ดวงตาฝ่าฟางของจ้าวเจียงในวัย80ปีหลับลงอย่างสงบ ความฝันสูงสุดในชีวิตของเขาทำสำเร็จ ไม่มีอะไรที่ต้องห่วงหาอีก สิ้นแล้ว าาแห่งวงการบันเทิง
“ตื่นได้แล้ว! จะมาทำงานหรือมาอู้กันห่ะอาเจียง!”
แรงเขย่าทำให้คนที่นอนหลับอยู่ลืมตาโพล่งขึ้น ใบหน้าขาวซีดแทบไร้เืของจ้าวเจียงทำเอาคนที่มาปลุกตกอกใ
“ไม่สบายหรือเปล่า! ตายแล้ว แล้วจะทำยังไงดีเนี่ย”
แม้จะยังคงตั้งสติไม่ได้ แต่จ้าวเจียงก็ยังเอ่ยถามคนตรงหน้าด้วยความสงสัย
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
“สรุปโอเคหรือเปล่าอาเจียง อีกสิบนาทีต้องไปเข้าฉากสุดท้ายนะ เหลือฉากนี้ฉากเดียว นายค่อยเป็ลม พี่สาวคนนี้สัญญาเลยว่าจะแบกนายกลับ แต่ขออย่างเดียว อย่าNGเยอะก็พอ ฉันยังไม่อยากโดนตาแก่หลิ่วด่า”
“เดี๋ยวก่อนนะครับ คือที่คุณพูด ้าให้ผมทำอะไรกันแน่..”
พี่สาวตรงหน้ากอดอกขมวดคิ้วมองหน้าเขาอย่างสงสัย
“โดนด่าจนเสียสติหรือไงอาเจียง หรือไม่สบายจนความจำเสื่อม เอาล่ะ เอาล่ะ พี่สาวคนนี้จะอธิบายให้ฟังระหว่างนี้ ก็ลุกขึ้นเดินไปด้วยกันเถอะ”
ไม่ว่าเปล่า พี่สาวก็ดึงจ้าวเจียงให้ลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะพาให้เขาเดินออกไปข้างนอก
“คืองี้นะ ตอนนี้นายกำลังจะเข้าฉากสุดท้ายที่นายดิ้นรนอยากจะแสดงนักแสดงหนา แม้จะเป็บทตัวประกอบที่ต้องตายก็เถอะ เพราะงั้นนายต้องแสดงออกมาให้ดี เพราะฉากนี้เป็ซีนอารมณ์ และอย่าได้คิดนะว่าฉากตายง่ายจะตายNo! นายต้องตายยังไงก็ได้ให้ะเือารมณ์คนดูที่สุด เฮ้อ บ้าจริง! ผู้กำกับหลิ่วดันให้ฉากยากกับนายด้วย”
จ้าวเจียงที่เริ่มปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดก็พอเข้าใจได้ คืออาเจียงคนที่พี่สาวคนนี้พูดถึงก็คือตัวเขาที่กำลังยืนฟังอยู่ตรงนี้ ต้องแสดงฉากตาย และเขาก็เป็แค่นักแสดงตัวประกอบด้วย ….
“พี่สาวพอมีกระจกไหมครับ คือผมจะดูความเรียบร้อยของตัวเองสักหน่อย”
“อ่ะ ดูซะ แต่ฉันว่ามันก็โอเคแล้วนะ ที่เหลือแค่ไปตากฝน”
จ้าวเจียงพยักหน้ารับกระจกที่พี่สาวส่งมาให้ขึ้นมาส่อง ในกระจกปรากฎใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย เป็เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่เลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน มีอย่างเดียวที่โดดเด่นออกมาคือดวงตาที่คมสวยแต่ก็ต้องโดนกลบเมื่ออยู่กับใบหน้าที่แสนธรรมดานี้
“เอ้า อาเจียง ผู้กำกับเรียก สู้ๆ ถ่ายเสร็จจะพาไปเลี้ยงข้าว”
พี่สาวคนเดินดึงกระจกคืนพร้อมผลักจ้าวเจียงให้ไปทางผู้กำกับหลิ่วที่ยืนหน้าเคร่งอยู่
“มาแล้วเหรอ นี่ฉากสุดท้ายของนายแล้ว ทำให้ดีล่ะ ฉากนี้นายต้องตายในสนามรบ และเป็ฉากซีนอารมณ์ขององครักษ์ที่อยู่ข้างกายรัชทายาทมาเนิ่นนาน ทำยังไงก็ได้ให้คนดูะเือารมณ์ที่สุด”
จ้าวเจียงพยักหน้ารับคำ แม้เขาจะจำอะไรไม่ได้เลยสักนิดเกี่ยวกับบทละครนี้ แต่ด้วยความสามารถที่เคยผ่านมาจนถึงแท่นาาแห่งวงการบันเทิงเมื่อชาติก่อน จ้าวเจียงมั่นใจว่าฉากนี้เขามีความสามารถแถไปก่อนได้แน่นอน นอกจากนั้นทางผู้กำกับหลิ่วเองก็เข้ามาบรีฟบทพูดต่างๆ และท่าทางที่ต้องใช้แสดงในซีนนี้ด้วย จ้าวเจียงพยายามทำความเข้าใจและจดจำมันไว้ ดีหน่อยที่ทักษะทางการแสดงเขาดีมาก เลยสามารถเข้าใจบทบาทที่ต้องเล่นได้โดยง่าย
“เอาล่ะ ก็ตามนี้นะ ทุกคนพร้อม เข้าฉากเลย!”
จ้าวเจียงเดินเข้าไปในฉากสนามรบที่เฉอะแฉะไปด้วยดินโคลนและน้ำฝน เขาเดินไปยังจุดมาร์คที่ผู้กำกับชี้ไว้ กระบี่ยาวถูกทีมงานนำมาให้ เสียงดังของผู้กำกับถามความพร้อมของนักแสดงตัวประกอบทุกคนในฉาก รวมถึงจ้าวเจียงที่กล้องต้องถ่ายตามติดอยู่ตลอด
“123 แอ็คชั่น!!”
‘ท่ามกลางพายุฝน เสียงฟ้าคำรามดังกระหึ่ม ทว่าปิดเสียงฟาดฟัน เสียงกรีดร้องของความตายตรงหน้าไม่ได้ ฉีเป้ยองครักษ์สหายสนิทขององค์รัชทายาทถูกรุมล้อมไปด้วยเหล่าศัตรู ใบหน้าที่นิ่งสนิทไม่เปิดเผยความรู้สึกแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางเหล่าศัตรูร่าย กระบี่ยาวเปอะเปื้อนไปด้วยเืของศัตรู แม้ฉีเป้ยจะเก่งกาจขนาดไหน ทว่าการที่อยู่ในวงล้อมของศัตรู ให้ตายยังไงก็ยังพลาดถูกกระบี่คมของศัตรูทิ่มแทง
“ใครฆ่ามันได้! ข้าจะให้ร้อยตำลึงทอง!”
หัวหน้าของพวกฏที่เห็นศึกยืดเยื้อ จึงพูดให้เหล่าทหารฏฮึกเหิมในการฆ่า ฉีเป้ยถูกโรมรันเข้ามาอย่างรวดเร็วจังหวะหนึ่งที่เขาสะดุด กระบี่ของใครบางคนเสียบทะลุเข้ากลางอกฉีเป้ยอย่างจัง
“อึก…”
“มันโดนแทงอกแล้วหัวหน้า ข้าได้ ข้าได้!!!”
เสียงหัวเราะคึกครื้นดังไปทั่ว ฉีเป้ยกัดฟันข่มความเ็ปตวัดกระบี่เข้าที่หัวของเ้าของกระบี่ที่เสียบอกเขา
“เฮ้ย แทงมันให้ตายสิวะ!!”
สิ้นเสียงคำสั่ง กระบี่ยาวแทงเข้าสี่ข้างของฉี่เป้ยพร้อมกับดึงออกอย่างรวดเร็วจนเืกระฉูดออกมา
ั์ตาเลือนรางว่างเปล่า ร่างทั้งร่างสั่นกระตุกคุกเข่าลง แม้าแจะเต็มไปทั่วทั้งตัว ทว่าฉีเป้ยยังมีศักดิ์ศรีที่ไม่ล้มลงนอน หยาดฝนที่เทลงมาเปียกแฉะกระทบลงบนใบหน้า ฉะล้างคราบเืคราบโคลนออกจนหมดเผยใบหน้าที่เ็า
ฉีเป้ยหวนนึกคิดเื่ราวระหว่างตนกับรัชทายาทั้แ่เด็กจวบจนเติบโต ใบหน้าที่เคยเ็าไร้ความรู้สึกเผยยิ้มอ่อนโยนอย่างที่หาได้ยาก ั์ตาคมเลือนราง ชีวิตที่ถูกปลิดลมหายใจหมดลงในท่าคุกเข่าก้มหน้า
องครักษ์คนสนิทของรัชทายาท สิ้นแล้ว …’
เสียงรอบด้านเงียบสนิทไปพักใหญ่จนกระทั่งผู้กำกับะโสั่งคัท ทำให้จ้าวเจียงที่นั่งอยู่ในท่าคุกเข่าก้มหน้า ได้เงยหน้าขึ้นมา
“เป็ไงบ้างอาเจียง! หน้านายซีดไปหมดเลย หิวไหม”
ผ้าขนหนูที่พี่สาวรีบนำมาให้ถูกคลุมลงบนศีรษะ จ้าวเจียงส่ายหน้าไปมาปากพึมพำว่าไม่เป็ไร แม้จะพูดแบบนั้น แต่เขารู้ดีว่าร่างกายตอนนี้หนักอึ้งเกินกว่าที่จะทนไหว และก่อนที่จะได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ สติของจ้าวเจียงก็ดับลง
++++
“หมอแนะนำให้จ้าวเจียงพักผ่อนเยอะๆ และทานอาหารให้ครบห้าหมู่เข้าไว้นะครับ เพราะเื่พวกนี้เราควรให้ความสำคัญเป็อันดับต้นๆ เลย ไม่งั้นก็จะเกิดเหตุการณ์แบบวันนี้อีก”
คุณหมอหนุ่มกล่าวตักเตือนจ้าวเจียงด้วยความเป็ห่วง
“ฉันก็บอกเขาไปแบบนั้นแหละอี้เฉิง แต่อาเจียงก็เอาแต่ดั้นด้นทำงานไม่ยอมหยุด”
“มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าอาเจียง”
คุณหมออี้เฉิงเป็พี่ชายข้างห้องที่คอยช่วยเหลือจนสนิทกันในเวลาที่จ้าวเจียงไม่สบาย
“ไม่ครับ ไม่เป็ไร”
จ้าวเจียงกล่าวปฏิเสธอีกฝ่ายไป
ใน่เวลาที่เขาสลบ ความทรงจำต่างๆ ของอาเจียง หรือจ้าวเจียงที่มีชื่อเดียวกับเขาเป๊ะๆ ยกเว้นใบหน้าที่ไม่เหมือนกันเลยสักนิด เขายอมรับในชีวิตก่อนของเขานั้นเป็คนที่มีใบหน้าที่งดงามจนผู้คนละสายตาไม่ได้ แต่จ้าวเจียงคนนี้มีใบหน้าที่แสนธรรมดา แต่สิ่งที่โดดเด่นคือสายตาที่หากจ้องกันตรงๆ ก็สามารถสะกดผู้คนได้
ในความทรงจำของจ้าวเจียงคนนี้นั้น มีอาชีพเดียวกันกับเขาคืออาชีพนักแสดง แต่ว่าจ้าวเจียงคนนี้ไปไม่ถึงฝั่งฝันสักทีเป็ได้แค่นักแสดงตัวประกอบ ด้วยเพราะหน้าตาที่ไม่ถึงเกณฑ์ ยิ่งไปกว่านั้นการแสดงยิ่งเข้าไปใหญ่ แข็งทื่อเป็ท่อนไม้ จนบทบาทล่าสุดที่พี่สาวผู้จัดการหามาให้คือบทองครักษ์ที่เ็าหน้านิ่งแทบไม่มีบทพูด แม้จะออกแทบทุกตอนเวลาองค์รัชทายาทออก จ้าวเจียงคิดว่าเื่นี้เป็โอกาสสุดท้ายในวงการบันเทิง เพราะหลังจบการถ่ายทำ สัญญานักแสดงกับค่ายั์ใหญ่ก็ต้องจบลงไปด้วย ทำให้จ้าวเจียงคนนี้เครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับพักผ่อนน้อย และเขาคิดว่าเพราะแบบนั้น ทำให้จ้าวเจียงคนนี้เสียชีวิตใน่ที่หลับไป คงเป็เวลาเดียวกันกับที่เขาเสียชีวิตในโลกก่อนพอดี
“พี่รู้นะว่าเราเป็”
มือใหญ่อบอุ่นที่วางแหมะลงบนกลุ่มผมนุ่มนิ่มทำให้จ้าวเจียงดึงสติกลับมาอยู่ ณ ปัจจุบัน
“อาเจียง ไม่ต้องคิดมากเื่ค่าย ถ้าจะหมดสัญญาก็ให้มันหมดไป พี่สาวหลี่คนนี้จะตามอาเจียงไปทุกที่ เราเป็นักแสดงอิสระก็ได้นิ จริงไหม”
แม้พี่สาวหลี่จะบอกแบบนั้น แต่จ้าวเจียงก็รู้ว่าโลกในวงการบันเทิงมันโหดร้าย และโลกนี้ก็คงไม่ต่างกัน ในความทรงจำนั้น โลกที่เขาเข้ามาอยู่ก็ถูกขับเคลื่อนด้วยวงการบันเทิง นักแสดงมากหน้าหลายตา ใครมีความสามารถ สวยหล่อมีเส้นสายก็จะสบาย อีกส่วนก็มาด้วยความสามารถแท้ๆ บวกกับหน้าตา แฟนคลับก็จะคอยซัพพอร์ต แต่พอหันกลับมาที่จ้าวเจียงคนนี้ อยู่ในวงการบันเทิงมาห้าปี จนจะหมดสัญญากับทางค่าย เพราะทางนั้นไม่คิดจะเชื้อเชิญให้ต่อสัญญาจ้าวเจียงก็เหมือนถูกตัดสิทธิ์ที่จะโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงแล้ว
“ผมไม่เป็ไรครับ พี่สาวหลี่ แต่ยังไงก็ฝากพี่สาวช่วยดูงานให้ผมด้วยนะครับ”
หญิงรีบพยักหน้า ก่อนจะบอกว่าให้เขานอนหลับพักผ่อนซะ จะได้มีแรงทำงาน
“งั้นฉันไปก่อนนะ ฝากเด็กดื้อด้วยนะอี้เฉิง”
“ครับ ผมดูแลให้ คุณก็ดูแลตัวเองด้วยนะหลี่เจิน ผมเป็ห่วง”
หมอหนุ่มพยักหน้ารับคำหญิงสาวก่อนจะลูบหัวอีกฝ่ายอย่างแ่เบา
“เอาล่ะ ตอนนี้หมออยากให้อาเจียงนอนพักผ่อนให้เยอะๆ นะครับ เดี๋ยว่กลางวันหมอจะเข้ามาตรวจอีกรอบ ถ้าดีขึ้นก็กลับบ้านได้เลย”
“ครับ ขอบคุณมากครับ”
จ้าวเจียงก้มหัวขอบคุณอีกฝ่าย ถ้าไม่ได้อี้เฉิงมาช่วย ชีวิตคงลำบากกว่านี้แน่ๆ
หลังจากคุณหมอหนุ่มออกไปจากห้อง จ้าวเจียงก็ได้ก็ได้กลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง ทำให้เขาสามารถมีเวลาที่จะคิดแผนต่อไปของตัวเองได้ ในเมื่อได้เข้ามาอยู่ในร่างกายนี้แล้ว ความทรงจำเ้าของร่างรวมกับความทรงจำของเขาก็หลอมรวมเข้าด้วยกัน มันเป็สิ่งที่มหัศจรรย์มาก เขาคงต้องขอบคุณพระเ้าและก็ต้องขอบคุณเ้าของร่างกายนี้ด้วย
“แทนคำขอบคุณ อาเจียง ถ้าคุณคอยดูอยู่บน์ ผมจะทำให้คุณเห็นว่า ร่างกาย ใบหน้านี้ของคุณจะสามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการบันเทิงให้ได้”
คำตั้งมั่นที่จ้าวเจียงคนนี้จะมอบให้แทนคำขอบคุณ อีกฝ่ายคงได้รับรู้แล้วล่ะนะ
++++
่กลางวันหมออี้เฉิงเข้ามาตรวจอีกรอบ และให้เขาสามารถกลับบ้านได้ จ้าวเจียงเดินทางถึงห้องด้วยรถประจำทางต้องขอบคุณที่ยังมีความทรงจำในการเดินทางอยู่ ไม่งั้นเขาลำบากแน่
ห้องที่จ้าวเจียงอยู่นั้น เป็ห้องที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ สามารถอยู่ได้สองคน ภายในห้องเป็ระเบียบ มีแค่โต๊ะหน้าทีวีเท่านั้นที่รกระเกะระกะเต็มไปด้วยแผ่นกระดาษ จ้าวเจียงมองแว่บเดียวก็รู้ว่าพวกนั้นเป็บทละครสักเื่ที่กองนั้นขาดแคลนตัวประกอบ
ร่างสูงโปร่งเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาเพื่อที่จะได้หาบทที่น่าสนใจ ทว่าก่อนที่เขาจะหยิบกระดาษสักแผ่น เสียงมือถือก็ดังขึ้น
จ้าวเจียงควานหามือที่พกติดกระเป๋ามาั้แ่แรกขึ้นมาก็เห็นชื่อที่คุ้นเคย มือสวยกดรับสายทันทีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้รอนาน
“ครับพี่สาวหลี่”
(อยู่ไหน ออกจากโรงพยาบาลแล้วใช่ไหม นายถึงบ้านยัง)
“เพิ่งถึงเมื่อกี้เลยครับ”
(ดีๆ โอเคแล้วใช่ไหม)
“ครับ ผมดีมากเลย”
(อืม เอ๊ะ ดูสิ ฉันว่าจะโทรมาถามนายสักหน่อยว่า่นี้จะพักงานหรือจะรับงานอยู่ พอดีมีบทซีรีส์ที่น่าสนใจอยู่บทหนึ่งน่ะ)
“รับครับ พี่ส่งตัวบทมาเลย”
(จากที่ฉันเห็นการแสดงนายในวันนั้น ดูเหมือนจะดีขึ้นนะ ฉันลืมบอกไปเลยว่าผู้กำกับหลี่ชมนายไม่ขาดปาก พลอยให้พี่สาวหลี่คนนี้ได้หน้าได้ตาไปด้วย ฮ่าๆ)
“ถ้าแบบนั้นก็ดีแล้วครับ ผมจะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น”
(ดีแล้ว! โอเค งั้นแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปหา)
พี่สาวหลี่วางสายไปแล้ว ส่วนจ้าวเจียงได้แต่นิ่งคิดแผนการในอนาคตต่อไป เขาก็ได้แต่หวังว่าอะไรๆ มันจะดีขึ้นล่ะนะ
++++
เมื่อวานที่พี่สาวหลี่นำบทมาให้ และเขาก็ตกลงรับเล่น วันนี้เลยเป็วันที่เข้าต้องมาเข้ากองถ่าย บทตัวประกอบออกไม่กี่ตอนแบบนี้ไม่จำเป็ต้องออกกล้องเปิดกองหรืออะไรทั้งสิ้น หน้าที่ตอนนี้คือถ่ายให้ดีที่สุด
บทที่จ้าวเจียงได้รับเป็อดีตอาจารย์ของพระเอก ในเื่่ที่พระเอกต้องคิดคำนึงถึงอาจารย์ผู้นั้น ก็เป็บทที่เขาได้รับเล่นนั้นแหละ จ้าวเจียงคิดว่าบทนี้ดีทีเดียว ได้เข้าคู่กับพระเอก ทั้งยังมีฉากซีนอารมณ์ด้วย ถ้าเล่นดี ก็สามารถดังได้เหมือนกัน
ตอนนี้จ้าวเจียงอยู่ในชุดผ้าพลิ้วสีขาวตัวยาว ทรงผมที่เคยสั้นถูกใส่วิกให้ยาวขึ้น ใบหน้าถูกตกแต่งเล็กน้อยให้ขึ้นกล้อง แต่ดูเหมือนช่างแต่งหน้าจะเพิ่มไฝสีดำตรงใต้ตาด้านขวาให้เขาด้วย เ้าหล่อนบอกว่าถ้าทำแบบนี้ดวงตาเขาจะโดดเด่นมาก
“เห็นไหม พี่บอกแล้วว่าดี”
จ้าวเจียงเห็นด้วยกับเื่นี้ เพราะตอนที่เขาแต่งหน้าเสร็จและได้มองกระจก เขาได้เห็นใบหน้าที่แสนธรรมดาที่ดูโดดเด่น ทั้งยังอ่อนโยนเข้ากับบทบาทมาก แต่ก็เหลือแค่การแสดงละนะที่จะดีหรือเปล่า
ฉากที่ต้องแสดงวันนี้ เป็ฉากที่จ้าวเจียงต้องแสดงกับเด็กน้อยที่แสนน่ารักคนหนึ่ง แต่ดูเหมือนนิสัยเด็กน้อยคนนี้จะไม่น่ารักเลยสักนิด เขานึกว่าเด็กคนนี้อาจจะเป็นักแสดงเด็กหรือไม่ก็ลูกหลานคนในกองถ่าย เพราะดูเหมือนว่าจะไม่มีใครกล้าดุเด็กคนนี้เลยสักนิด เห็นแล้วจ้าวเจียงก็อดสงสารผู้ช่วยเด็กคนนี้ไม่ได้
“พี่สาวหลี่ เด็กคนนั้นเป็ใครเหรอครับ ทำไมดูเหมือนไม่มีใครกล้าดุเลย”
และด้วยความสงสัย ทำให้จ้าวเจียงเอ่ยถามขึ้น
“เป็หลานรักของท่านประธานชิวหยางน่ะ เป็สปอนเซอร์หลักของซีรีส์เื่นี้”
“ประธาน? ประธานอะไรเหรอครับ”
“ประธานค่ายไง ค่ายYST ENTERTAINMENT ที่จริงฉันเคยคิดนะว่าถ้าหากนายหมดสัญญากับค่ายนี้แล้ว ฉันอยากให้นายไปค่าย YST ENTERTAINMENTด้วยซ้ำ แต่ก็นะ ฉันหาเส้นสายบริษัทนั้นไม่ได้ด้วยสิ เพราะคนที่เข้าร่วมบริษัทนั้นได้ต้องเป็คนมีความสามารถที่แท้จริง แถมต้องโดนเชิญด้วยนะ ถึงจะสามารถเข้าร่วมได้”
ความสนใจผุดขึ้นมาเล็กน้อย ในความทรงจำที่เขาได้รับมา บริษัทนั้นเป็แนวหน้าของวงการบันเทิงของประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะนักแสดง นักร้อง นายแบบ นางแบบ เด็กฝึก ยันไปผู้จัดการส่วนตัวของบรรดาดารานักแสดงล้วนแต่มีความสามารถมากันทั้งนั้น และความสามารถพวกนั้น ทำให้บริษัทนี้ก้าวไปยืนอยู่บนอันดับหนึ่งของวงการบันเทิงเลยก็ว่าได้
“ไม่เป็ไรหรอกครับ เราเป็นักแสดงอิสระก่อนก็ได้ พอเข้าที่เข้าทาง เราค่อยหาบริษัทเข้าก็ได้ครับ หรือถ้าไม่มีจริงๆ ผมว่าเราก็รับงานเองได้นะ”
พี่สาวหลี่ถอนหายใจเล็กน้อยด้วยความลำบากใจ
“นายรู้ใช่ไหมว่าประเทศนี้ขับเคลื่อนด้วยวงการบันเทิง และการแข่งขันนั้นก็สูงมาก ถ้าเราเซ็นสัญญากับบริษัท พวกเขาอาจจะยังพอช่วยเราได้ แต่ว่าถ้าเราออกมารับงานเอง เป็นักแสดงอิสระ อย่างแรกที่นายมั่นใจว่าต้องมีคือ การแสดงนายต้องเจ๋งมาก มากจนนายไม่จำเป็ต้องง้อบริษัทไหน เพราะงานจะเข้ามาหานายเอง”
“เข้าใจสิครับ ผมถึงบอกไงว่าไม่ต้องห่วง หลังจากนี้ผมจะพยายามให้มากขึ้นกว่านี้อีก”
จ้าวเจียงยิ้มอย่างมั่นใจ
“ฉันก็หวังว่าจะเป็แบบนั้น เอาละ ผู้กำกับเรียกแล้วนะ ไปแสดงความสามารถของนายให้ฉันเห็นซะ!”
“รับทราบครับ!”
+++++++++++++++++
ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ คอมเม้นให้กำลังใจเราด้วยนะ รักค่ะ