ความรู้สึกแรกที่แทรกซึมเข้าสู่ม่านแห่งความว่างเปล่า คือความปวดร้าวระบมไปทั่วสรรพางค์กาย ตามมาด้วยความหนาวเย็นชื้นแฉะที่เกาะกินผิวกาย เปลือกตาหนักอึ้งเกินจะทานทน แต่เสิ่นอี้ก็ฝืนปรือมันขึ้นจนได้
ภาพแรกที่เห็นคือม่านเพดานปักลายมงคลสีซีดจาง แลดูโบราณคร่ำครึอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต กลิ่นสมุนไพรจางๆ กับกลิ่นอับชื้นของห้องนอนที่ไม่คุ้นเคยลอยเข้าแตะจมูก เสียงสะอื้นไห้แ่เบาและเสียงพูดคุยไม่ศัพท์ดังแว่วมาจากที่ใดสักแห่ง
“นี่มัน...ที่ไหนวะ?” คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวของนาง พร้อมกับความทรงจำสุดท้ายอันเกรี้ยวกราดก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบ...สระน้ำในคฤหาสน์ของนาง...ความตายที่ไม่เต็มใจ…
นางพยายามจะขยับกาย แต่เรี่ยวแรงกลับหดหายไปสิ้น มีเพียงความเมื่อยล้าและหนักอึ้งที่ตอบสนองกลับมา เสิ่นอี้กวาดตามองรอบตัวอย่างยากลำบาก เตียงไม้สลักลายวิจิตร ม่านมุ้งสีอ่อน โต๊ะเครื่องแป้งแบบโบราณ...นี่มันไม่ใช่โรงพยาบาลแน่ๆ แล้วก็ไม่น่าใช่ยมโลกที่นางเคยจินตนาการไว้
“คุณชาย! คุณชายฟื้นแล้ว!” เสียงร้องอย่างดีใจระคนตื่นเต้นดังขึ้นจากข้างเตียง
พลัน! ภาพใบหน้าของเด็กสาวนางหนึ่งในชุดบ่าวสมัยโบราณก็ปรากฏชัดขึ้นตรงหน้า ดวงตากลมโตแดงก่ำจากการร้องไห้ จ้องมองมาที่นางอย่างโล่งอกสุดขีด
ปึ้ก! คล้ายมีบางอย่างกระแทกเข้ามาในหัวของเสิ่นอี้ ประตูบานเล็กๆ ใน “ห้องแห่งความทรงจำ” ที่เซี่ยหยางทิ้งไว้ถูกกระชากเปิดออกอย่างรวดเร็ว
‘เสี่ยวชุ่ย...สาวใช้ข้างกาย ขี้แย แต่ซื่อสัตย์’ ข้อมูลสั้นๆ ผุดขึ้นมาพร้อมกับภาพเลือนรางของเด็กสาวคนนี้กำลังเช็ดน้ำตาให้คุณชายเซี่ยหยางคนก่อน
“เสี่ยว...ชุ่ย?” เสิ่นอี้พึมพำชื่อนั้นออกไปอย่างไม่รู้ตัว น้ำเสียงแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน แต่เด็กสาวผู้นั้นกลับเบิกตากว้างด้วยความยินดี
“เ้าค่ะ คุณชาย! บ่าวอยู่นี่เ้าค่ะ! คุณชายจำบ่าวได้หรือเ้าคะ! ฮือๆๆ ท่านหมอหลวง! คุณชายฟื้นแล้วเ้าค่ะ!” เสี่ยวชุ่ยร้องไห้โฮอีกครั้งพร้อมกับจะวิ่งออกไปแจ้งข่าว
“คุณชาย...รู้สึกตัวแล้วหรือขอรับ” เสียงทุ้มของผู้ชายอีกคนดังขึ้น พร้อมกับร่างของชายชราในชุดบัณฑิตผู้หนึ่งที่เดินเข้ามาใกล้ เขามีหนวดเคราสีดอกเลาและแววตาที่เปี่ยมด้วยความกังวล
ปึ้ก! ประตูอีกบานเปิดออกช้าๆ
‘ท่านหมอจาง...หมอหลวงประจำตระกูล ใจดี มีเมตตา เคยรักษาอาการป่วยไข้เล็กๆ น้อยๆ ให้เสมอมา...’
เสิ่นอี้พยายามจะพยักหน้ารับ แต่ก็ทำได้เพียงกะพริบตาปริบๆ นางรู้สึกเหมือนสมองกำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่เพิ่งได้รับมาพร้อมๆ กับการทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน “เกิด...อะไรขึ้น?” นางถามออกไปได้แค่นั้น
ขณะนั้นเอง ััอันอ่อนโยนก็แตะลงบนหน้าผากของนาง มือเรียวขาวซีดของสตรีผู้หนึ่งลูบไล้เส้นผมที่ชื้นเหงื่อของนางอย่างแ่เบา ใบหน้างดงามหมดจดแต่แฝงความกังวลและอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัดปรากฏขึ้นในครรลองสายตา ดวงตาคู่นั้นคล้ายกับดวงตาของเซี่ยหยาง...แต่มีความเข้มแข็งและห่วงใยฉายชัด
ครืด... ประตูบานใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเปิดมา ค่อยๆ แง้มออก เผยให้เห็นความรู้สึกอบอุ่น และผูกพันอย่างลึกซึ้ง
‘ท่านพี่หญิงใหญ่...เซี่ยอวี้เหวิน...พี่สาวเพียงคนเดียวที่เข้าใจและรักใคร่เอ็นดูข้าเสมอมา นางคือที่พึ่งสุดท้ายของข้า...’ ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์และรักใคร่ของเซี่ยหยางคนก่อนถาโถมเข้ามาในหัวใจของเสิ่นอี้จนนางเผลอเบือนหน้าหนีเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นเกินไป
“หยางเอ๋อร์...เ้าฟื้นแล้วจริงๆ หรือ” เซี่ยอวี้เหวินเอ่ยถาม น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความดีใจจนสุดระงับ “พี่เป็ห่วงเ้าแทบขาดใจตาย”
“ท่าน...พี่...” เสิ่นอี้เอ่ยเรียกตามความทรงจำที่เพิ่งได้รับมา นางมองใบหน้าของสตรีตรงหน้า สตรีที่เซี่ยหยางรักและผูกพัน บัดนี้กลายเป็ “พี่สาว” ของนางในโลกใบนี้
เอาล่ะสิ...เสิ่นอี้คิดในใจ ความทรงจำพวกนี้มันมาเป็ระลอกๆ เหมือนคลื่นเลยแฮะ แล้วไหนจะเื่ที่นางต้องมาอยู่ในร่างผู้ชายอีก! นี่มันเื่บ้าบอคอแตกอะไรกันเนี่ย! แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว...เมื่อเซี่ยหยางฝากฝังมาขนาดนี้ นางพญาหงส์อย่างเสิ่นอี้มีหรือจะยอมแพ้ง่ายๆ
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติและพลังงานทั้งหมดที่มี “ข้า...ไม่เป็ไรแล้ว...ท่านพี่หญิงใหญ่...อย่าได้...กังวลไปเลย” นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแหบแห้ง แต่แววตาที่มองตอบไปนั้น กลับฉายประกายบางอย่างที่ต่างไปจากคุณชายเซี่ยหยางคนเดิม...ประกายแห่งความมั่นใจและความมุ่งมั่นบางอย่างที่ทำให้เซี่ยอวี้เหวินรู้สึกประหลาดใจระคนยินดี
บททดสอบแรกในโลกใบใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น...และเสิ่นอี้ก็พร้อมแล้วที่จะใช้ทั้งสติปัญญา มารยา และความทรงจำที่ค่อยๆ เปิดออกเหล่านี้ เพื่อพลิกชะตาชีวิตใหม่ของนาง...และของเซี่ยหยาง!
หลังจากเซี่ยอวี้เหวิน และท่านหมอจางออกจากห้องไปแล้ว เหลือเพียงเสี่ยวชุ่ยที่ยังคงเฝ้าอยู่ไม่ห่าง เตียงนอนอันอ่อนนุ่มและห้องที่ตกแต่งอย่างประณีตมิได้ทำให้ความสับสนในใจของ "เซี่ยหยาง" คนใหม่ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
‘เอาล่ะ...เสิ่นอี้เอ๋ย ตอนนี้แกคือคุณชายเซี่ยหยางสินะ’ นางรำพึงกับตนเองในใจ ความทรงจำที่ขาดๆ หายๆ ของเ้าของร่างเดิมยังคงวนเวียนอยู่ในหัวราวกับภาพละครที่ฉายซ้ำไปซ้ำมา คำขอร้องสุดท้ายของิญญาเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารคนนั้นยังคงก้องกังวาน... ‘เป็ในสิ่งที่ข้าอยากเป็...’
นางลองขยับปลายนิ้วมือของ “ร่างใหม่” นี้ดู ผิวขาวละเอียด แต่โครงสร้างกระดูกนั้นแตกต่างจากมือนางในชาติภพเดิมอย่างชัดเจน ความรู้สึกของการอยู่ในร่างกายบุรุษช่างแปลกประหลาดและน่าอึดอัดใจอยู่ลึกๆ แม้ว่าเซี่ยหยางคนเดิมจะมีหัวใจเป็สตรีก็ตามที แต่สำหรับเสิ่นอี้ผู้เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงร่างกายมาแล้วในอีกรูปแบบหนึ่ง การย้อนกลับมาอยู่ในกายภาพที่ไม่ตรงกับจิติญญาอีกครั้ง...มันช่างเป็ตลกร้ายของโชคชะตา
‘อยากจะเห็นหน้าตัวเองชะมัด’ ความคิดนั้นผุดวาบขึ้นมาอย่างแรงกล้า นางอยากจะรู้ว่า “เซี่ยหยาง” ผู้นี้ ผู้ที่นางจะต้องสวมบทบาทและสานต่อความปรารถนาของเขานั้น มีหน้าตาเป็เช่นไรกันแน่
นางกวาดสายตามองไปรอบห้องนอนอันโอ่อ่า พยายามมองหาวัตถุสะท้อนเงา แต่กลับไม่พบกระจกบานใหญ่หรือ “คันฉ่อง” อย่างที่นางคุ้นเคย มีเพียงกระจกทองเหลืองบานเล็กๆ บนโต๊ะเครื่องแป้ง...เอ่อ ไม่สิ นั่นมันโต๊ะหนังสือ ในห้องนอนของบุรุษเช่นนี้ จะมีคันฉ่องบานใหญ่ไว้ทำไมกัน?
“เสี่ยวชุ่ย” น้ำเสียงที่เปล่งออกมายังคงแหบแห้ง แต่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้สาวใช้สะดุ้งเล็กน้อย
“เ้าคะ คุณชาย” เสี่ยวชุ่ยรีบขานรับและเข้ามาใกล้เตียง
“ไป...ไปหาคันฉ่องมาให้ข้าที”
เสี่ยวชุ่ยมีสีหน้างุนงง “คันฉ่องหรือเ้าคะ? คุณชายจะรับคันฉ่องทองเหลืองบานเล็กหรือเ้าคะ เดี๋ยวบ่าวจะไปหยิบมาให้...”
“ไม่ใช่!” เซี่ยหยางขัดขึ้น “ข้า้าคันฉ่องบานใหญ่...ที่มองเห็นได้ทั้งตัว”
คราวนี้เสี่ยวชุ่ยเบิกตากว้างอย่างใระคนประหลาดใจ "เอ่อ...คันฉ่องบานใหญ่หรือเ้าคะคุณชาย? แต่ว่า...ในห้องคุณชายมิได้มีคันฉ่องเช่นนั้นนะเ้าคะ อีกทั้ง...คุณชายเพิ่งฟื้นไข้ จะลุกไปส่องคันฉ่องได้อย่างไรกัน..."
ความเด็ดเดี่ยวฉายชัดในแววตาของเซี่ยหยาง “ข้าบอกให้ไปหามา ก็ไปหามาสิ หรือว่าในจวนนี้จะไม่มีคันฉ่องดีๆ สักบานเลยรึ?” น้ำเสียงนั้นเริ่มมีความไม่พอใจเจือปนเล็กน้อย จนเสี่ยวชุ่ยเริ่มตัวสั่น นางไม่เคยเห็นคุณชายเซี่ยหยางแสดงกิริยาเช่นนี้มาก่อน ปกติคุณชายจะสุภาพอ่อนโยนเสมอ
“มี...มีเ้าค่ะ! ที่ห้องของฮูหยินใหญ่ กับคุณหนูใหญ่เซี่ยอวี้เหวิน มีคันฉ่องบานใหญ่อยู่เ้าค่ะ แต่ว่า...”
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปยกมา หรือถ้ามันหนักหนาก็ไปตามคนมาช่วยยก ข้า้าเห็นมัน...เดี๋ยวนี้” นางสั่งขาดคำ แม้จะพยายามทำเสียงให้อ่อนลงบ้างเมื่อนึกถึงความอ่อนแอของร่างกาย แต่ความเคยชินกับการเป็ “นางพญาหงส์” ผู้สั่งการก็ยังคงหลงเหลืออยู่
เสี่ยวชุ่ยหน้าซีดเผือด ไม่กล้าขัดคำสั่งอีกต่อไป จึงรีบโค้งคำนับแล้ววิ่งปุเลงๆ ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก เสียงกุกกัก และเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นนอกห้อง ก่อนที่บ่าวชายสองสามคนจะช่วยกันยกคันฉ่องไม้สลักลายัเมฆาขอบทองเหลืองบานใหญ่เข้ามาตั้งไว้ปลายเตียงอย่างทุลักทุเล โดยมีเสี่ยวชุ่ยคอยกำกับอยู่ไม่ห่าง
“คุณชาย...คันฉ่องมาแล้วเ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยรายงานเสียงสั่น
เซี่ยหยางพยักหน้าเบาๆ “พวกเ้าออกไปให้หมด...เสี่ยวชุ่ย เ้าก็ด้วย ข้า้าอยู่คนเดียว”
เมื่อบ่าวทุกคนออกจากห้องไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงนางตามลำพังกับเงาสะท้อนที่ยังไม่เห็นชัดเจนนัก หัวใจของเสิ่นอี้ก็เต้นระรัวขึ้นมาอย่างประหลาด นางค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างยากลำบาก ทุกส่วนของร่างกายยังคงปวดเมื่อย แต่ความปรารถนาที่จะได้เห็นรูปลักษณ์ใหม่นั้นมีมากกว่า
นางสูดลมหายใจเข้าลึก...แล้วเงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังคันฉ่องบานใหญ่นั้น
สิ่งที่ปรากฏในเงาสะท้อนทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ
ใบหน้าของเด็กหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า เค้าโครงหน้านั้นอ่อนหวานละมุนละไม ผิวขาวผ่องราวหยกเนื้อดี ดวงตาเรียวยาวดุจใบหลิวทว่าฉ่ำน้ำเล็กน้อยจากอาการป่วยไข้ จมูกโด่งรั้นอย่างพอเหมาะ ริมฝีปากบางเฉียบสีระเรื่อ ผมดำขลับยาวประบ่าบัดนี้ดูยุุ่งเหยิงเล็กน้อย...เป็ใบหน้าที่งดงาม...งดงามจนสตรีใดๆ ก็อาจต้องอับอาย แต่มันคือใบหน้าของบุรุษ...อย่างไม่มีข้อสงสัย
“นี่สินะ...เซี่ยหยาง...” นางพึมพำกับเงาในคันฉ่อง สองมือยกขึ้นััใบหน้าของตนเองอย่างไม่เชื่อสายตา ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามา ทั้งความแปลกแยก ความเศร้าสร้อยที่ระลึกถึงรูปลักษณ์เดิมของตนในชาติก่อน ความเห็นใจในชะตากรรมของเ้าของร่างเดิม และ...ความท้าทายบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นในแววตา
“เอาเถอะ...เซี่ยหยางเอ๋ย” นางพูดกับเงาสะท้อนนั้น ราวกับกำลังพูดกับิญญาของเขาที่ยังคงวนเวียนอยู่ "ในเมื่อฉันมาอยู่ในร่างนายแล้ว คำขอของนาย...ฉันจะพยายามทำให้มันเป็จริงก็แล้วกัน แต่จะด้วยวิธีของฉันนะ...วิธีของเสิ่นอี้คนนี้!"
แววตาในคันฉ่องนั้น แม้จะยังคงความอ่อนหวานของเซี่ยหยางคนเดิมอยู่ แต่ก็เริ่มมีประกายแห่งความเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น และแฝงด้วยความ “ดื้อรั้น” บางอย่างที่กำลังจะพลิกชะตาชีวิตของ “คุณชายเซี่ยหยาง” ไปตลอดกาล...