บทที่ 7 คลี่คลายด้วยคำพูดของเจียงหว่าน! เฉียวเหลียนเฉิงกำลังปกป้อง?
สะใภ้เฉินขมวดคิ้ว ไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ!
แต่ทุกคนที่นี่ต่างรู้คำตอบ
เจียงหว่านกล่าวต่อ "ความคิดของเจียงเสวี่ย ไม่มีใครที่นี่ไม่รู้ คุณยังเชื่อคำพูดของเธอได้ยังไง!"
สะใภ้เฉินพูดด้วยความโกรธว่า "ถ้าไม่เชื่อเจียงเสวี่ย งั้นฉันควรจะเชื่อเธองั้นสิ?"
เอ่อ ก็มีเหตุผลอยู่นะ นิสัยของเ้าของร่างเดิมเข้าขั้นแย่ยิ่งกว่าเจียงเสวี่ยเสียอีก และความต่างก็ไม่ใช่แค่ครึ่งดาวด้วย
เจียงหว่านถอนหายใจเบา ๆ "ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันไม่ได้ขโมยเกลือของคุณ และโจ๊กของฉันก็เสร็จแล้ว คุณมาชิมได้เลยว่ามีรสเกลือในนั้นไหม"
“ถ้าฉันอยากขโมยจริง ๆ ฉันขโมยช้อนก่อนก็ได้ จะได้ไม่ต้องใช้กิ่งไม้เป็ช้อนกวนหม้อแบบนี้!”
“อีกอย่าง คุณเห็นว่าเกลือของคุณลดลงเหรอ? ถ้ายังไม่เชื่อ ก็ดูฉันสิว่านอกจากเหงื่อแล้วยังมีเกลืออยู่บนตัวไหม!”
ขณะที่พูด เธอก็ก้าวไปข้างหน้า กางแขนออกเพื่อแสดงให้สะใภ้เฉินเห็น โดยจงใจเขย่าเสื้อผ้าและกางเกงของตนด้วย
เสื้อผ้าฤดูร้อนนั้นบางและไม่มีกระเป๋า หากใส่อะไรเข้าไป พอเขย่า มันจะหลุดออกมา
สะใภ้เฉินขมวดคิ้วและไม่ขยับไปไหน
ส่วนเจียงหว่านมองไปที่หัวหน้าหน่วยเฉิน และส่งสัญญาณให้เขาลองชิม!
หัวหน้าหน่วยเฉินคว้าตะเกียบของเขาและเดินไปที่หม้อต้ม ยกฝาขึ้นดู
เมื่อกี้เจียงหว่านกังวลเื่การต่อสู้มากเกินไป โจ๊กในหม้อจึงแห้ง ที่ก้นหม้อก็เละอีกเล็กน้อย
เขาใช้ตะเกียบตักโจ๊กขึ้นมา ยัดเข้าปากเพื่อลิ้มรส
แล้วก็ส่ายหน้า “ไม่มีเกลือ”
สีหน้าของสะใภ้เฉินกลายเป็น่าเกลียด เธอจึงหลบมองไปทางอื่นด้วยความอึดอัดใจ
ส่วนหัวหน้าหน่วยเฉินรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ใบหน้า
“เอาล่ะ ทั้งหมดเป็การเข้าใจผิด ฉันขอโทษหัวหน้ากองพันเฉียว ขอโทษแทนภรรยาของฉันด้วย!”
เฉียวเหลียนเฉิงไม่พูดอะไรและชี้ไปที่เจียงหว่าน "พูดกับเธอสิครับ"
หัวหน้าหน่วยเฉินถึงกับชะงักไป
เฉียวเหลียนเฉิงจึงอธิบายว่า "เธอคือคนที่ถูกทุบตี และเป็คนที่ถูกเข้าใจผิด ดังนั้นคุณควรขอโทษเธอ และถามเธอว่าจะยกโทษให้ได้หรือไม่ต่างหาก"
หัวหน้าหน่วยเฉินมองไปที่เจียงหว่าน "เมื่อกี้นี้…"
แต่เจียงหว่านโบกมือ "ไม่ คุณไม่ได้เป็คนตีฉัน ภรรยาของคุณต่างหาก"
หัวหน้าหน่วยเฉินรู้สึกหดหู่ใจมาก เขาหันไปมองสะใภ้เฉิน
สะใภ้เฉินค่อนข้างดื้อรั้น แต่เธอยังกัดฟันพูดออกมาว่า "ฉันขอโทษ!"
เจียงหว่านกล่าวต่อ "ถ้าขอโทษแล้วจบ ฉันก็ถูกทุบตีโดยเปล่าประโยชน์น่ะสิ ดูสิ แขนกับใบหน้าของฉันมีรอยถลอก ถ้าฉันเกิดหน้าเสียโฉมขึ้นมาล่ะ?"
สะใภ้เฉินเย้ยหยัน "เธอน่าเกลียดพออยู่แล้ว ยังจะกลัวเสียโฉมอะไรอีก!"
เจียงหว่านเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย "ไม่ว่าฉันจะน่าเกลียดหรือไม่ก็ไม่ใช่เื่ของคุณ ฉันไม่ได้ไปกินข้าวของคุณหรือนอนกับคนของคุณสักหน่อย!"
สะใภ้เฉินโกรธมาก "นังสารเลวนี่ แกพูดเื่ไร้สาระอะไร!"
เจียงหว่านพูดต่อโดยไม่หวาดหวั่น "พูดตามตรง จะน่าเกลียดอะไรยังไงก็เป็เื่ของฉัน อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้ถูกหลอกใช้!"
"แก!" เมื่อนึกถึงการกระทำของเจียงเสวี่ยแล้ว สะใภ้เฉินก็พูดไม่ออก
หัวหน้าหน่วยเฉินปวดหัวมาก เดิมทีที่เขาขอโทษ ภรรยาของหัวหน้ากองพันควรจะพูดว่า 'ไม่เป็ไร' และยอมรับคำขอโทษอย่างสุภาพไปไม่ใช่เหรอ?
ทำไมนังหมีนี่ถึงเปลี่ยนไป?
“นี่สหาย...” เขาลังเลที่จะพูด
เจียงหว่านแก้ไข "ฉันชื่อเจียงหว่าน โปรดเรียกฉันว่าสหายเจียงหว่าน!"
หัวหน้าหน่วยเฉินเปลี่ยนคำพูดของเขาอย่างจนใจ "เอาล่ะ สหายเจียงหว่าน เรามาหาทางออกกันเถอะ!"
เจียงหว่านคิดอยู่ครู่หนึ่ง "สำหรับฉัน ความซวยครั้งนี้มันไม่มีเหตุผลเลยสักนิด ฉันไม่้าคำขอโทษอะไร แต่คุณต้องชดเชยให้ฉัน!"
หัวหน้าหน่วยเฉินตกตะลึง
เฉียวเหลียนเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็รู้สึกเขินอายขึ้นมา คว้าแขนของเจียงหว่านไว้แล้วพูดว่า
“เื่ทั้งหมดเป็เื่เข้าใจผิด เรากลับกันก่อน”
จากนั้นเขาก็ลากเจียงหว่านกลับบ้าน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เจียงหว่านเหวี่ยงเขาออกไปด้วยความโกรธ "นี่ เฉียวเหลียนเฉิง ที่นายทำมันหมายความว่ายังไง!"
…….
เฉียวเหลียนเฉิงขมวดคิ้วและพูดว่า "คุณวางแผนที่จะขอค่าชดเชยเท่าไหร่? มันเป็แค่การเข้าใจผิด คุณถูกทุบตี แต่อีกฝ่ายก็ถูกคุณทุบตีเหมือนกัน คุณเองก็ต้องชดใช้"
เจียงหว่านพูดด้วยความโกรธ "ฉันสมควรโดนตีเหรอ? ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมฉันถึงต้องโดนตีด้วย!"
เฉียวเหลียนเฉิงเงียบไม่โต้ตอบ
เจียงหว่านจึงพูดต่อ "ตอนแรกฉันคิดว่านายปกป้องฉัน แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่านายก็ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน!"
เฉียวเหลียนเฉิงพูดอย่างหมดหนทาง "ผมกำลังพยายามให้เหตุผลกับคุณ ผมรู้ว่าคุณน้อยใจที่ถูกเข้าใจผิดในวันนี้"
"เพียงแต่ว่า ถ้าวันนี้คุณก้าวร้าวและขอการชดเชย แล้วพวกเขาให้จริง ๆ ในอนาคตคุณกับสะใภ้เฉินจะเกลียดชังกันมากกว่าเดิมแน่"
"คนที่นี่ไม่พอใจคุณ แต่คุณต้องอยู่ที่นี่อีกเจ็ดเดือน ถ้าผมอยู่ด้วยทุกวันก็ว่าไปอย่าง แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น รู้รึเปล่าว่าที่นี่ไม่มีใครสามารถช่วยคุณได้อีกแล้ว"
"เจียงหว่าน ไม่ว่าผมจะเกลียดคุณมากแค่ไหน แต่คุณต้องอยู่ที่นี่เป็เวลาเจ็ดเดือน ผมหวังว่าคุณจะสามารถใช้เวลาเจ็ดเดือนได้อย่างปลอดภัย"
"ใจเย็น ๆ แล้วพยายามสร้างศัตรูให้น้อยที่สุดเถอะ"
เจียงหว่านเงียบเสียงลง แล้วคิดอย่างรอบคอบ สิ่งที่เฉียวเหลียนเฉิงพูดนั้นมีเหตุผล
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เธอก็พูดด้วยความเสียใจว่า "ที่จริงฉันไม่ได้ตั้งใจจะเรียกร้องอะไร ฉันแค่อยากให้เธอเติมเกลือให้ฉันนิดหน่อย แค่นิดหน่อยก็พอ!"
เฉียวเหลียนเฉิงตกตะลึงไปเล็กน้อย เพราะถ้าเป็เ้าของร่างเดิม ไม่มีทางที่เธอจะไม่ฉวยโอกาส
ใครจะคิดว่าเธอกลับ้าเกลือเพียงแค่เล็กน้อย!
ถ้าเขารู้ว่าคำขอของเธอมันเล็กน้อยแค่นี้ เขาจะไม่หยุดเธอเลย
ในตอนนี้ เฉียวเหลียนเฉิงตระหนักได้ว่าบางทีเขาอาจมีอคติต่อเจียงหว่านมากเกินไป
สีหน้าของเฉียวเหลียนเฉิงผ่อนคลายลง "ผมขอโทษ ผมไม่ได้คิดอย่างรอบคอบ ผมไม่ได้คิดว่าคุณจะเริ่มทำอาหารจริง ๆ จัง ๆ เลยด้วยซ้ำ"
"วันหลังผมจะซื้อทุกอย่างที่จำเป็ให้คุณ หรือคุณเขียนรายการและบอกทุกอย่างที่้ามาก็ได้"
เจียงหว่านเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พยักหน้าอย่างจนใจ
จากเื่ไร้สาระในครั้งนี้ เจียงหว่านจึงต้องอยู่ดูแลาแในบ้านและไม่ได้ออกไปไหน
ส่วนเฉียวเหลียนเฉิงออกไปนำโจ๊กที่เหลืออยู่ครึ่งหม้อกลับมากิน!
รสชาติของโจ๊กก็เหมือนเดิม ไม่มีการปรุงรสใด ๆ มีแค่กลิ่นไหม้กับความเหนียวหนืด
แต่เฉียวเหลียนเฉิงยังคงกินไปหลายชามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลังจากกินไปสักพัก เจียงหว่านก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป "มันไม่ใช่เพราะฝีมือทำอาหารของฉันนะ ตอนแรกฉันตั้งใจจะทำแพนเค้กข้าวโพด แต่มันไม่มีน้ำมัน!"
เฉียวเหลียนเฉิงส่ายหัว "ไม่เป็ไร แค่นี้ก็ดีมากแล้ว"
เขาเกิดมาเป็เด็กยากจน แค่ของเหล่านี้ยังไม่มีปัญญาเลย ดีแล้วจะได้รำลึกความหลังซะบ้าง
หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว หัวหน้าหน่วยเฉินก็เข้ามาและให้เกลือถุงเล็กกับผักหนึ่งกำมือกับเขา
“เื่วันนี้เราผิดจริง ๆ นี่เป็ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ถือซะว่าเป็คำขอโทษ”
เฉียวเหลียนเฉิงรีบพูดขึ้น "ไม่เป็ไรครับ ทั้งหมดเป็การเข้าใจผิด"
แม้ว่าเขาจะพูดอย่างนั้น แต่เขาก็รับทุกอย่างที่หัวหน้าหน่วยเฉินส่งมา
ส่วนเจียงหว่านพอได้ยินคำขอโทษของอีกฝ่าย เธอก็ยิ้มอย่างมีความสุข
“ก็ใช้ได้ ไม่ให้มากหรือน้อยไป ยังไงซะ ความจริงใจสำคัญที่สุด”
เฉียวเหลียนเฉิงไม่คาดคิดมาก่อนว่าผู้หญิงโลภมาก วันนี้จะกลับพึงพอใจอะไรง่าย ๆ
ยิ่งกว่านั้น เมื่อมองดูรอยยิ้มนั้นของเธอ ก็ดูจะไม่น่ารำคาญด้วย
เวลาเที่ยงวัน เฉียวเหลียนเฉิงลากถุงใบใหญ่กลับมา พอเปิดออก ข้างในมีช้อน ลังนึ่งไม้ไผ่ ไม้นวดแป้ง และเครื่องปรุงบางอย่าง
เจียงหว่านเห็นอย่างนั้นก็ประหลาดใจมาก แถมในนั้นยังมีขวดน้ำมันเล็ก ๆ ด้วย
ดูจากสีแล้ว น่าจะเป็น้ำมันถั่วเหลือง
เธอรู้ว่าน้ำมันในยุคนี้หายากมาก คนส่วนใหญ่ใช้มันหมูทำน้ำมันและเลือกเอามันหมูชิ้นบาง ๆ มาแช่ไว้ในโถน้ำมัน
พออยากกินก็แค่หยิบออกมาผัดสักชิ้น
ถ้าอยากได้น้ำมันถั่วเหลืองอย่างนี้จำเป็ต้องมีตั๋ว และถึงจะมีตั๋วแต่ของก็มีจำกัด
“ดูสิว่ามีอะไรขาดไปหรือเปล่า?” เฉียวเหลียนเฉิงพูดพร้อมกับนำรายการที่เจียงหว่านเขียนออกมาตรวจสอบ