เป็เวลากว่า 5 ปีแล้ว ที่เขาได้เติบโตขึ้นมา อวี้เทียนมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นเต้น ั้แ่เขาจำความได้ชายชราตรงหน้าก็พาเขาพเนจรไปทั่ว ไม่มีที่อยู่เป็หลักแหล่ง
“ท่านตา พวกเราเข้ามาภายในป่าทำไมกัน” อวี้เทียนถามขึ้น
“ข้าพาเ้ามาฝึกวิชายังไงละ” ชายชราตอบ
“ฝึกวิชา ?” อวี้เทียนทำสีหน้าดีใจ
ท่านตาชอบเล่าเื่ต่างๆ ให้อวี้เทียนได้ฟังั้แ่ยังเล็ก ทำให้เขาสนใจในเื่นี้เป็อย่างมาก แม้มันดูเหมือนจะเป็เื่ไกลตัวก็ตาม
“วิชาที่เราจะฝึกคือวิชาอะไรหรอ” อวี้เทียนถาม
“เ้าโง่ ก็วิชาตกปลาไงละ” ชายชราตอบ
“ตกปลามันก็นับเป็การฝึกวิชาด้วยหรือ” อวีเทียนสงสัย เพราะที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าพวกเขาตกปลาอยู่ตลอดหรอ
“แน่นอนว่าเป็”
“ต่อไปข้าจะสอนเ้าให้รู้ซึ้งถึงเขตแดน ''อนัตตาลิขิต'' ” ชายชราพูดขึ้น
“ถึงแล้ว” ชายชราชี้ไปยังลำธารด้านหน้า
‘เขตแดนอนัตตาลิขิตหรือ’ อวี้เทียนตาเป็ประกาย
เมื่อทั้งสองเดินมานั่งลงตรงข้างลำธาร หนึ่งชายชรา หนึ่งผู้เยาว์ ก็เหวี่ยงคันเบ็ดที่ทำจากไม้ไผ่ธรรมดาออกไป ผ่านไปสักพักชายชราก็ยังไม่ได้อธิบายอะไร อวี้เทียนเลยอดสงสัยไม่ได้ เมื่อหันไปเตรียมที่จะถามคำถาม เขากลับเห็นนกสองตัวที่เกาะอยู่ที่ไหล่ของชายชรา
“์ลงทัณฑ์ผู้คนผ่าน "กรรม" หรือ "ลิขิต" เมื่อทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติจนเป็หนึ่งเดียว เราก็กลายเป็ "อนัตตา" (ไม่มีตัวตน)”
“จงปล่อยวาง หายใจให้เหมือนเป็ส่วนหนึ่งของอากาศ อย่าไปแย่งอากาศโลกหายใจ ปล่อยให้มันไหลเข้าไหลออกเองเหมือนกระแสน้ำ” ชายชราพูดออกมา
อวี้เทียนทำสีหน้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก
“การปล่อยวางคือการจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ เมื่อใจไม่พะวงถึงสิ่งที่เสียไปหรือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง”
“เ้าจงจ้องมองไปยังทุ่นตกปลาบนผิวน้ำที่ไหวระริก ห้ามละสายตาแต่ห้ามเพ่งเล็ง”
“ฝึกให้จิต "หลุด" ออกจากร่างกายไปรวมกับทุ่นและสายน้ำ เมื่อจิตว่างจนถึงขีดสุด ร่างกายจะเริ่ม ลบการมีตัวตน ออกจากสภาพแวดล้อม นี่คือจุดเริ่มต้นของสภาวะอนัตตา”
อวี้เทียนทำตามที่ชายชราแนะนำ เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด นกที่ตอนแรกมีอยู่สองตัวกลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น พวกมันไม่ได้ส่งเสียงดังจนหน้ารำคาญ แต่กลับส่งเสียงออกมาเป็จังหวะเหมือนกับการตอบโต้สายลม จนในที่สุดก็มีนกบินมาเกาะที่ไหลของอวี้เทียน
เมื่อนกน้อยบินลงมาเกาะที่หัวไหล่ของ อวี้เทียนโดยไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าในขณะนั้น "เขาไม่ใช่คน" ในสายตาของธรรมชาติอีกต่อไป
ในจังหวะที่นกขยับปีกแล้วหย่อนตัวลงเกาะเบาๆ บนไหล่ของอวี้เทียนนั้น นี้คือนาทีแห่งสภาวะ "อนัตตาลิขิต"
ไร้จิตสังหาร : แม้แต่อสัญกรรมหรือสัญชาตญาณสัตว์ป่าก็ตรวจไม่พบภัยอันตราย เพราะจิตของอวี้เทียนสงบนิ่งจนไม่มี "คลื่นความร้อน" หรือ "ความนึกคิด" ใดๆ แผ่ออกมา
กายดั่งขุนเขา : ไหล่ของเขานิ่งสนิทและมั่นคงดั่งโขดหินที่นกเคยเกาะประจำ ลมหายใจที่แ่เบาดั่งสายลมของเขาไม่ทำให้ขนของนกไหวติง
นกที่มาเกาะไหล่ อวี้เทียนไม่ใช่เพียงนกธรรมดา แต่เป็ "วิหคเจตจำนง" หรือนกวิเศษที่ก่อตัวขึ้นจากพลังปราณบริสุทธิ์ของธรรมชาติและเศษเสี้ยวลิขิตฟ้าที่หลุดลอยมา นกตัวนี้มีขนสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ แต่ดวงตากลับเป็สีทองอำพัน
ในปากของมันคาบผลไม้ชนิดหนึ่งเอาไว้ ในสภาวะ "อนัตตาลิขิต" อวี้เทียนรับรู้ถึงกลิ่นหอมของมัน แต่ไม่ได้ััด้วยจมูก แต่ััด้วย "จิต" ผลไม้ลูกเล็กสีครามใสราวกับอัญมณีส่องประกายอยู่ตรงหน้าเขา
อวี้เทียนไม่ได้ยื่นมือไปตะครุบด้วยความอยากลิ้มรส แต่เขาค่อยๆ หงายฝ่ามือซ้ายขึ้นช้าๆ ราวกับกลีบบัวที่ผลิบานตอนเช้า นกวิเศษเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะวางผลไม้นั้นลงบนกลางฝ่ามือของเขาอย่างแ่เบา
เมื่อผลไม้ััฝ่ามือ มันก็เริ่มหลอมละลายกลาย กลั่นเป็ "หยาดน้ำค้างแห่งปราณ" ซึมเข้าสู่ิัผ่านรูขุมขนโดยตรง ชายชราสั่งให้อวี้เทียนหลับตาและซึบซับพลังของมัน
อวี้เทียนรู้สึกถึงความร้อนที่นุ่มนวลวิ่งพล่านไปตามจุดชีพจร แต่มันไม่ได้ทำให้เขา ร้อนรุ่ม กลับทำให้ความนิ่งดั่งขุนเขาของเขายิ่ง "ลึกซึ้ง" ขึ้นไปอีก ร่างกายที่เคยเป็เนื้อหนังเริ่มดูเหมือนจะ "โปร่งแสง" กลมกลืนกับอากาศธาตุมากขึ้นไปอีกระดับ
เมื่อผลไม้ซึมซาบหมดสิ้น นกวิเศษส่งเสียงร้องกังวาลหนึ่งครั้ง อวี้เทียนลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาของเขาไม่ได้เปลี่ยนเป็สีทองหรือดุดัน แต่กลับ "ใสกระจ่างดั่งน้ำในสระที่ไร้ตะกอน" อวี้เทียนยื่นมือออกไปลูบหัวนกวิเศษอย่างแ่เบา มันคือการสื่อสารที่เหนือกว่าถ้อยคำ เป็การ "ขอบคุณ" ระหว่างหนึ่งชีวิตที่ปล่อยวาง กับหนึ่งเจตจำนงของธรรมชาติ
เมื่อปลายนิ้วของเขาแตะลงบนหัวนก ความนุ่มนวลนั้นไม่ได้มาจากเพียงเนื้อหนัง แต่มาจาก "ความเมตตา" ที่ไร้อัตตา นกวิเศษไม่ได้หลบเลี่ยง แต่มันกลับหลับตาลงรับััจาก "ขุนเขาที่อบอุ่น" อย่างเขา
นกวิเศษลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาซึ้งใจนั้นเปล่งแสงอ่อนๆ ก่อนจะแผดเสียงร้องกังวานสว่างไสวไปทั่วหุบเขา เสียงนี้ไม่ใช่เสียงเศร้าของการพลัดพราก แต่เป็เสียงประกาศชัยชนะของ "อิสรภาพ"
มันโผบินขึ้นจากไหล่ของอวี้เทียน ทะยานสู่ท้องฟ้ากว้าง นกที่อยู่รอบๆ เองก็บินตามออกไป ฝูงนกนับร้อยนับพันบินวนรอก้อนเมฆอยู่ นกวิเศษกลมกลืนไปกับฝูงนกเ่าั้จนแยกไม่ออก สื่อถึงการที่อวี้เทียนเองก็กลมกลืนไปกับโลกใบนี้แล้วเช่นกัน จนในที่สุดพวกมันก็บินหายเข้าไปในกลับเมฆ
อวี้เทียนแหงนมองท้องฟ้าตามฝูงนกไปจนลับสายตา ก่อนที่จะยิ้มออกมา
“พวกมันไปแล้ว” อวี้เทียนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
“ท่านตาท้องฟ้ากว้างใหญ่แค่ไหนกัน” เขาหันไปถามชายชรา
“เ้าโง่ ท้องฟ้าก็กว้างใหญ่เท่าฝ่ามือเ้าไง !” ชายชราตอบ
อวี้เทียนได้เพียงยิ้มให้กับคำตอบของชายชรา
“ไปกันเถอะข้าหิวแล้ว” ชายชราลุกขึ้นก่อนที่จะเดินนำอวี้เทียนไป
เมื่อพวกเขาจากไปทุกอย่างในที่แห่งนี้ก็กลับคืนสภาวะปกติ
…
จากประโยคที่ว่า "แม้แต่อสัญกรรมหรือสัญชาตญาณสัตว์ป่าก็ตรวจไม่พบ" คำนี้ถูกนำมาใช้ในเชิงเปรียบเทียบถึง "สภาวะที่ไร้ความรู้สึกนึกคิด" หรือ "ความดับสูญของจิต"
ในทางพุทธศาสนาและปรัชญาตะวันออก หมายถึงสภาวะที่ "ไม่มีความนึกคิด" หรือ "จิตที่หยุดนิ่งสนิท"