บทที่ห้า
ตั้งตัวเป็อริ
หลังจากเสียงประกาศดังขึ้นทุกสายตาของบรรดาคุณหนูที่รวมตัวกันอยู่ที่ศาลาต่างก็หันไปมองตามทางเดินหน้าจวนอย่างพร้อมเพรียงปรากฏให้เห็นขุนนางผู้หนึ่งที่พึ่งกลับมาจากชายแดนหรือก็คือขุนนางถังหยวนเขามีรูปร่างสูงโปร่งดูเป็บัณฑิตที่องอาจคนหนึ่ง ไม่ได้มีคราบความเถื่อนจากคนนอกด่านแม้แต่น้อยหรือจะฮูหยินถังผู้เป็ภรรยาที่ตามมาก็เป็หญิงงามคนหนึ่งแม้จะเกือบเข้าวัยหลักสี่แล้วแต่ก็ยังดูงดงามสง่าที่มองก็รู้ทันทีว่าตอนเป็สาวแรกรุ่นจะต้องเป็สาวงามอย่างหาที่เปรียบได้ยาก
ยิ่งที่เดินรั้งท้ายคือหญิงสาววัยออกเรือนอายุสิบเจ็ดสิบแปดท่วงท่ามั่นใจแต่อ่อนโยน ก้าวย่างแ่ชายกระโปรงแทบไม่ขยับมองต่ำเล็กน้อยกิริยาที่ดูก็รู้ว่าได้รับการสั่งสอนมาอย่างดีรู้พิธีเข้าร่วมงามสังคมแต่ที่เหนือกว่านั้นที่ทำให้คุณหนูทุกคนตาค้างคือรูปร่างหน้าตาของถังหลันชิงผู้นี้ใบหน้าเรียว ตากลมใสรับรูปหน้า ริมฝีบางเป็กระจับสีชมพูระเรื่อ แต่งหน้าแต่พองามเส้นผมยาวดำขลับสลวยดั่งไหม อาภรณ์สีชมพูม่วงอ่อนดั่งบุปผารับวสันต์งามจนต้องหยุดมองตามกัน
ฟ่านหนิงที่เคยเห็นภาพนี้มาแล้วจึงไม่ได้ตกตะลึงไปกับผู้อื่นนางกลับถอยหลังเงียบๆ ขณะที่ไม่มีใครสังเกตหลบออกไป นางหลบมาที่ด้านหนึ่งของจวนที่ไม่มีคนวันนี้นางพาจางไป๋ซินติดตามมาร่วมงานด้วยหลังปลีกด้วยมาได้แล้วนางก็หันมาเอ่ยถามบ่าวรับใช้ “ของที่ให้เตรียมเรียบร้อยหรือไม่”
จางไป๋ซินเอ่ย “เรียบร้อยดีเ้าค่ะ” พร้อมหยิบสิ่งหนึ่งออกมาให้ฟ่านหนิงดู
หลังพูดคุยจบมั่นใจแล้วจึงเดินกลับไปที่กลุ่มที่กำลังคุยกันอยู่เช่นเดิมเสียงดนตรีจากเครื่องสายอ่อนหวานคลออยู่เื้ับรรดาคุณหนูในตระกูลขุนนางยังคงจับกลุ่มสนทนาอย่างคึกคักและเหมือนจะมีสตรีสักคนทำหน้าที่อย่างว่องไว่ที่ฟ่านหนิงไม่อยู่ไปดึงถังหลันชิงเข้ามารวมกลุ่มสนทนาของบรรดาคุณหนูในตระกูลขุนนางแล้วเมื่อตอนที่ฟ่านหนิงปรากฏตัวเหล่าคุณหนูกว่าครึ่งในกลุ่มมีสีหน้าก่ำกลืนก็มองมาที่นาง
นางเองไม่แปลกใจเพราะก่อนหน้านี้คงมีคุณหนูสักคนวาจากล้าลองของแล้วโดนถังหลันชิงตอบโต้จนหน้าหงายสินะฟ่านหนิงจึงนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามกับถังหลันชิง ถ้าฝั่งถังหลันชิงอาภรณ์ชมพูม่วงอ่อนสดใสเป็ฤดูใบไม้ผลิฝั่งฟ่านหนิงก็คือเหลืองอมส้มจัดจ้านของใบไม้ร่วงและอีกอย่างที่ทำให้นางไม่เคยรู้สึกด้อยกว่าถังหลันชิงสักเท่าไรคือเื่รูปลักษณ์นางก็ไม่น้อยหน้าทำไมจะไม่กล้าสู้ ฟ่านหนิงมองอีกฝ่ายอย่างประเมินไม่ปิดบัง
ในเมื่อข้อความภารกิจที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศตรงหน้าบอกว่าจะต้องสร้างเื่เขม่นอีกฝ่ายสร้างความเป็อริต่อกันจะมัวยิ้มอยู่ทำไม
ขณะที่กำลังประเมินอริอยู่คุณหนูรองไป๋จึงเอ่ยแนะนำนางให้ถังหลันชิงที่นั่งอยู่รู้จัก“นี่คือคุณหนูใหญ่ฟ่าน บุตรีเสนาบดีฟ่าน”
ก่อนที่ถังหลันชิงจะเอ่ยเริ่มบทสนทนานางก็ชิงกล่าว“ได้ยินว่าคุณหนูถังพึ่งมาจากชายแดนปรับตัวเข้ากับเมืองหลวงได้หรือยัง ที่นี่พลุกพล่านคนมากแสงสีก็หลากหลายอาจจะทำให้คุณหนูถังปรับตัวยากเสียหน่อย หากมีอะไรที่จะให้ฟ่านหนิงช่วยก็บอกได้”
ฟ่านหนิงน้ำเสียงกล่าวอย่างเป็มิตรแต่ความหมายคือดูถูกว่าถังหลันชิงเป็สตรีบ้านป่าจะอยู่ที่เมืองเจริญได้หรือสิ่งนี้แน่นอนว่าทุกคนก็รับรู้ความหมายแฝงนั้นจึงพากันมองถังหลันชิงว่าจะตอบอะไร
ถังหลันชิงไม่สะดุ้งแม้แต่น้อยว่า “แต่อย่างไรก็ขอบคุณคุณหนูฟ่านที่ใส่ใจ”โดยที่อีกฝ่ายมีสีหน้าเรียบแต่แฝงรอยยิ้มจาง ที่บอกได้ว่าไม่คิดยอมง่ายๆ “ที่นี่อาจจะแปลกใหม่แต่ก็เป็เพียงเื่ของอาคารบ้านเรือนเพราะเมืองหลวงยังตั้งบนพื้นดินไม่ใช่แดน์ที่เห็นชัดว่าจิตใจก็ไม่ได้สูงส่งกว่าที่ใด”
คำตอบนั้นหลายคนเบิกตาค้างเพราะความเผ็ดร้อนของวาจาคุณหนูถังจากนั้นฟ่านหนิงก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย ไม่ได้จิบจริงจังนางทอดสายตายาวเหยียดตรงไปที่ถังหลันชิง ชาตินี้นางจะไม่เต้นเร่าเช่นแต่ก่อนแล้วเพราะนางรู้ดีถังหลันชิงแม้จะอ่อนหวานแต่ก็มีความขบถไม่ยอมคน ตอนนี้จึงปะทะเล็กๆน้อยๆ ไปก่อน อย่าพึ่งใจร้อน
ขณะที่บรรดาคุณหนูที่อยู่ใกล้ๆพากันลอบมอง แววตาบางคนเต็มไปด้วยความสนุกเฝ้ารอการปะทะเพราะเหมือนว่าคุณหนูฟ่านที่เป็ที่หนึ่งมาเสนอจะมีคู่ปรับที่ทัดเทียมแล้วส่วนบางคนกลับกังวลว่าหากเกิดวิวาทขึ้นกลางงาน
ถังหลันชิงมิได้ก้มหน้าหลบเลี่ยง ฟ่านหนิงจึงวางถ้วยชาลงแล้วลูบชายแขนเสื้ออย่างมีจังหวะคล้ายกำลังอดกลั้นความหงุดหงิดเพื่อแสดงออกให้คนอื่นรู้ว่าตนไม่สบอารมณ์กับคุณหนูถังผู้นี้ จากนั้นก็กล่าวต่อ “คุณหนูถังกล่าวได้มีเหตุผลนักเช่นนั้นก็ขอให้คงความมั่นคงเช่นนี้ไว้ตลอดไปเถิดเมืองหลวงมิใช่ที่ที่ผู้ใดจะอยู่ได้ด้วยลมปากเพียงไม่กี่ประโยค”
คุณหนูรองไป๋ที่นั่งอยู่ใกล้ๆรีบยิ้มประสานเสียง “สองคุณหนูต่างก็เปี่ยมด้วยความเฉลียวฉลาดเห็นจะได้สนทนากันอีกมากในภายหน้า ข้าฟังแล้วพลอยชื่นใจนัก” นางพยายามจะปรับบรรยากาศให้เบาบางลง
ฟ่านหนิงเอียงหน้ามองผ่านไหล่ถังหลันชิงเห็นบิดามารดาของอีกฝ่ายกำลังสนทนากับแขกโดยรอบ สีหน้าเปี่ยมด้วยความยิ้มแย้มไม่ได้เหลือบมามองบุตรสาวเลยแม้แต่น้อยแสดงให้เห็นว่าถังหลันชิงได้รับการอบรมมาไม่ต้องกลัวว่าอยู่กับบรรดาคุณหนูแล้วจะเป็เนื้อเข้าปากเสือฟ่านหนิงยิ่งเกิดความรู้สึกท้าทาย
“คุณหนูถัง”ฟ่านหนิงเอ่ยเสียงอ่อนลงเล็กน้อยแต่ความหมายกลับแหลมคม“หากเ้าอยู่เมืองหลวงไปนาน วันใดข้าจะพาไปเยี่ยมชมเมืองทั้งโรงน้ำชา โรงละคร หรือแม้กระทั่งงานชมบุปผาในฤดูหน้าอาจทำให้ท่านเข้าใจวิถีชีวิตอย่างคนเมืองหลวงมากขึ้น”
คำพูดนั้นเหมือนการเชื้อเชิญแต่แท้จริงคือการหยั่งเชิงถังหลันชิงเพียงยิ้มไม่แสดงอาการหวั่นไหว “เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณคุณหนูใหญ่ฟ่านที่กรุณาข้าเองก็มักอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่แล้ว หากมีโอกาสย่อมไม่ปฏิเสธ”
ถ้อยคำตอบรับตรงไปตรงมาไม่มีท่าทีเลี่ยงหลบทำให้ผู้ฟังหลายคนเริ่มซุบซิบกันเบาๆ ความหมายคือถังหลันชิงกล้ารับคำท้าอย่างไม่เกรงกลัว
ฟ่านหนิงนั่งพิงเบาะมุมปากยกยิ้มจางในดวงตาลึกลงมีเพลิงแห่งความคะนองวูบไหว นางไม่ได้โกรธเกรี้ยวแบบครั้งก่อนหากแต่กลับรู้สึกสนุกยิ่งกว่า ราวกับจะได้แก้มือที่พลาดไปครั้งที่แล้ว
เมื่อถึงเวลาแสงประทีปนับร้อยถูกจุดสว่างไสวทั่วทั้งเรือนใหญ่ของสกุลโจวบรรดาขุนนางฮูหยินและคุณชายคุณหนูผู้สูงศักดิ์ต่างพากันก้าวเข้าสู่โถงงานเลี้ยงที่ด้านในมีเสียงขลุ่ยประสานกับเสียงพิณแ่เบาที่ขับกล่อมผู้มาถึง
แเื่ต่างถูกเชิญให้แยกย้ายไปนั่งตามตำแหน่งที่จัดเตรียมไว้โดยละเอียดไม่เพียงคำนึงถึงยศถาบรรดาศักดิ์ หากยังคำนึงถึงสายสัมพันธ์ระหว่างตระกูลด้วยเหตุนี้จึงทำให้สกุลฟ่านและสกุลถังได้ที่นั่งใกล้กันแม้ขุนนางถังผู้เป็บิดาของถังหลันชิงจะพึ่งกลับจากชายแดนและยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งในกรมกองแต่ด้วยมิตรภาพเก่าที่แน่นแฟ้นกับเ้ากรมสรรพาวุธจึงถูกจัดให้นั่งเคียงกันกับสกุลฟ่านอย่างมิอาจปฏิเสธ
เมื่อพิธีการเริ่มต้นขั้นแรกคือการมอบของขวัญให้แก่เ้าภาพทุกสายตาจับจ้องไปยังโต๊ะด้านหน้าที่โจวอวิ๋นซู ผู้เป็เ้าภาพกำลังรับของขวัญชิ้นแรกๆ ที่ถูกส่งมาล้วนเป็ของล้ำค่ามีทั้งงาช้างแกะสลัก ผ้าไหมจากแดนไกลรวมถึงสุรารสเลิศจากแคว้นตะวันตกทุกชิ้นทำให้โจวอวิ๋นซูพึงใจและกล่าวขอบคุณด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ไม่นานก็มาถึงคราวของสกุลฟ่านฮูหยินฟ่านและสมาชิกทุกคนลุกขึ้นพร้อมกันฟ่านหนิงที่ยืนอยู่ด้านข้างหันไปสบตาจางไป๋ซินก่อนพยักหน้าเล็กน้อยเป็เชิงให้สัญญาณทันทีบ่าวสกุลโจวก็ยกของขวัญล้ำค่าเข้ามา เป็ภาพวาดฝีมือช่างเอกชื่อดังประกอบกับเครื่องเขียนสี่สิ่ง[1]ครบครัน อีกทั้งยังมีหยกอายุยืนที่ส่องประกายเจิดจ้า
เ้ากรมโจวเห็นแล้วก็หัวเราะอย่างชอบใจ“ของล้ำค่าเช่นนี้ ช่างสมกับชื่อเสียงแห่งสกุลฟ่านยิ่งนัก” วาจาของเขาส่งให้ผู้คนรอบข้างพยักหน้าเห็นพ้องด้วย
สมาชิกสกุลฟ่านต่างยกถ้วยสุราและน้ำชาเตรียมกล่าวคำอวยพรให้เ้าของงานทว่าจู่ๆ เกิดเหตุไม่คาดฝัน เสียงหึ่งแหลมเล็กดังขึ้นไม่รู้ว่ามาจากไหนก่อนที่ผึ้งตัวหนึ่งจะบินว่อนตรงเข้ามาหาฟ่านหนิง หวังจิ้งหยูสาวใช้คนสนิทซึ่งยืนใกล้ที่สุดรีบร้องเตือนเสียงดัง“คุณหนูใหญ่ ระวังผึ้งเ้าค่ะ!”
ฟ่านหนิงสะดุ้งหันขวับด้วยความใถ้วยน้ำชาที่ถืออยู่สะบัดแรงจนของเหลวกระเซ็นออกเป็วงกว้างน้ำชาสีอ่อนสาดกระเด็นเปรอะเปื้อนชุดสีชมพูม่วงของสตรีผู้หนึ่งเต็มๆ ซึ่งมิใช่ผู้ใดที่ไหนแต่เป็ของถังหลันชิงที่นั่งอยู่ไม่ห่างกลายเป็คราบด่างกระจายทั่วด้านหน้าของอาภรณ์
ผู้คนรอบข้างอุทานเบาๆ ด้วยความใบรรยากาศเงียบกริบเพียงชั่วขณะ ก่อนที่จางไป๋ซินจะรีบก้าวเข้ามาใช้ผ้าเช็ดหน้าตบผึ้งที่ยังบินวนอยู่ตกลงกับพื้นอย่างว่องไว
ฮูหยินฟ่านที่ตระหนกใจก้าวถลาเข้าหาบุตรสาวแทบไม่ทันระวังท่าทีมือหนึ่งกุมอกพลางถามเสียงสั่น “เหยาจู เ้าเป็อะไรหรือไม่!” คำเรียกบุตรีด้วยชื่อเล่นที่น้อยคนนอกครอบครัวจะได้ยินหลุดออกมาในห้วงแห่งความเป็ห่วงจนลืมความเหมาะสม
ฟ่านหนิงส่ายหน้าโดยพลัน “ไม่เป็อะไรเ้าค่ะ”นางรีบตอบรับเพื่อคลายความกังวลของมารดาแต่เมื่อเห็นสายตาผู้คนรอบข้างจับจ้องมาที่ตนไม่วางตานางก็พลันหันไปยังสตรีผู้ที่ได้รับเคราะห์แทน
สายตาของฟ่านหนิงแสร้งแสดงความใอย่างที่สุดนางรีบก้าวเข้าไปหาถังหลันชิง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณหนูถัง! เ้าเป็อะไรหรือไม่ ข้าขออภัยจริงๆเมื่อครู่ข้าตระหนกจนไม่อาจรักษามารยาท”
แเื่ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเข้าใจดีว่านี่เป็เหตุสุดวิสัยไม่มีผู้ใดตำหนิอย่างแท้จริง ถังหลันชิงเองมิได้แสดงความโกรธเคืองแม้แต่น้อยนางเพียงยิ้มบางเอ่ยเสียงสงบ “ไม่เป็ไร น้ำชาไม่ได้ร้อนเพียงเปื้อนเล็กน้อยเท่านั้น คุณหนูฟ่านมิได้ตั้งใจก็ถือว่าเป็อุบัติเหตุเถิด”
คำตอบที่สุภาพเรียบง่ายกลับทำให้หลายคนแอบพยักหน้าชื่นชมในกิริยามารยาทของบุตรีสกุลถังแต่ฟ่านหนิงมิได้หยุดเพียงเท่านั้น นางก้าวเข้ามาใกล้อีกเอ่ยเสียงนุ่ม “แต่คุณหนูถัง...อาภรณ์ของเ้าเปียกเช่นนี้ย่อมดูไม่งามต่อหน้าผู้คนหากยังนั่งร่วมงานต่อไปเกรงจะไม่เหมาะสมนัก ข้ามีชุดสำรองติดมาด้วย หากไม่รังเกียจเชิญเปลี่ยนก่อนแล้วค่อยมาร่วมงานต่อเถอะ”
ถังหลันชิงนิ่งไปชั่วครู่ดวงตาไหววูบด้วยความเกรงใจ ไม่รู้จะตอบอย่างไรให้เหมาะสม แต่ก่อนที่นางจะเอ่ยปฏิเสธมารดาของนางฮูหยินถังก็กล่าวขึ้นแทน “หลันชิงเ้ารับความหวังดีของคุณหนูฟ่านเถิด ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อนแล้วค่อยกลับมา”
เมื่อมารดากล่าวเช่นนี้ถังหลันชิงจึงไม่อาจขัดได้ นางเพียงก้มศีรษะเล็กน้อยอย่างนอบน้อมให้มารดาฟ่านหนิงจึงหันไปสั่งหวังจิ้งเหมยทันที “ไป นำเสื้อผ้าสำรองมาให้คุณหนูถัง”
หวังจิ้งเหมยรับคำอย่างนอบน้อมรีบก้าวออกไปยังห้องด้านข้างเพื่อจัดการตามคำสั่งขณะที่ผู้คนในงานต่างมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจบ้างชื่นชมความใจกว้างของฟ่านหนิงที่ยังเอ่ยแสดงความรับผิดชอบไม่ขาดตก บ้างก็แอบจับสังเกตสายตาที่นางทอดมองถังหลันชิงคล้ายมีร่องรอยบางอย่างที่มิใช่เพียงความหวังดีทั่วไป
บรรยากาศของการเผชิญหน้าในครั้งนี้ได้ฝังอยู่ในความคิดและสายคนของผู้หนึ่งที่จ้องเหตุการณ์มาแต่แรก
ฟ่านหนิงก้าวเดินนำไปตามทางเดินคดโค้งในเรือนพักที่ถูกจัดไว้สำหรับแขกสำคัญของตระกูลโจวแสงโคมที่แขวนเรียงรายตามเสาไม้ซีดเซียวส่องสลัวๆ แต่เพียงพอให้เห็นทางสองข้างทางประดับด้วยฉากกั้นไม้แกะลายอย่างประณีต
เมื่อถึงห้องที่ถูกเตรียมไว้ฟ่านหนิงชี้มือให้สาวใช้เปิดประตูเข้าไป ห้องไม่ใหญ่โตนักแต่สะอาดสะอ้านเครื่องเรือนล้วนจัดวางเรียบร้อยไม่เกินจำเป็ถังหลันชิงเดินเข้ามาพร้อมร่างกายที่ยังเปียกชื้นจากเหตุการณ์ก่อนหน้าฟ่านหนิงเหลือบมองเพียงเล็กน้อยด้วยท่าทางเฉยชาไม่แยแสพลางโบกมือไล่สาวใช้ประจำสกุลโจวให้ออกไป
ไม่นานหวังจิ้งเหมยก็กลับมาพร้อมห่อผ้าฟ่านหนิงเพียงพยักหน้าเบาๆ เป็เชิงอนุญาตให้ช่วยนำไปเปลี่ยนให้ถังหลันชิง
ถังหลันชิงก้าวไปหลังฉากกั้นใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนชุดออกมาเรียบร้อยร่างระหงในชุดสีชมพูอ่อนพลิ้วไหวราวดอกท้อแรกแย้มที่เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิยิ่งทำให้ผิวพรรณนวลเนียนดุจหยกของนางสว่างสดใสขึ้นไปอีก
ฟ่านหนิงจ้องมองภาพตรงหน้ายิ้มที่แฝงด้วยความในใจ ‘ชุดนี้ข้าตั้งใจเตรียมไว้ให้เ้าั้แ่แรก..ถังหลันชิง มันจึงแทบไม่ต่างจากชุดของเ้าเลยแม้แต่น้อย’
หญิงสาวในชุดสีชมพูเมื่อเดินออกมาก็กล่าวขอบคุณอย่างอ่อนโยน “ขอบคุณคุณหนูฟ่านสำหรับให้ข้ายืมชุดนี้ เมื่อกลับถึงจวนข้าจะทำความสะอาดแล้วส่งคืนให้จวนสกุลฟ่านโดยเร็ว”
หากแต่ฟ่านหนิงไม่ยิ้มรับคำขอบคุณนั้นนางหันข้างให้อีกฝ่ายใช้หางตากวาดมองร่างงดงามนั้นแล้วเอื้อนเอ่ยเสียงคมดุจมีด “คุณหนูถังไม่จำเป็ต้องนำมาคืนหรอก ชุดนี้ไม่ได้มีค่าราคาใดเดิมทีข้าเองก็มิได้คิดจะใส่ หากไม่คิดว่าจะเหมาะกับสตรีเช่นท่าน คืนมาข้าคงไม่รับอีกอย่าง..เสื้อผ้าที่ผ่านร่างสตรีอื่นมาแล้ว ข้าเองก็มิอาจกล้าใส่ระคายนัก”
คำพูดนั้นแม้น้ำเสียงไม่ดังแต่ทุกถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยการเสียดแทง หวังจิ้งเหมยที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับกลืนน้ำลายเงียบๆ หวั่นว่าคุณหนูถังจะไม่อาจทนทานแล้วเกิดเื่ใหญ่โต
ทว่าถังหลันชิงกลับเพียงยกมุมปากยิ้มอย่างสุภาพงดงาม สีหน้าไม่สะทกสะท้าน ราวกับมิได้รับฟังถ้อยคำเสียดแทงใดๆ เลยความอ่อนโยนนั้นยิ่งทำให้ฟ่านหนิงรู้สึกเหมือนกำลังเฆี่ยนตีใส่ก้อนสำลีไม่มีเสียงสะท้อนกลับมา ‘ช่างน่ารำคาญไม่เปลี่ยน...สมแล้วที่เป็นางเอกของเื่!’
ฟ่านหนิงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วแค่นเสียงสั้นๆ“ฮึ” พลางเบือนหน้าหนี นางไม่รอคำตอบไม่รอดูว่าอีกฝ่ายจะโต้กลับหรือไม่ เพียงหันกายเปิดประตูออกไปในทันที
แสงโคมจากโถงด้านนอกส่องต้องร่างของนางสลัวขณะก้าวพ้นธรณีประตูนั้น เสียงระบบก็พลันดังขึ้นอีกครั้งนางชะงักฝีเท้าเพราะใเล็กน้อย พลางคิดว่าต้องรีบคุ้นชินให้ได้เสียแล้วจากนั้นเสียงกังวานก็ลอยมาที่ไม่รู้ที่มาที่ไป
【ภารกิจสำเร็จ】
【พลังชีวิต+15】
【ภาพลักษณ์นาร้าย+10】
แสงอักษรสีทองลอยขึ้นตรงหน้าแสดงความยินดีฟ่านหนิงปรายตามอง ยิ้มมุมปากเล็กน้อย “หึ แน่นอน..จะมีอะไรง่ายกว่าหาเื่ให้อริเก่า” นางสาวเท้าออกไปอย่างไม่หันกลับ
ที่ผลออกมาเป็เช่นนี้เพราะก่อนหน้านี้ฟ่านหนิงได้เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วไม่เพียงแต่ชุดอาภรณ์งามสะคราญที่มารดาบอกให้ตัดเพิ่มเพื่อใช้ในงานนางยังแอบให้ช่างตัดชุดอีกหนึ่งชุดขึ้นมา เป็สีชมพูอ่อนที่บอบบางงดงามชุดที่มิใช่ของนาง แต่เป็สิ่งที่นางตั้งใจจะให้ถังหลันชิงสวมใส่โดยเฉพาะ
และส่วนที่สำคัญนางได้สั่งกับจางไป๋ซินสาวใช้คนใหม่เสียแต่เนิ่นๆ นางสั่งให้จางไป๋ซินจับผึ้งมาบรรจุในกล่องไม้นำมางานเลี้ยงด้วยและนัดหมายว่าเมื่อถึงเวลาที่นางส่งสัญญาณไม่ว่าจะตอนใดก็ตามให้ปล่อยผึ้งไม่ต้องสนใจสถานการณ์อื่นๆแล้วรอจนผึ้งเข้ามาประชิดนางแล้วค่อยรีบเข้ามาช่วยจางไป๋ซินแม้มีสีหน้าสงสัยอยู่บ้าง แต่กลับไม่เอ่ยถามแม้คำเดียวความจงรักภักดีและเชื่อฟังโดยไม่ถามไถ่เช่นนี้ ทำให้ฟ่านหนิงยิ่งพอใจในตัวจางไป๋ซิน
เหตุการณ์นี้ตอนเกิดขึ้นได้เพราะชาติก่อนนางจำได้แม่นว่าโต๊ะข้างๆเป็ของผู้ใด นางใช้ความทรงจำจากชาติก่อนเป็อาวุธให้กับตนซึ่งสถานการณ์ในชาติที่แล้ว หลังจากบทสนทนาที่ศาลด้านนอกจบลงนางกลับเก็บอารมณ์ไม่อยู่ พลั้งเผลอทำการอย่างบุ่มบ่าม
ตอนนั้นเมื่อชาติก่อนตอนสาวใช้นำน้ำชามาต้อนรับแขกฟ่านหนิงขยับปลายเท้าขัดขาสาวใช้หวังให้กาน้ำชาล้มคว่ำรดใส่ถังหลันชิงที่นั่งอยู่ใกล้ๆทว่าไม่เป็ไปตามที่หวัง กาน้ำชาเพียงร่วงแตกกระจายบนพื้นเสียงดังสะท้อนทั่วห้องโถง มิได้เปรอะเปื้อนถังหลันชิงแม้เพียงหยดเดียวแต่ผลคือทุกสายตาเห็นนางเป็ผู้ก่อเื่ขณะที่ถังหลันชิงกลับยิ่งได้รับคำชื่นชมไม่เอาเื่การมุ่งร้าย
แต่ครั้งนี้วิธีประกาศศึกของนางเนียบเนียนขึ้นเพราะได้วางแผนไม่ใช้รีบร้อนเช่นแต่ก่อนนางจะต้องคิดให้รอบคอบไม่ขาดสติง่ายๆครั้งก่อนไม่ว่าจะทำอะไรนางกลับเป็ฝ่ายที่เสื่อมเสียชื่อเสียเอง
งานเลี้ยงสิ้นสุดลงแล้วผู้คนเริ่มทยอยกลับออกจากจวนสกุลโจว บรรยากาศครึกครื้นเมื่อครู่พลันแ่เบาลงเหลือเพียงเสียงเกี้ยวและรถม้าที่เคลื่อนออกไปเป็ระยะฟ่านหนิงเดินตามหลังบิดามารดาออกมาอย่างเงียบงัน โดยมีน้องชายเดินเคียงข้าง
เมื่อระหว่างรอรถม้าอยู่หน้าประตูใหญ่ก็มีเสียงเรียกดังแว่วมา“ฮูหยินฟ่าน”น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงอำนาจทำให้ผู้คนรอบข้างพากันหันมามอง
ฟ่านหนิงก้าวถอยออกไปด้านข้างเมื่อเห็นว่าผู้ที่เรียกหาเป็ องค์หญิงฉิงผู้เป็ฮูหยินใหญ่แห่งหลินฝูโหว และเป็พระภคินีของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมารดาของนางหันกลับไปพลางยิ้มรับ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เพื่อทักทายสนทนา ฟ่านหนิงรีบย่อตัวทำความเคารพอย่างเรียบร้อยแล้วถอยออกมาอีกก้าวปล่อยให้มารดาพูดคุยกับสตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นโดยไม่คิดแทรก
จากนั้นสายตาของฟ่านหนิงจึงหันไปยังบุรุษร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังองค์หญิงฉิงเขาสวมอาภรณ์เรียบหรูสีเข้มตัดกับใบหน้าคมเข้มสง่างาม หากมิใช่ซื่อจื่อหลินฝูโหวแล้วจะเป็ใครได้
นางย่อตัวลงอีกครั้งเพื่อแสดงความเคารพแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับพบว่าอีกฝ่ายมิได้มองนางตรงๆดวงตาคมคู่นั้นกำลังจ้องไปยังแขนซ้ายของนางแทนสายตาประหลาดราวกับสามารถมองทะลุชั้นผ้าเข้าไปได้มุมปากที่ยกขึ้นเพียงเล็กน้อยก่อให้เกิดความรู้สึกเย้ยหยันหรือไม่ก็สนุกสนานบางอย่างฟ่านหนิงขนลุกวาบทันที หัวใจเต้นผิดจังหวะ
‘เขา...เขาจะรู้ได้อย่างไร’ ฟ่านหนิงพยายามปลอบใจตนเองเงียบๆนั้นเพราะแท้จริงแล้วใต้แขนเสื้อด้านซ้ายนางได้แอบทาน้ำผึ้งเอาไว้ก่อนเข้างานเลี้ยง เพื่อใช้ล่อผึ้งให้บินเข้ามาหาตนเอง เป็กลอุบายเล็กๆที่ไม่มีผู้ใดควรรู้แต่สายตาของซื่อจื่อกลับทำให้นางคล้ายถูกเปิดโปงอย่างไม่อาจปิดบัง
บุรุษผู้นั้นไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเพียงยืนนิ่งราวกับไม่รู้ไม่เห็นหากแต่รอยยิ้มประหลาดนั้นกลับตรึงใจฟ่านหนิงยิ่งนัก
ไม่นานรถม้าของสกุลฟ่านก็เลื่อนเข้ามาจอดฮูหยินทั้งสองกล่าวล่ำลากันตามธรรมเนียมฟ่านหนิงรีบก้าวเข้าไปประคองมารดาขึ้นรถม้าก่อนจะตามขึ้นไปเองแล้วเสียงล้อบดถนนดังขึ้น รถม้าของสกุลฟ่านค่อยๆ เคลื่อนตัวออกห่างไปแต่เื้ันั้นซื่อจื่อแห่งหลินฝูโหวยังคงยืนอยู่ มองตามรถม้าที่จากไปพร้อมรอยยิ้มมุมปากดวงตาฉายประกายราวกับกำลังเจอเื่น่าพอใจ
….
ย้อนกลับไปในงานเลี้ยงเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนเขาถูกมารดาบังคับให้มาร่วมยินดีงานครบรอบหกสิบปีของโจวอวิ๋นซูเ้ากรมสรรพาวุธตอนที่จ้าวจวิ้นหยางก้าวเข้ามาในจวนสกุลโจวได้พบว่าคุณหนูใหญ่ฟ่านดูมีท่าทางประหลาดไม่ใช่อย่างท่าทางหยิ่งทะนงหรือถือดีเอาแต่ใจแต่เป็ลับๆ ล่อๆ
ตอนนั้นนางแอบหลบไปยังมุมลับตาคนสนทนากับสาวใช้ที่ติดตามมาอีกคน เขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นเข้าพอดีสาวใช้ผู้นั้นหยิบกล่องเล็กออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะรีบเก็บกลับไปอย่างรวดเร็วท่าทางทั้งหมดนั้นทำให้เขาเกิดความสงสัยโดยมิอาจห้าม
เมื่อถึงตอนเข้ามาในโถงงานเลี้ยงเขาก็ยังเฝ้าสังเกตอยู่ห่างๆ แต่เห็นเพียงรางๆ ว่านางทำท่าเหมือนกำลังทาบางสิ่งลงบนแขนซ้ายแล้วตอนที่สกุลฟ่านกำลังแสดงความยินดีสาวใช้คนนั้นก็หยิบกล่องเล็กออกมาอีกครั้ง และสาวใช้ที่เขาจำได้ดีว่าคุณหนูใหญ่ฟ่านช่วยมาจากร้านขายผ้า
คราวนี้ยังไม่ทันสังเกตชัดเจนก็เกิดเสียงโกลาหลขึ้นเพราะมีผึ้งบินเข้ามาในห้องโถง แม้เหตุการณ์จะดูไม่ร้ายแรงนักเพียงทำให้ผู้คนใเล็กน้อย และเป็เหตุให้คุณหนูถังถูกน้ำชาหกใส่ตอนที่ไล่ผึ้งแต่ในสายตาของเขาสรุปได้ว่าเหตุการณ์เหล่ามีเื้ั
หญิงสาวผู้หนึ่งที่ชอบว่างตัวสง่างามสมฐานะคุณหนูใหญ่ของตระกูลกลับทำเื่ลับลับล่อๆหากมิใช่เพราะตาของเขาไว คงมิได้รู้ถึงความน่าสงสัยเหล่านี้และนี่มิใช่ครั้งแรกที่เขาพบว่านางประพฤติประหลาด ั้แ่ได้พบกันสองครั้งล่าสุดทุกครั้งย่อมมีเื่วุ่นวายตามมาเสมอราวกับเหตุการณ์ทั้งหลายต่างพร้อมใจมาเกาะติดหญิงสาวผู้นี้โดยไม่รู้สาเหตุ
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ “น่าสนุกนัก..”
จากที่แรกเริ่มเพียงจับตามองด้วยความสงสัยบัดนี้กลับกลายเป็ความสนใจใคร่รู้มากขึ้นทุกที ยิ่งมอง ยิ่งอยากรู้ว่าแท้จริงคุณหนูใหญ่ฟ่านกำลังปิดบังสิ่งใดและในครั้งต่อไป..เขาจะต้องไม่พลาดที่จะตามดูให้ใกล้ชิดกว่าเดิม
[1] เครื่องเขียนสี่สิ่ง (เครื่องเขียนจีนโบราณที่เรียกว่ามีสี่อย่าง ได้แก่ พู่กันหมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก)