ตอนที่ 105 นักผจญภัยกลุ่มใหม่
“ตัวตนที่แท้จริงของท่านไลท์ นั้นเป็นใครหรือมาจากไหน...เหตุใดถึงทำอาหารได้อร่อยมากขนาดนี้!”
คำถามในช่วงแรกของไวทเคานต์นิค ทำเอาไลท์ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ถึงกับแอบชะงักไปเลยทีเดียว
โชคยังดีที่คำถามของไวทเคานต์ในช่วงหลัง นั้นคือการถามถึงรสชาติของอร่อยที่เขาเป็นคนทำ ส่งผลให้คำพูดนี้ของไวทเคานต์นิค ไม่ต่างอะไรกับคำพูดหยอกล้อที่ไม่ได้มีความหมายจริงจัง
“ก่อนที่ผมจะย้ายมาอยู่กับ คุณตาและคุณยายที่เป็นญาติห่างๆ ของผม ผมนั้นเคยอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับเทือกเขาสายหมอกตามลำพัง จึงต้องเอาตัวรอดในทุกวันๆ ที่โหดร้ายด้วยการเก็บของป่ากินประทังชีวิตนะครับ” ไลท์ตอบกลับเรื่องแต่งที่เขาได้นัดแนะกับสองตายายมาเป็นอย่างดี ด้วยถ้อยคำที่ฉะฉาน พร้อมกับแสดงสีหน้าที่ดูสลด เศร้าสร้อย ประหนึ่งเรื่องที่บอกเล่าออกไป มันไปกระทบกับบาดแผลในอดีตอะไรทำนองนั้น
ทั้งนี้เมื่อไวทเคานต์นิคและครอบครัวได้รับฟังเรื่องราวอันน่าอดสูของไลท์อยู่นั่นเอง จู่ๆ ก็มีศอกของคุณผู้หญิง แอบกระทุ้งสีข้างของสามีเบาๆ เสมือนเตือนสติของผู้เป็นสามีว่ากำลังหยอกล้อรุนแรงเกินไปนั่นเอง
อึก~! ไวทเคานต์นิค เมื่อโดนศอกแหลมๆ ของภรรยา ทิ่มแทงเข้ามาในจุดที่บอบบางของร่างกาย ก็พลันได้สติ
“เรื่องเก่าๆ อย่าไปพูดถึงมันอีกเลย ข้านั้นเพียงแค่ชื่นชมในฝีมือการทำอาหารของท่านไลท์ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้ต้องการจะสืบสาวราวเรื่องเก่าๆ ให้ท่านไลท์ต้องลำบากใจเลย” ไวทเคานต์นิคที่ได้สติ ได้ร้องห้ามพ่อครัวหนุ่มที่แสร้งเล่นละคร ตบตา ตีเนียนทำหน้าสลดเอาไว้ เพื่อไม่ให้บรรยากาศภายในร้านอาหารสามเวลาที่อึดอัดอยู่แล้ว ต้องหม่นหมองเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ยิ่งกอปรกับเห็น โทมัสและจิม หรือเจ้าชายและองครักษ์จากพันธมิตรทางแดนเหนือ กำลังจ้องมองมายังไลท์ ด้วยแววตาที่เห็นอกเห็นใจ ในความยากลำบากของผู้อาวุโสที่ทั้งสองเคารพรักด้วยแล้ว
ไวทเคานต์นิคจึงไม่วายต้องรีบห้ามปรามโดยเร็ว
“นั้นสินะครับ เรื่องเก่าๆ ของผมพวกนี้ อย่าได้เอามาเล่าให้เสียบรรยากาศเลย...พวกเรากลับมาที่การสร้างตัวตนใหม่ให้กับ เอลล่าและแอล จะดีกว่าไหมครับ” หลังจากไลท์ แสร้งเล่นละคร จนทำให้อีกฝ่ายนั้นรู้สึกผิดได้แล้ว
พ่อครัวหนุ่มก็พลันเปลี่ยนเรื่อง มาจัดการกับเรื่องของเอลล่าและแอล ที่กำลังคั่งค้างเอาไว้อยู่
แน่นอนว่าทางด้านของภรรยาและตัวไวทเคานต์นิค นั้นอยากที่จะนำพาเอลล่าและแอล กลับไปอยู่กับตัวเอง แต่ทว่าเอลล่าและแอล กลับปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
ด้วยเหตุผลที่ว่า พวกเธอสองคนนั้นมีความสุขที่ได้อยู่ที่ป่าดาราฉายแห่งนี้ แม้ว่าที่นี่จะไม่ได้สะดวกสบายหรือมีคนมาคอยรับใช้ดูแลพวกเธอเหมือนกับที่อยู่ในพระราชวัง
“พวกเราอยากจะอยู่กับพี่ไลท์ที่นี่ค่ะ/ครับ” เอลล่าและแอล ยืนกรานหนักแน่นว่าจะขออยู่กับไลท์ที่นี่
ซึ่งพอรับฟังถึงเหตุผลของเอลล่าและแอล ที่บอกว่า หากย้ายไปอยู่กับตนเองในเมืองหลวง ที่สุดแล้วการที่เธอหนีมาถึงที่นี่ก็ไม่แตกต่างอะไร สุดท้ายก็จะต้องถูกส่งตัวกลับไปอยู่กับราชวงศ์ตามเดิม
สู้ๆ ไหน จะสร้างตัวตนใหม่ให้กับพวกเธอแล้ว ก็ขอให้เธอและน้องชาย กลายเป็นคนธรรมดาที่มีไลท์เป็นผู้ปกครองก็เป็นอันสิ้นเรื่อง
“ให้เด็กๆ อยู่ที่นี่กับผมเถอะครับ รอให้อะไรหลายๆ อย่างมันเรียบร้อยเข้าที่เข้าทางเสียก่อน วันนั้นผมเชื่อว่าทั้งเอลล่าและแอล จะเปิดใจยอมรับฟังมากกว่านี้ครับ”
“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น ยังไงข้าขอฝากหลานๆ ทั้งสองคนเอาไว้กับท่านไลท์ก่อนก็แล้วกัน” ไวทเคานต์นิคได้แต่ยอมทำตามที่ไลท์เสนอมา
พลางควักเอาเงินถุงใหญ่ที่น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า หลายหมื่นเหรียญทองมณี ส่งให้กับไลท์ เพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูเอลล่าและแอล ซึ่งแน่นอนว่าไลท์ก็ดันพวกมันกลับไป ในเชิงปฏิเสธ
“ท่านไวทเคานต์นิคและคุณผู้หญิงไม่ต่างเป็นห่วง...ผมไม่ปล่อยให้เด็กทั้งสองต้องอดตายหรอกครับ”
เมื่อรู้ว่าทำอย่างไร ไลท์ก็ไม่ยอมรับเงิน ทางด้านของไวทเคานต์นิคจึงได้ฝากเงินสำรองนี้ไว้ให้กับ คาห์น พร้อมกับกระซิบกระซาบบางอย่างให้กับนักผจญภัยวัยชรา ที่ในทันทีที่ได้รับฟัง ข้อความจากไวทเคานต์นิค
ดวงตาของเขาก็พลันแสดงออกถึงความดีใจที่เก็บซ่อนเอาไว้แทบจะไม่มิด
“คาห์นนับแต่นี้ เจ้าต้องคอยอยู่ประจำการอยู่ที่ร้านอาหารแห่งนี้ คอยดูแลองค์หญิงและองค์ชายทั้งสองคนให้ดีๆ และรับสิ่งนี้ไป เอาไว้ใช้ติดต่อกับฉัน แทนเครื่องส่งสัญญาณอันเก่า” ทันทีที่พูดจบ
ไวทเคานต์นิคก็ได้ยื่น ป้ายชื่อในทางทหารอันใหม่ที่ดูแข็งแรงมากกว่าอันเดิมที่คาห์นได้เคยสวมใส่ ซึ่งป้ายชื่อนี้ก็คือเครื่องส่งสัญญาณที่เอาไว้ใช้ติดต่อกับไวทเคานต์นิคได้นั่นเอง
“ข้าน้อยจะดูแลองค์หญิงและองค์ชายให้ดีที่สุดครับ” คาห์นรับปากด้วยความเต็มใจ เมื่อรู้ว่าตนเองได้รับมอบหมายภารกิจให้อยู่ประจำการที่ร้านอาหารสามเวลาในฐานะผู้สอดส่องดูแลองค์หญิงเอลล่าและองค์ชายแอล
โดยนอกเหนือจากนั้น ในก่อนหน้านี้ คาห์นนั้นก็เคยช่วยงานเป็นเด็กเสิร์ฟให้กับร้านอาหารสามเวลามาก่อนด้วย
ดังนั้นเมื่อรู้ว่าตนเองจะต้องอยู่ประจำการที่ร้านอาหารแห่งนี้ คาห์นจึงไม่รีรอที่จะขออยู่ช่วยงานในร้านอาหาร ในฐานะพนักงานอีกคนหนึ่งของร้านไปด้วยเลย
ไลท์ไม่อาจปฏิเสธคำขอในเรื่องนี้ของท่านไวทเคานต์ได้ จึงอนุญาตให้คาห์นนับแต่นี้เป็นหนึ่งในพนักงานของร้านอาหารสามเวลาของเขาไปเสียเลย
“ถ้าเช่นนั้น ฉันขอฝากตัวกับทุกคนด้วยนะ!” คาห์นยิ้มกว้างๆ ออกมา พร้อมกับเดินไปจับมือสองตายายที่ยังคงยืนงงๆ อยู่ด้านข้าง ด้วยเสียงหัวเราะที่ดูร่าเริงสดใส
เป็นอันว่า จบเรื่องของเอลล่า แอล เอาไว้ที่ตรงนี้
โดยข้อสรุปก็คือท่านไวทเคานต์นิคจะใช้เส้นสายในส่วนของขุนนางของตัวเอง สร้างตัวตนปลอมๆ ให้กับ เอลล่าและแอล รวมไปถึงไลท์ที่บอกเล่าว่าได้ทำ ตราประจำตัวหรือบัตรประชาชนในโลก The Gloria หายไป
ในช่วงที่ตนเองพลัดตกเขา ไปเมื่อเดือนก่อน จึงร้องขอให้ ไวทเคานต์นิคช่วยออกตราประจำตัวอันใหม่ให้กับเขานั่นเอง
หลังจากที่ไวทเคานต์นิคและครอบครัวได้กลับไปจากร้านอาหารสามเวลา ก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างภายในร้านจะกลับมาเป็นปกติ...หากแต่ว่าเปล่าเลย!
“ท่านไลท์?! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ดูสิ ดูทางนั้น!” แมทที่วิ่งหน้าตาตื่น เข้ามาในร้าน รีบชี้นิ้วไปยังทิศทางเข้าป่าดาราฉาย
ที่ตอนนี้ มีจำนวนผู้คนและขบวนรถม้ากว่าหลายสิบคัน กำลังตรงมาทางนี้ นับรวมคร่าวๆ ดูแล้ว มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 คนเลยทีเดียว
“ดูท่าคนพวกนี้ น่าจะเป็นกลุ่มนักผจญภัยที่เดินทางมาจากเมืองหลวงกระมั้ง” คาห์นที่เดินติดตามออกมา เมื่อเห็นเข้ากับขบวนกลุ่มนักผจญภัยที่กำลังเดินมายังเส้นทางนี้ ก็ได้บอกเรื่องนี้ให้กับไลท์
“มากันเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ?!” ไลท์ไม่ได้ตกใจอะไรกับจำนวนคน แต่ที่ทำให้เขาตกใจเห็นจะเป็นจำนวนคนที่นับรวมกับนักผจญภัยที่อยู่ในเขตเมืองดาราฉาย ที่มาถึงก่อนหน้านี้กันนานแล้ว
ตอนนี้ ป่าดาราฉาย มีคนตั้งแคมป์อยู่อาศัยมากกว่า 500 คน เข้าไปแล้ว...ด้วยตัวเลขจำนวนขนาดนี้ กับร้านอาหารที่มีเพียงร้านเดียว มันจะไม่ให้เขาตกใจได้อย่างไร
หากแต่ว่า ไลท์นั้นคาดเดาผิดไป เขานั้นไม่รู้เลยว่าในจำนวนนักผจญภัยนับร้อยที่กำลังมาถึงป่าดาราฉาย
นั้นได้มีพ่อค้าแม่ค้า ที่อาศัยจังหวะคลื่นลมที่มีผู้คนกำลังเดินทางมายังป่าดาราฉาย ติดตามมาเปิดร้านอาหารที่นี่อีก 2-3 ร้านเลยทีเดียว
พ่อค้ากลุ่มนี้ นั้นส่วนมาก ล้วนแล้วแต่เป็นพ่อค้าที่พอจะมีเส้นสายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ และพอจะสืบทราบว่าสถานที่แห่งนั้น มีร้านค้าอยู่มากน้อยเท่าไหร่
ซึ่งพอจะรู้ว่า ป่าดาราฉายกำลังมีสัตว์อสูรปรากฏตัวขึ้นมาพอดิบพอดี และได้มีการมอบหมายภารกิจให้กับนักผจญภัย
พ่อค้าเหล่านี้ จึงฉวยโอกาสเดินทางมายังป่าดาราฉายที่มีร้านอาหารประจำถิ่นอยู่เพียงร้านเดียวมันเสียเลย
โดยหารู้ไม่ว่า ร้านอาหารประจำถิ่นที่พ่อค้าเหล่านี้ กำลังเข้ามาหวังจะยื้อแย่งลูกค้าไป ไม่ใช่ร้านอาหารทั่วๆ ไป ที่พ่อค้าเหล่านี้เคยข่มเหงกันมาก่อน แต่ทว่า...มันคือร้านอาหารของไลท์ ที่วันนี้จะเปิดขาย เมนูหมูกระทะเป็นวันแรกนั่นเอง!
“ท่านไลท์ ผมคิดว่าเรื่องนี้มันดูไม่ชอบมาพากลแล้ว...ชายที่อยู่บนรถม้าคันนั้น ผมจดจำได้ว่ามันคือ พ่อค้าที่ตอนนี้กำลังเปิดร้านอาหารอยู่ในหมู่บ้านดาราฉายครับ!” แมทที่เป็นถึงลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้าน เขานั้นย่อมจดจำได้ดีว่าลูกบ้านและร้านค้าต่างๆ นั้นเป็นใคร
พอเห็นอีกฝ่ายกำลังขับเคลื่อนรถม้า เข้ามายังเขตป่าดาราฉายด้วยใบหน้าที่ประสงค์ร้ายต่อร้านอาหารสามเวลาเช่นนี้ แมทนั้นย่อมต้องเตือนให้ไลท์นั้นระวังตัวเอาไว้สักหน่อย
“ท่านไลท์ควรกังวลที่แมทบอกเอาไว้สักหน่อยนะครับ เพราะนอกจากพ่อค้าจากร้านอาหารในหมู่บ้านดาราฉายแล้ว ถ้าผมจดจำไม่ผิด รถม้าคันใหญ่ที่สลักชื่อว่าร้าน ‘กระทะทอง’ คันนั้น ดูเหมือนจะเป็นชื่อของร้านที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงนะครับ” คาห์นกล่าวเสริมเมื่อเห็นรถม้าของร้าน กระทะทอง ที่ถือเป็นร้านอาหารจากในเมืองหลวง กำลังจอดคอยท่าอยู่ที่ริมทางเท้า
ซึ่งดูเหมือนร้านค้าดังกล่าวจะเลือกตั้งร้านของพวกเขา เอาไว้ตรงจุดบริเวณนั้น ดูแล้วกำลังตั้งร้านประจันหน้ากับร้านอาหารสามเวลา ราวกับกำลังท้าทายอยู่นั่นเอง
“ที่สุดแล้ว ก็ให้ลูกค้าเป็นคนเลือกและเป็นคนตัดสินเถอะ พวกเราไปเตรียมตัวสำหรับมื้อเย็นกันได้แล้ว...ขอเตือนเอาไว้ก่อนเลย ทุกคนอาจจะเหนื่อยกันมากแน่ๆ!” พูดจบไลท์ก็ดึงผ้ากันเปื้อนสีขาวที่เขาใส่อยู่เป็นประจำ ขึ้นมาผูกอยู่ที่บริเวณช่วงเอว ก่อนจะเดินนำหน้าทุกคนกลับไปยังห้องครัว
ทิ้งให้คาห์นและแมทที่ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวกับในครัว คอยยืนวิตกกังวลอยู่เพียงลำพัง
“โทมัส จิมอย่าลงมีดหนักเกินไป ผ่อนคลายแขนสักหน่อย” “ครับ เชฟ!” ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ว่า โทมัส จิม เอลล่าและแอล ต่างขานรับการเรียกของไลท์ ในครัวด้วยคำว่า ครับเชฟ
ไลท์ที่ได้ฟังก็แอบยิ้มออกมาไม่ได้ เพราะมันทำให้เขาคิดถึงโลกเก่าที่จากมา ที่ทุกคนต่างก็เรียกเขาว่าเชฟไลท์
แต่ไฉนเลยที่ เชฟไลท์ในวันนี้ ไม่ได้เตรียมเมนูที่ยิ่งใหญ่อะไรเลย หากแต่เป็นอีกหนึ่งเมนูบ้านๆ ของไทย ที่ชื่อว่าหมูกระทะ อย่างขะมักเขม้น
ส่วนทางด้านของเอลล่าและแอล ก็รับหน้าที่ช่วยกันคั่นน้ำมะนาว โดยมีเจ้าโปริ่งกระโดดเด้งไปตามขวดน้ำมะนาวต่างๆ ที่เอลล่าและแอล ช่วยกันเตรียมไว้
ทิ้งร่างอันอ้วนกลมของมันไปตามขวดต่างๆ ก่อนจะเบ่งลมจากภายในร่างกาย ลงไปในขวดน้ำมะนาวเพื่อทำเป็น น้ำมะนาวโซดา กินคู่กับหมูกระทะให้สดชื่นในค่ำคืนนี้!
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy