พี่หยุ่นอี้เป็คนแรกที่เริ่มเรียนรู้การทำอาหารจากฮุ่ยเหมย พี่ชายของเธอ บอกว่าอยากทำอาหารให้น้องๆ ด้วยตนเอง
เพราะก่อนหน้านี้ ตอนที่ลำบากพี่หยุ่นอี้แทบไม่มีอะไรให้น้องกินเลย ตอนนี้อยากเป็คนทำอาหารเลี้ยงน้อง เพื่อชดเชย่เวลาก่อนหน้านั้น
ซึ่งฮุ่ยเหมยกับเสี่ยวหยางก็ไม่ขัด เพราะพี่หยุ่นอี้นั้นถือว่าฝีมือดีทำอาหารอร่อย ไม่ด้อยกว่าฮุ่ยเหมยเลย
ตอนนี้พวกเราสามพี่น้อง กำลังนั่งกินอาหารที่โต๊ะใหม่ในห้องครัว พี่หยุ่นอี้ทำข้าวต้มหมูสับได้หอมอร่อยมาก บวกกับใช้น้ำวิเศษจากในโอ่งด้วยยิ่งเพิ่มรสชาติให้ดียิ่งขึ้น
พี่หยุ่นอี้กับเสี่ยวหยางกินไปคนละสองชามใหญ่ แล้วยังสามารถกินผิงกัวกับพูเถาได้อีกด้วย ส่วนฮุ่ยเหมยกินแค่ชามเล็กๆ เธอก็อิ่มแล้ว เมื่อกินแล้วเสี่ยวหยางอาสาล้างจาน เพราะสนใจซิ้งค์ล้างจานใหม่ที่มีน้ำไหลจากท่อไม้ไผ่
“พี่รอง ท่านลุงช่างเก่งมากเลยที่ทำน้ำให้ไหลออกจากไม้ไผ่มาถึงในครัวบ้านเราได้” เสี่ยวหยางบอกฮุ่ยเหมยด้วยความทึ่ง เมื่อวานก็สนใจน้ำในห้องอาบน้ำไปแล้วรอบหนึ่ง
“แล้วสบายขึ้นไหมล่ะ ไม่ต้องไปล้างหน้า อาบน้ำที่ลำธารแล้ว เวลาล้างจานก็ไม่ต้องไปหาบน้ำมาใส่โอ่ง แค่เปิดน้ำก็ไหลเต็มโอ่งแล้ว”
“ดีมากเลยขอรับพี่รอง ตอนอากาศหนาวเวลาอาบน้ำจะได้ไม่ต้องทนหนาวแล้วด้วย” เสี่ยวหยางตอบพี่สาวอย่างมีความสุข
“พี่ใหญ่ วันนี้เราเข้าเมืองกันเถอะ ข้าจะเอาลายปักไปให้ท่านน้าซื่อเหนียง แล้วรับชุดกันหนาวที่สั่งไว้มาให้ทุกคนด้วย รอบนี้เราคงต้องซื้ออาหารมาตุนไว้ให้มากเพียงพอ ข้าว่าเริ่มหนาวแล้วถ้าเกิดหิมะตก เราคงเข้าเมืองไม่ได้อีก”
พี่หยุ่นอี้ให้น้องๆเตรียมตัว ส่วนตนเองไปเตรียมรถม้าด้านนอก พอเสี่ยวหยางล้างจานเสร็จ ฮุ่ยเหมยก็ใช้ผ้าสะอาดเช็ดแก้ว จาน ช้อน จนแห้ง เก็บไว้ในตู้เรียบร้อย แล้วเช็ดโต๊ะ กวาดครัวจนตอนนี้สะอาดเอี่ยม เสี่ยวหยางชมว่าครัวบ้านเราสวยมากจริงๆ
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ เสี่ยวหยางวิ่งไปหาพี่หยุ่นอี้ข้างนอกแล้ว ฮุ่ยเหมยดูความเรียบร้อยอีกทีแล้วใช้กุญแจล็อคประตูบ้าน แล้วล็อคประตูรั้วจากด้านนอกอีกที
เสี่ยวหยางนั่งด้านหน้ากับพี่หยุ่นอี้ ส่งเสียงเร่งให้พี่สาวรีบขึ้นรถม้า ตื่นเต้นอยากรีบออกเดินทางเข้าไปในเมือง
“พวกเ้ามาแล้ว เข้ามาข้างในเร็วเข้า ข้างนอกอากาศหนาว”
ท่านน้าซื่อเหนียงพอได้ยินคนงานบอกว่าครอบครัวของฮุ่ยเหมยมา ก็รีบวิ่งมาต้อนรับทันที
ฮุ่ยเหมยกับเสี่ยวหยางเดินเข้ามาข้างในก่อน ส่วนพี่หยุ่นอี้กำลังจัดการรถม้าอยู่ เสร็จแล้วจึงแล้วเดินตามเข้ามาข้างใน
ในร้านผ้ามีเตาไฟวางตามจุดต่างๆ ทำให้ทั้งร้านเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ท่านน้า ข้าอยากได้เตาไฟแบบนี้ ข้าต้องไปซื้อร้านไหน” ฮุ่ยเหมยถามอย่างสนใจ
“เ้าอยากได้กี่อันล่ะ เดี๋ยวข้าจะให้คนงานเอามาให้ เป็ของญาติฝั่งแม่ของข้าที่อยู่ต่างเมือง นำมาฝากขาย เตาอยู่หลังร้านข้านี่เอง ไม่ได้เอาไปวางขายที่ไหน แค่วางในร้านก็มีคนถามซื้อจนส่งมาขายไม่ทันแล้ว”
“งั้นดีเลย ข้าอยากได้ห้าอัน ท่านน้าให้คนงานมาวางไว้ที่รถม้าให้ข้าเลย” ฮุ่ยเหมยตอบอย่างดีใจ เพราะเตาเล็กแบบนี้สามารถเอาเข้าไปวางในห้องนอน ช่วยเพิ่มความอบอุ่นได้ดี
“เ้ามาก็ดีเลย จะได้รับส่วนแบ่งของเ้าไป นี่คือบัญชีที่ขายได้ในเดือนนี้ เ้าลองตรวจดู” ท่านน้าซื่อเหนียง ส่งบัญชีสามเล่มให้ฮุ่ยเหมยตรวจดู เมื่อฮุ่ยเหมยเปิดดูบัญชี ถึงกับอึ้งกับรายรับของร้านผ้า
“เป็อย่างไรล่ะ ผลงานของเ้าทั้งนั้น ั้แ่ข้าเปิดร้านผ้ามาไม่เคยขายดีอย่างนี้มาก่อน ั้แ่มีลายปักของเ้า รายได้ของร้านก็ดีขึ้นอย่างมาก” ท่านน้าซื่อเหนียงพูดพร้อมยิ้มแย้มให้กับฮุ่ยเหมย
“อ้ะนี่คือเงินส่วนแบ่งของเ้าในเดือนนี้ 130 ตำลึงทอง อ้อแล้วชุดกันหนาวของพวกเ้าข้าทำให้เสร็จแล้วนะ นี่ๆ ข้าห่อไว้ให้พวกเ้าแล้ว ค่าชุดข้าไม่รับนะ เพราะเงินที่เข้าร้านได้จากลายปักของเ้าทั้งนั้น”
เมื่อท่านน้าซื่อเหนียงไม่รับเงินค่าชุดก็แล้วไป ส่วนเงินค่าเตาไฟอันนั้นฮุ่ยเหมยจ่ายปกติซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงมาก
เมื่อฮุ่ยเหมยส่งภาพสำหรับปักผ้าให้ท่านน้าซื่อเหนียง ท่านน้ารับไปด้วยความยินดี พูดคุยสักพักสามพี่น้องก็กล่าวลาท่านน้าซื่อเหนียง เพื่อไปซื้ออาหารสำหรับกักตุนไว้ใน่ฤดูหนาว