เมืองสองฟากฟ้า
ปี ค.ศ. 2400 โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเมืองหลวงใหญ่ถูกแบ่งออกเป็สองฟากฟ้า—เขตสูงและเขตต่ำ
เขตสูงเต็มไปด้วยตึกแก้วระฟ้า เงาสะท้อนจากผนังใสเจิดจ้าจนแทบมองตาไม่ไหวถนนสายหลักไร้เสียงฝีเท้ามนุษย์ เพราะหุ่นยนต์คอยขับยานพาหนะให้อัตโนมัติทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเงียบสงบที่เกินจริงราวกับถูกควบคุม แสงไฟนีออนสีฟ้าสว่างไสวจากตึกสูงเสียดฟ้าในเขตบนเหมือนจะขับไล่ความมืดออกไปจากโลก
ตรงข้ามคือเขตต่ำ โรงงานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ตั้งเรียงรายดุจคุกขนาดั์ควันดำลอยคลุ้งบดบังท้องฟ้า แสงแดดที่ลอดลงมาช่างหม่นมัว
ที่นี่คือโลกของมนุษย์แท้—ผู้ถูกตีตราให้เป็เพียงแรงงานค่าแรงต่ำไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นเทียบเท่าลูกผสม AI
ในเขตสลัมกลับเต็มไปด้วยความหม่นหมองที่ไม่เคยถูกแตะต้องความรุ่งโรจน์ของพวก Neo Sepiens ตัดกันอย่างเ็ปกับชีวิตแรงงานมนุษย์พันธุ์แท้ที่แออัดอยู่ในเพิงสังกะสีและตึกเก่าที่ใกล้ถล่ม
เรมิโอ เบอร์นาโด หนุ่มวัยยี่สิบกลางๆ ก้มหน้าทำงานอยู่หน้าโต๊ะประกอบชิ้นส่วนเล็กจิ๋วเสียงเครื่องจักรหมุนดังหึ่งไม่หยุด เขารู้ดีว่าเพียงแค่พลาดวินาทีเดียวค่าแรงรายวันที่น้อยนิดก็จะถูกหักไป
เหงื่อหยดลงบนบอร์ดวงจรในมือ เขาปาดออกอย่างลวก ๆ แล้วถอนหายใจ
เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งกระซิบข้างหู
“เขาว่ากันว่ารัฐบาลจะให้ฝังชิปในหัวพวกเรา… จะได้ตามสอดส่องทุกฝีก้าว”
เรมิโอไม่เงยหน้า ตอบเพียงสั้น ๆ “ตอนนี้เราก็เหมือนถูกล่ามโซ่แล้วไม่ใช่หรือ”
คำพูดนั้นทำให้เพื่อนเงียบลงทันที เหลือเพียงเสียงเครื่องจักรที่ดังสะท้อนก้องเหมือนเตือนว่าพวกเขาเป็เพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่ไม่มีวันเป็เ้าของชีวิตตนเอง
ครูสาวแห่งเขตสูง
ในอีกฟากหนึ่งของเมืองจูเลียน่า เดลฟิโน ยืนอยู่หน้าชั้นเรียนที่เต็มไปด้วยเด็กชนชั้นสูงพวกเขานั่งในห้องเรียนหรูหรา มีหุ่นผู้ช่วยคอยเสิร์ฟอาหารว่าง ขณะที่เธอกำลังสอนวิชาประวัติศาสตร์มนุษย์ให้เด็กมัธยมชนชั้นสูงห้องเรียนสว่างไสวด้วยกระจกใสแสงแดดสะท้อนบนเครื่องแบบนักเรียนที่ประดับตราโลโก้เครือข่าย AI
แต่เด็กๆ ไม่ได้สนใจสิ่งที่เธอสอน พวกเขานั่งก้มเล่นแว่นเสมือนจริงส่งเสียงหัวเราะคิกคักราวกับอยู่คนละโลก
จูเลียน่าหยุดเขียนบนกระดานเธอรู้สึกหงุดหงิด แต่พยายามเก็บอารมณ์ พลางคิดถึงภาพเด็กสลัมที่ยิ้มแย้มเมื่อได้เรียนตัวอักษรแรกในชีวิตความเปล่งประกายในดวงตาพวกนั้นต่างจากสายตาว่างเปล่าของเด็กที่อยู่ต่อหน้าอย่างสิ้นเชิง
เด็กในสลัมเ่าั้ไม่มีแม้แต่สมุดหรือดินสอแต่กลับตั้งใจฟังทุกคำที่เธอสอน ความแตกต่างราวฟ้ากับเหวทำให้หัวใจของเธอเ็ป
เมื่อเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้นจูเลียน่าเก็บของเงียบ ๆ เธอตัดสินใจอีกครั้งว่า หลังจากนี้จะไปสลัม เพื่อสอนเด็กๆ ที่ไร้โอกาสเ่าั้ต่อไป แม้จะไม่มีใครรู้ ไม่มีใครให้ค่าก็ตาม
หลังเลิกงาน เรมิโอก้าวออกจากโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ด้วยร่างที่อ่อนล้ามือยังมีกลิ่นน้ำมันเครื่องติดอยู่ เขาเป็เพียงพนักงานค่าแรงรายวันงานหนักแต่ค่าจ้างน้อยนิด เขารู้ดีว่าตัวเองคือฟันเฟืองเล็ก ๆที่แทบไม่มีใครมองเห็น ชายหนุ่มแหงนหน้ามองฟ้าที่หม่นหมองไม่ต่างจากชีวิตของเขาที่ยังหมองหม่น
โรงเรียนเถื่อนชั่วคราว
โกดังเก่ารกร้างที่พังครึ่งหนึ่งในเขตสลัมถูกดัดแปลงเป็ห้องเรียนชั่วคราว เด็กสลัมเกือบยี่สิบคนนั่งล้อมวงบนพื้นคอนกรีตเย็นๆ ด้วยตาเป็ประกาย พวกเขายกมือไหว้ทักทายเมื่อจูเลียน่าเข้ามาใบหน้าเปื้อนยิ้มของพวกเขาเหมือนดอกไม้เล็ก ๆ ที่ผลิบานกลางกองเศษเหล็ก
จูเลียน่านั่งคุกเข่ากลางวงใช้ชอล์กเขียนบนกระดานไม้เก่าที่เธอเก็บมาจากกองขยะ
“วันนี้เราจะเรียนคำง่ายๆ นะคะ… บ้าน… แม่… ความรัก” น้ำเสียงเธอนุ่มนวลจนเด็ก ๆ เงียบกริบ ตั้งใจฟัง
เด็กๆหัวเราะคิกคักเมื่อเพื่อนอ่านผิด จูเลียน่าหัวเราะตามรู้สึกว่าที่นี่ต่างหากคือห้องเรียนที่แท้จริง
เรมิโอเดินกลับจากโรงงานเห็นกลุ่มเด็กกำลังล้อมหญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนอยู่ เงาร่างสูงของเขาทาบลงบนพื้นโกดังเด็กคนหนึ่งเงยหน้ามาเห็นแล้วร้องเรียกเสียงใส “พี่เรมิโอ! มานี่สิครูใจดีมาสอนเราอีกแล้ว!”
เขาชะงัก รู้สึกแปลก ๆในอก เมื่อสายตาของจูเลียน่าหันมาประสานกับเขา แววตานั้นไม่ใช่การดูถูกแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ
“พี่เรมิโอ!”เด็กบางคนร้องเรียก เขาจึงก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความเก้อเขิน
“คุณก็มาช่วยสอนสิคะ”จูเลียน่ากล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เื่งานจริงจากโรงงาน”
เรมิโอส่ายหน้าเล็กน้อย“ผมก็เป็แค่แรงงานรายวัน จะสอนได้ยังไงกัน”
“บางครั้ง เด็ก ๆ้าแบบอย่างมากกว่าคำสอนนะคะ” เธอตอบเสียงเรียบแต่ดวงตากลับมั่นคงราวกับจะมองทะลุความรู้สึกด้อยค่าที่เขาเก็บซ่อน
เรมิโอนั่งลงท่ามกลางเด็กๆ แบบไม่เต็มใจนัก แต่เสียงหัวเราะของพวกเขา
และสายตาอบอุ่นของจูเลียน่าทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองมีค่าขึ้นมาเล็กน้อย
เรมิโอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยอมเล่าให้เด็กๆ ฟังถึงวิธีทำงานในโรงงาน แม้เป็เื่เรียบง่าย แต่เด็ก ๆฟังอย่างตื่นตา เหมือนได้ยินเื่ราวจากโลกอีกใบ
ความอับอายที่เขาแบกมาตลอดชีวิตค่อยๆ คลายลงทีละน้อย
เขาไม่รู้ว่าความสัมพันธ์นี้จะพาไปถึงไหนแต่ในความมืดของสลัม มันคือแสงเล็ก ๆ ที่เขาไม่อาจละสายตาได้อีกแล้ว
สองโลกในเงามืด
ในเวลาเดียวกันที่ห้องควบคุมเทคโนโลยีของรัฐบาล เรนาตา อัลฟอนโซ กำลังประชุมกับเ้าหน้าที่ AI เื่การติดชิปควบคุมแรงงานเธอก้มมองจอมอนิเตอร์ที่แสดงข้อมูลแรงงานนับหมื่นราวกับเป็เพียงตัวเลข
เธอกล่าวเสียงเ็า“พวก Homo Sapiens ไม่ควรมีอิสระเกินกว่าที่เรากำหนดได้ถึงเวลาแล้วที่จะควบคุมให้เบ็ดเสร็จ เราต้องควบคุมทุกความเคลื่อนไหวพวกมันไม่มีสิทธิ์จะต่อต้าน”
ขณะที่เธอวางหมากใหม่เพื่อรัดคอแรงงานมนุษย์ภาพอีกด้านหนึ่งในโกดังเก่าก็เผยให้เห็นจูเลียน่ากำลังยิ้มให้กับเด็กๆที่อ่านออกเสียงคำว่า “อิสระ” ได้สำเร็จข้างเธอคือเรมิโอที่นั่งฟังเงียบ ๆ แต่ในแววตามีประกายบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
โลกถูกแบ่งออกเป็สองฟาก—หนึ่งคืออำนาจที่กดขี่อีกหนึ่งคือความหวังอันเล็กน้อย…และไม่มีใครบอกได้ว่าความหวังนั้นจะอยู่รอดได้นานเพียงใด
จบตอนที่ 1
( 1 ก.ย. 68 )