บทที่ 3 : ป่าแห่งมรณะและเสียงกระซิบจากอดีต
การเดินทางของคณะผู้ถือโฉลกแห่งดวงดาวดำเนินมาได้หลายวัน ภายใต้การนำทางที่แม่นยำของเมษา และการคุ้มกันอย่างแข็งขันของอัคคีและองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ พวกเขาได้ผ่านพ้นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ถูกเงามืดกัดกินจนแห้งแล้ง และรอดพ้นจากการโจมตีของสิ่งมีชีวิตไร้ลักษณ์ขนาดย่อมมาได้หลายครั้ง
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างอัคคีกับเมษาจะยังคงตึงเครียดด้วยข้อโต้เถียงอยู่บ่อยครั้ง แต่อัคคีก็เริ่มยอมรับในความสามารถของเมษามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทุกครั้งที่เขา้าจะใช้พลังอย่างบ้าคลั่ง เมษาจะเตือนสติเขาด้วยคำพูดที่เฉียบคมราวกับมีดคมกริบ แต่ก็เปี่ยมด้วยเหตุผล และนั่นทำให้อัคคีสามารถควบคุมเปลวเพลิงในกายได้ดีขึ้นทีละน้อย ริ้วสีดำในออร่าของเขาก็จางลงจนแทบมองไม่เห็นเมื่อยามที่เขาสงบ
เช้าตรู่วันหนึ่ง พวกเขาเดินทางมาถึงชายป่าขนาดมหึมาที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเขียวอมเทาที่แผ่คลุมไปทั่วจนสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศภายในป่านั้นเงียบสงัดจนน่าขนลุก ไม่มีแม้แต่เสียงนกหรือเสียงลมพัดผ่าน ทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่น่าไว้วางใจ
"นี่คือ 'ป่าแห่งมรณะ' พะยะค่ะ" หัวหน้าองครักษ์ของอัคคีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระอึกกระอัก "มีคำร่ำลือว่าไม่มีใครที่ก้าวเข้าไปในป่าแห่งนี้แล้วจะรอดกลับมาได้"
"ม่านหมอกนี้คือพิษ" เมษาเอ่ยขึ้น ดวงตาสีครามของเธอจ้องมองเข้าไปในป่าอย่างพินิจพิเคราะห์ ออร่าสีฟ้าครามของเธอเปล่งประกายออกมาเบาๆ เพื่อวิเคราะห์กระแสพลังงานรอบตัว "มันคือพิษที่เกิดจากการสะสมพลังงานด้านลบของเงามืด มันจะดูดกลืนพลังชีวิตของผู้ที่สูดดมเข้าไป และทำให้พลังราศีของพวกเขาบิดเบี้ยว"
"แล้วเราจะผ่านมันไปได้อย่างไร!" อัคคีถามอย่างร้อนใจ
"เราต้องใช้ 'พลังราศีกุมภ์' สร้างบาเรียพลังงานที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้พะยะค่ะ" เมษาตอบ "ข้าจะสร้างแกนหลักของบาเรีย และท่านกับองครักษ์จะต้องช่วยกันเสริมพลังให้กับบาเรียจากภายนอก"
"แล้วเ้าจะไม่ใช้พลังราศีสิงห์ของข้าแผดเผามันให้หมดไปเลยล่ะ!" อัคคีเสนอขึ้น
"พิษนี้ไม่ได้มีเพียงแค่กายภาพ แต่มันคือพลังงานมืดที่ซึมซับเข้าไปในจิติญญา" เมษาตอบ "การแผดเผาอาจจะทำให้มันแพร่กระจายไปเร็วกว่าเดิม และหากบาเรียไม่แข็งแกร่งพอ พิษก็จะแทรกซึมผ่านเข้ามาได้ง่ายๆ"
อัคคีสบถเบาๆ เขายอมรับว่าคำพูดของเมษามีเหตุผลเสมอ แม้จะขัดกับสัญชาตญาณนักรบของเขาที่มักจะใช้กำลังเข้าห้ำหั่น
"เข้าใจแล้ว" อัคคีพยักหน้า เขาสั่งให้องครักษ์เตรียมพร้อม และหันไปมองเมษา "เ้าเริ่มได้เลย"
เมษาพยักหน้าเล็กน้อย เธอหลับตาลง มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาประกบกันเบื้องหน้า ออร่าสีฟ้าครามของเธอส่องสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าที่เคยเป็ พลังราศีกุมภ์ที่เธอรวบรวมได้ก่อตัวขึ้นเป็เกราะพลังงานทรงกลมขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ ขยายตัวออกครอบคลุมคณะเดินทางทั้งหมด บาเรียพลังงานนั้นใสบริสุทธิ์ราวกับฟองน้ำขนาดมหึมา ป้องกันไม่ให้ม่านหมอกพิษเข้ามาััพวกเขาได้
"บัดนี้!" เมษาเอ่ยขึ้น "ท่านอัคคีและองครักษ์! จงส่งพลังราศีของพวกท่านมายังบาเรียนี้! เสริมความแข็งแกร่งให้มัน!"
อัคคีไม่รอช้า เขารวบรวมพลังราศีสิงห์ ส่งกระแสไฟสีแดงเพลิงเข้าไปยังบาเรียของเมษา พลังของเขาไม่ได้แผดเผาบาเรียของเธอ แต่กลับหลอมรวมเข้ากับพลังแห่งลมของเมษา ทำให้บาเรียนั้นส่องประกายเรืองรองมากขึ้น และดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
องครักษ์คนอื่นๆ ก็ส่งพลังราศีของตนเองเข้าเสริมบาเรียเช่นกัน ทำให้บาเรียพลังงานแข็งแกร่งจนสามารถทะลวงเข้าไปในม่านหมอกพิษได้ราวกับเรือที่แล่นฝ่าคลื่นลม
ภายในป่าแห่งมรณะนั้นมืดสลัวและเต็มไปด้วยต้นไม้โบราณรูปร่างบิดเบี้ยวที่ไร้ใบ มีเพียงกิ่งก้านสาขาที่แห้งแล้งคล้ายแขนโครงกระดูกที่ยื่นออกมา ม่านหมอกพิษสีเขียวอมเทาลอยอ้อยอิ่งอยู่ทุกที่ ทำให้ทัศนวิสัยจำกัด
ขณะที่พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่า บาเรียพลังงานที่ล้อมรอบเริ่มสั่นคลอน อัคคีััได้ถึงแรงปะทะจากภายนอก และเสียงกระซิบแ่เบาที่พยายามจะแทรกซึมเข้ามาในจิตใจ
"มันกำลังพยายามแทรกซึม!" อัคคีกล่าว "พิษนี้ไม่ได้แค่ทำร้ายร่างกาย แต่มันพยายามจะเล่นงานจิตใจด้วย!"
"ใช่ค่ะ" เมษาตอบ "เงามืดใช้ความทรงจำที่เ็ปและความกลัวในใจเราเป็ช่องทางในการเข้าแทรกซึม จงมีสติไว้ให้มากที่สุด!"
ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าของอัคคีก็บิดเบี้ยวไป ใบหน้าของบิดาที่ซีดเซียวด้วยพิษของเงามืดปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา เสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของราชันย์สุริยะที่กำลังต่อสู้กับความตายดังก้องในโสตประสาทของอัคคี "เ้าไร้พลัง! เ้าอ่อนแอ! เ้าไม่สามารถปกป้องใครได้เลย!"
เปลวเพลิงในกายของอัคคีเริ่มปั่นป่วนอีกครั้ง ออร่าสีแดงเพลิงของเขาเริ่มสั่นไหว ริ้วสีดำกลับมาปรากฏชัดขึ้น
"ท่านอัคคี! จงมีสติ!" เสียงของเมษาดึงเขากลับมา ออร่าสีฟ้าครามของเธอโอบล้อมกายเขาไว้เบาๆ เพื่อพยายามดึงสติเขา
เมษาก็เผชิญหน้ากับภาพมายาของตัวเองเช่นกัน เธอเห็นภาพของดินแดนวารีเมฆาที่สงบสุขกำลังถูกไฟไหม้ กุมภีร์โบราณที่เธอเคยอ่านถูกเผาเป็เถ้าถ่าน และผู้คนในอาณาจักรของเธอกำลังกรีดร้องด้วยความเ็ป เงามืดพยายามจะบอกเธอว่า "เ้าไร้ประโยชน์! เ้าไม่สามารถปกป้องอาณาจักรของเ้าได้!"
แต่เมษาหลับตาลง เธอควบคุมลมหายใจให้เป็ปกติ สูดลมปราณธาตุลมเข้าสู่กาย พลังราศีกุมภ์ของเธอช่วยให้เธอสามารถมองเห็น "กระแสแห่งความเป็จริง" ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลวงตาเ่าั้
"มันเป็เพียงภาพลวงตา!" เมษาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "จงมองเข้าไปในใจของท่าน หาแก่นแท้ของความจริง!"
อัคคีพยายามทำตามที่เมษาบอก เขาหลับตาลง ภาพของบิดาที่เจ็บป่วยยังคงตามหลอกหลอน แต่เขาก็พยายามนึกถึงคำพูดของเมษา "พลังของราศีสิงห์คือการเป็ผู้นำด้วยหัวใจที่สงบและกล้าหาญ"
เขาลืมตาขึ้น ภาพลวงตาของบิดาเริ่มจางหายไป สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือม่านหมอกพิษ และเมษาที่กำลังยืนอยู่ข้างกายเขา พร้อมกับองครักษ์คนอื่นๆ ที่ก็กำลังต่อสู้กับภาพหลอนของตัวเองเช่นกัน
"พวกมันกำลังดึงเอาความกลัวและความเ็ปจากอดีตมาเล่นงานเรา" อัคคีกล่าว "เราจะผ่านมันไปได้อย่างไรในเมื่อเราต้องเผชิญกับอดีตของเราเอง!"
"เราต้องยอมรับมัน" เมษาตอบ "ยอมรับความเ็ป แต่ไม่จมปลักอยู่กับมัน แล้วก้าวข้ามมันไป" เธอหันไปมองอัคคี "ข้าจะช่วยท่าน แต่ท่านก็ต้องช่วยตัวท่านเองด้วย"
ทันใดนั้น สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดก็พุ่งเข้าใส่บาเรียพลังงานของพวกเขาอย่างไม่หยุดหย่อน พวกมันมีรูปร่างคล้ายสัตว์ป่าที่ทำจากเงา ดวงตาเรืองแสงสีแดงฉาน เสียงคำรามของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายพลัง
"พวกมันรู้ว่าเรากำลังอ่อนแอลงจากการต่อสู้กับจิตใจ!" อัคคีคำราม "เตรียมตัว!"
อัคคีรวบรวมพลังราศีสิงห์อีกครั้ง เปลวเพลิงสีแดงเพลิงส่องสว่างในมือของเขา เขากำลังจะใช้พลังะเิทุกสิ่งให้มอดไหม้ แต่เมษาจับมือเขาไว้
"อย่าใช้พลังทั้งหมดในคราวเดียว!" เมษาเอ่ย "พวกมันมีจำนวนมากเกินไป หากใช้พลังหมดตอนนี้ เราจะไม่มีเหลือไว้ป้องกันตัวในภายหลัง จงใช้พลังอย่างชาญฉลาด! จงใช้พลังเพื่อ 'ปกป้อง' ไม่ใช่ 'ทำลายล้าง' อย่างเดียว"
เมษาใช้พลังราศีกุมภ์สร้างกระแสลมหมุนวนที่รุนแรงรอบตัว สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดที่พุ่งเข้ามาถูกกระแสลมปั่นป่วนจนเสียหลัก
"ท่านอัคคี! จงใช้พลังเพลิงของท่านสร้างกำแพงไฟล้อมรอบเรา!" เมษาสั่ง "องครักษ์! เสริมพลังให้กับกำแพงไฟของท่านอัคคี!"
อัคคีพยักหน้า เขาส่งพลังเพลิงออกจากกาย สร้างกำแพงไฟทรงกลมสูงท่วมหัวที่ล้อมรอบคณะเดินทางทั้งหมด เปลวเพลิงที่รุนแรงแผดเผาเงามืดที่พยายามจะเข้ามาใกล้ องครักษ์คนอื่นๆ ก็ส่งพลังธาตุของตนเองเสริมกำแพงไฟ ทำให้มันแข็งแกร่งและมั่นคง
"ดีมากค่ะ" เมษาเอ่ยชม "ตอนนี้เรามีเวลาพักหายใจ"
ขณะที่กำแพงไฟของอัคคีกำลังป้องกันการโจมตี เมษาก็ใช้พลังราศีกุมภ์ของเธอสแกนหาทางออก เธอหลับตาลง รับรู้ถึงกระแสลมที่พัดพาไปทั่วป่า ลมที่นี่ปั่นป่วนผิดปกติ แสดงว่ามีบางอย่างที่กำลังควบคุมกระแสลมภายในป่าแห่งนี้
"ป่าแห่งนี้ไม่ใช่แค่เขาวงกตที่เต็มไปด้วยพิษ" เมษาเอ่ยขึ้น "มันคือเขาวงกตที่เปลี่ยนทิศทางได้เองตามความกลัวและอารมณ์ของเรา"
"แล้วเราจะหาทางออกได้อย่างไร!" อัคคีถามอย่างร้อนใจ
"เราต้องหา 'แก่นแท้แห่งความสงบ' ของป่าแห่งนี้" เมษาตอบ "เงามืดไม่สามารถครอบงำทุกสิ่งได้ทั้งหมด จะต้องมีจุดใดจุดหนึ่งที่ยังคงความบริสุทธิ์ของพลังธาตุลมอยู่"
เมษาหลับตาลงอีกครั้ง เธอกำลังใช้พลังราศีกุมภ์อย่างเต็มที่เพื่อััถึงกระแสลมที่แท้จริงที่ถูกบิดเบือนไป เธอรู้สึกถึงกระแสลมบริสุทธิ์ที่อ่อนโยนสายหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับกระแสลมพิษที่รุนแรง
"เจอแล้วค่ะ" เมษาเอ่ยขึ้น "ทางออกอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีกระแสลมบริสุทธิ์ที่กำลังพัดมาจากจุดนั้น มันคือแก่นแท้ของธาตุลมที่เงามืดไม่อาจกลืนกินได้หมด"
"ถ้าอย่างนั้นก็เปิดทางให้ข้า!" อัคคีกล่าวเตรียมพร้อมที่จะพุ่งออกไป
"ใจเย็นก่อนค่ะ" เมษาจับแขนอัคคีไว้ "เราต้องใช้พลังราศีกุมภ์ของข้าในการ 'ปรับกระแสลม' ให้เป็ทางเดินที่มั่นคง และท่านต้องใช้พลังราศีสิงห์ของท่านในการ 'นำทาง' และ 'แผดเผา' สิ่งที่เข้ามาขัดขวางให้พ้นทาง"
อัคคีพยักหน้า แม้จะไม่ชอบใจที่ต้องฟังคำสั่ง แต่เขาก็เริ่มเชื่อใจในความสามารถของเมษามากขึ้น
เมษาเริ่มใช้พลังราศีกุมภ์ เธอส่งกระแสลมบริสุทธิ์ออกไป พยายามบิดเบือนกระแสลมพิษให้เปิดเป็ช่องทางเดินที่มั่นคง พลังของเธอเปล่งประกายสีฟ้าคราม ทำให้ทางเดินที่เธอกำลังสร้างนั้นมีแสงสว่างส่องนำ
"ไปกันค่ะ!" เมษาเอ่ยขึ้น เมื่อทางเดินถูกเปิดออก
อัคคีพุ่งทะยานนำหน้า เขาส่งเปลวเพลิงที่ควบคุมได้อย่างดีเข้าไปเผาผลาญเงามืดที่พยายามจะปิดทางเดิน ขณะที่เมษาเดินตามหลัง คอยปรับกระแสลมและสร้างบาเรียป้องกันให้พวกเขาเคลื่อนที่ไปได้อย่างปลอดภัย
ระหว่างที่อัคคีกำลังใช้พลังเพลิง เขาเริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง เขาไม่ได้ใช้พลังอย่างบ้าคลั่งเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว การควบคุมพลังของเขาแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และริ้วสีดำในออร่าของเขาก็แทบจะหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงสีแดงเพลิงที่บริสุทธิ์และทรงพลัง
"พลังของเ้ากำลังกลับมาสมบูรณ์ขึ้นค่ะ" เมษาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอัคคีใช้พลังอย่างเชี่ยวชาญ "เพราะท่านเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์และความโกรธของท่านแล้ว"
อัคคีไม่ได้ตอบ แต่ในใจของเขา เขารู้สึกขอบคุณหญิงสาวผู้นี้ เขาไม่เคยคิดว่าการควบคุมพลังจะสามารถทำได้ด้วยวิธีนี้ วิธีที่เขาไม่เคยเรียนรู้มาก่อน
ในที่สุด หลังจากผ่านพ้นการต่อสู้อันหนักหน่วงกับภาพหลอนและสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืด พวกเขาก็ทะลุพ้นม่านหมอกพิษออกมาจากป่าแห่งมรณะได้สำเร็จ
เมื่อพวกเขาออกมาจากป่า แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงมาต้องใบหน้าของทุกคน ทำให้รู้สึกโล่งใจอย่างที่สุด ออร่าสีฟ้าครามของเมษาดูจะเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้นเมื่อัักับแสงอาทิตย์ เช่นเดียวกับอัคคีที่ออร่าสีแดงเพลิงของเขาสว่างสดใสราวกับเปลวเพลิงบริสุทธิ์
อัคคีหันไปมองเมษาที่กำลังยืนหอบหายใจเล็กน้อยจากการใช้พลังงานมหาศาล เขาเดินเข้าไปหาเธอ
"ข้า... ข้าขอขอบใจเ้า" อัคคีเอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกัก เขาไม่เคยพูดคำนี้กับใครมาก่อน "ถ้าไม่มีเ้า ข้าคงจะจมดิ่งอยู่ในความบ้าคลั่งของตัวเอง และคงไม่มีทางออกมาจากป่าแห่งนี้ได้"
เมษาเงยหน้าขึ้นมองอัคคี ดวงตาสีครามของเธออ่อนโยนลงเล็กน้อย เธอเห็นแววตาที่แตกต่างออกไปในดวงตาของเขา ไม่ใช่เพียงความหยิ่งทะนงและความโกรธเกรี้ยวอีกแล้ว แต่เป็ความนับถือและความรู้สึกที่ซับซ้อนมากขึ้น
"เราคือผู้ถือโฉลกแห่งดวงดาว" เมษาตอบ "เราต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริงค่ะ"
อัคคีพยักหน้า เขามองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา เห็นแนวเทือกเขาที่สูงเสียดฟ้าทอดยาวอยู่เบื้องหน้า นั่นคือ 'ูเาแห่งการทรมาน' ด่านต่อไปที่พวกเขาจะต้องเผชิญ
เส้นทางยังอีกยาวไกล แต่ในเวลานี้ อัคคีรู้แล้วว่าเขาไม่ได้เดินทางเพียงลำพังอีกต่อไป และในใจของเขาก็มีความรู้สึกแปลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น... ความรู้สึกที่มากกว่าแค่ความเชื่อใจในฐานะคู่หูร่วมชะตากรรม