื่นี้มันยากเย็นอะไร แม้ว่าตอนที่เธอยอมเรียกเขาว่า ‘พี่ทิม’ ครั้งแรกจะทำให้เขายิ้มหน้าบานแฉ่งแข่งกับดอกทานตะวันก็ตาม
“บัวก็รู้ คบกับพี่ได้ไหมคะ?”
ทิมเป็คนมีความพยายาม แต่เขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังใช้ความพยายามในทางที่ผิด เขาเฝ้าขอร้องอ้อนวอนให้เธอตอบตกลงเป็แฟนมาั้แ่หกเดือนที่แล้ว และทุกครั้งหญิงสาวก็จะตอบเป็รอยยิ้มกลับไป ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน...
“พี่ทิมไม่ต้องรอบัวก็ได้นะคะ”
ลูกบัวกลับมาจดจ่อที่หนังสือ ‘เพาะหุ้นให้เป็ไข่ทองคำ’ ไข่ทองคำที่ว่าก็มาจากนิทานไข่ห่านทองคำ ที่ห่านจะออกไข่เป็ทองคำทุกเช้า เป็การเปรียบเปรยถึงการให้หุ้นสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนเป็ประจำอย่างต่อเนื่อง เนื้อหาในหนังสือส่วนใหญ่เป็แทคติกในการลงทุนในตลาดหุ้น
“ไม่เอา พี่จะรอ บัวบอกว่าถ้าบัวสอบเทียบติดคณะเศรษฐศาสตร์ได้ บัวจะยอมคิดเื่พี่ ไม่รู้ล่ะ ถ้าสอบติด บัวต้องรับรักพี่ด้วย” ทิมพูดจาเอาแต่ใจ บัวเรียนรู้ว่าหากเธอแค่ยิ้มเป็คำตอบเขาก็จะต้องยอมรามือไปเอง เทคนิคนี้ไม่ได้มาจากผู้ชายคนนี้หรอก แต่เธอทดลองใช้กับครอบครัว และมันก็สำเร็จด้วยดี จึงนำมาใช้กับหลายๆ เื่ในชีวิตเพื่อให้เป็ไปตามการควบคุมของเธอ
เธอแตกต่างไปจากลูกบัวในวัย 16 ปีคนเดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่การเงิน นิสัยใจคอ รวมถึงการแต่งกายภายนอก ที่ทั้งหมดเปลี่ยนไปอาจจะเป็เพราะว่าเธอสามารถทำกำไรได้จากหุ้นของบริษัท D ตามที่หวังไว้ ซึ่งทำเงินให้เธอมากถึงสิบเท่า อาจจะยังไม่มากนัก แต่ก็ทำให้ลูกบัวถือเงินสดอยู่ในมือมากถึง 300,000 บาท และในหุ้นอื่นๆ ที่เธอทยอยลงทุนเพื่อเก็งกำไรอีกราว 200,000 บาท ในพริบตาที่เธอใช้ความรู้ที่เพียรพยายามศึกษาพอมารวมกับโอกาสที่มองเห็นก็สามารถทำเงินให้ได้
“บัวไม่สนใจพี่เลย เลิกอ่านแล้วมาคุยกันนะ...นะค้า”
ทิมยังคงรูปร่างหน้าตาดี คำหวานของเขายังฟังรื่นหู แต่เพราะใจเธอมั่นคงและวางเขาไว้ในจุดที่ไม่คิดจะหวั่นไหว หญิงสาวจึงไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่ารำคาญ อันที่จริงเธอแอบคิดว่าเขาคงตื๊อเธอได้ราวๆ สองสามเดือน แต่ผ่านมาจนหกเดือนเขาก็ยังคงเร้าหรือกับเธอเหมือนเดิม ช่างเป็ผู้ชายที่ความพยายามล้นเหลือ
หลังจากที่เขาพูดประโยคนี้ได้ครบห้ารอบ ลูกบัวก็อ่านจบพอดี เธอพลิกไปจนถึงปกหลัง มีบัตรยืมสอดอยู่ด้านหลัง ขณะที่เธอเอ่ยปากตอบเขาไปด้วยสายตาก็ไล่สำรวจบัตรนั้นพร้อมหยิบขึ้นมาดู
“อ่านจบแล้วค่ะ มีอะไรอยากคุยกับบัวเหรอคะ”
เอ… ชื่อนี้อีกแล้วแฮะ ปกติแล้วหนังสือเกี่ยวกับการเงินในห้องสมุดโรงเรียนไม่ค่อยมีใครยืม ส่วนใหญ่เธอจะได้เป็ชื่อแรก แต่ที่บัตรนี้และในบางบัตรก่อนหน้านี้ที่เธอเคยยืมมาอ่านกลับมีชื่อใครบางคนอยู่เหนือชื่อเธอขึ้นไปเป็ชื่อแรก ทำให้เธอกลายเป็ชื่อที่สองแทน
ต้นหน ธนเตชะ
เป็ใครนะ ทำไมอ่านหนังสือเหมือนเธอเลย
“บัว… บัว... ฟังพี่อยู่รึเปล่าคะ” เพราะมัวแต่คิดเธอเลยไม่ทันได้ยินทิมพูดเลยสักคำ
“ว่าอะไรนะคะ” ถ้าเป็เมื่อก่อนเธอคงพูดขอโทษออกไป แต่กับลูกบัวเวอร์ชันนี้ หญิงสาวเรียนรู้จะไม่พูดคำขอโทษพร่ำเพรื่อ คำขอโทษของเธอจะพูดแก่คนที่ควรได้รับมันจากเธอจริงๆ เท่านั้น
“น้อยใจแล้วนะคะ พี่ชวนเรามานั่งเล่นที่สวนรถไฟเพราะบัวเป็คนบอกพี่ว่าชอบแบบนี้ แต่มาถึงก็เอาแต่อ่านหนังสือ ไม่สนใจพี่เลย”
น้ำคำตัดพ้อที่คงหมายใจให้เธอง้อ แม้จะรู้อยู่ว่าถ้าอยากกั๊กเขาไว้นานๆ เพื่อให้เขาอยู่รอดูชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ของเธออาจจะต้องฝืนใจบ้าง แต่ลูกบัวอาจจะชินกับแิแบบใหม่ของตัวเองเกินไป เธอไม่อาจฝืนใจทำในสิ่งที่เธอไม่อยากทำได้แล้ว พอเขาเห็นเธอนิ่งไปนานๆ เข้าก็กลับกลายเป็คนเดือดร้อนเสียเอง
“นิ่งไปแบบนี้พี่กลัวเลยนะบัว ไม่เอาแล้ว ยิ้มให้พี่หน่อยค่ะ”
บัวส่งยิ้มให้อย่างง่ายดาย ลองคาดการณ์ในใจดู เธอคิดว่าเขาคงอยากได้เธอเป็แฟนจริงๆ และดูเหมือนจะกลัวเธอจะไม่พอใจเขาเอามากๆ ซึ่งก็ดีแล้ว
หญิงสาวในชุดเดรสยาวที่นั่งพับเพียบอยู่บนเสื่อถูกเขาดึงมือไปโดยไม่ทันตั้งตัว
“ยิ้มให้พี่คนเดียวไปนานๆ นะคะ ได้ไหมคนดี?” เธอยิ้มให้เขาเอื่อยๆ แต่ค่อยๆ ชักมือกลับมา
“ไม่จับมือค่ะ เรายังไม่ได้เป็อะไรกันนะคะ”
ชีวิต่เวลานี้ของลูกบัวไม่ได้โฟกัสเื่ความรักเป็หลัก เธอต้องสร้างฐานะก่อนและครอบครัวเธอมาเป็ที่หนึ่ง ลูกบัวพิสูจน์ได้แล้วว่าเมื่อทางบ้านไม่มีปัญหาทางการเงิน พ่อกับแม่ก็ไม่ได้เห็นเธอเป็เครื่องผลิตเงินอีกต่อไป
_________________________________
อ่านกันมาถึงตรงนี้ คิดเห็นอย่างไรกันบ้างคะ
แชร์คุยกับซันได้นะ เผื่อซันได้แง่มุมอะไรใหม่ๆ ยินดีรับทุกคำติชมค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ