ย้อนกลับไปยังอดีตอันยาวนาน ในยุคสมัยที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ความดำมืด ปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ ไร้สิ่งมีชีวิต ไร้แสงดารา ไม่มีแม้กระทั่งเสียงใดเล็ดลอดมาให้ได้ยิน ตลอดเวลาที่ไร้ซึ่งกลางวันและกลางคืน เวลาได้ผ่านไปวันแล้ว วันเล่าตรงไหนสักแห่งในจักรวาลอันมืดมิดไร้ขอบเขตนี้ ได้มีพลังงานอันเจือจางต่างขั้วกันหมุนวนผสมผสานกันทีละนิดอย่างเงียบๆ ตลอดคืนวันที่ยาวนาน เวลากำลังล่วงผ่าน
1วัน 1เดือน 1ปี 10ปี 100ปี 1,000ปี...
100,000 ปี 1,000,000 ปี 10,000,000 ปี...
1ล้านล้านปี 1ล้านล้านล้านปี...
วันเวลาหมุนวนไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งวันหนึ่งพลังงานอันเจือจางต่างขั้วทั้งสองได้หยุดหลอมผสานแล้วผสานตัวเข้าหากันอย่างสมบูรณ์แบบ ฉับพลันนั้นจักรวาลที่มืดมิดไร้ซึ่งสรรพสิ่ง พลันบังเกิดดวงจิตที่มีความคิดเป็ของตัวเองถือกำเนิดขึ้น ดวงจิตนั้นอยู่ในอารมณ์สับสน วุ่นวาย ไร้ซึ่งความทรงจำใด
"อ... อา..... อาาาาา ข้าเป็ใคร ที่นี่ที่ไหน ทำไมถึงมองไม่เห็นอะไรเลย ตัวข้ากำลังทำอะไรอยู่"
ดวงจิตปริศนางุนงง สับสนกับสถานการณ์ตรงหน้า มันไม่รู้อะไรสักอย่าง เวลายังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ วันแล้ววันเล่า มันเอาแต่ถามคำถามเดิมๆ ซ้ำอยู่ตลอด เป็คำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ แม้จะเคยลองะโถามออกไป แต่ความมืดมิดเบื้องหน้าก็คล้ายกับหุบเหวไร้ก้นบึ้ง ความพยายามหลายครั้งหลายครา กลายเป็ไร้ค่า คำตอบที่เคยหวังว่าจะได้รับจากใครสักคนหนึ่งกลับไม่เคยได้รับ ดวงจิตปริศนายังคงไม่ละความพยายาม มันยังคงตามหาคำตอบวันแล้ววันเล่า ในวันหนึ่งมันเริ่มมีแนวความคิดใหม่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดนับไม่ถ้วน
"ในเมื่อคำถามของข้ามีมากมาย แต่ไร้ซึ่งคำตอบที่ข้า้า ก็ดีในเมื่อเป็เช่นนี้ตัวข้าก็จะสร้างคำตอบขึ้นมาเอง!!"
ฉับพลันนั้นเองมวลอากาศรอบดวงจิตปริศนากลายเป็บ้าคลั่งหมุนวน ลมพายุเกรี้ยวกราดโหมซัดไปยังพื้นที่รอบๆ สายฟ้าแลบแปลบปลาบพลันบังเกิดขึ้น นี่คือแสงแรกที่ปรากฏนับั้แ่กำเนิดามืดมิดจนถึงตอนนี้ ภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นไม่รู้จบสิ้น สายน้ำคลั่งซัดสาด กำแพงเปลวเพลิงร้อนแผดเผา ทุกสิ่งหมุนวนหลอมรวมและแยกออกจากกันครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงจิตปริศนาสูญสิ้นสตินึกคิดไปทีละนิด จนในที่สุดก็เข้าสู่ภาวะจำศีล เป็เวลานานถึง 1 ล้านล้านปี จนก่อกำเนิดเป็ร่างกายสิ่งมีชีวิตรูปทรงกลมสีดำทมิฬขนาดมโหฬารใหญ่โต
ตลอดจนมวลความรู้มหาศาลจากที่ไหนไม่ทราบได้ ต่างก็ทยอยไหลเข้าสู่ร่างกายประทับลึกไปถึงดวงจิต หากมองลึกลงไปให้ดีจะเห็นลวดลายแปลกประหลาดมากมายกำลังหมุนวนอยู่ภายใน เมื่อทุกอย่างสงบลง เสียงถอนหายใจเบาบางก็ดังขึ้นมา ภาวะจำศีลได้สิ้นสุดลงแล้ว สตินึกคิดเองก็หวนกลับคืนมาอีกครั้ง
"เฮ้อ... ที่แท้ตัวข้าก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากพลังงานด้านบวกและพลังงานด้านลบ ที่หลอมผสานและทำลายซึ่งกันและกันมาอย่างยาวนาน จนรวมตัวกันเป็จุด เป็เพียงจุดหนึ่ง"
หลังจากเข้าสู่ภาวะจำศีล สตินึกคิดของดวงจิตปริศนาก็เริ่มกระบวนการเรียนรู้ เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบัน มันค้นพบว่าพลังงานด้านบวกและด้านลบทั่วทั้งห้วงความมืดมิดอันกว้างใหญ่ ได้ถูกชักจูงดึงดูดโดยมีตัวมันเองเป็ศูนย์กลาง พลังงานทั้งสองขั้วนั้นหลอมผสานและทำลายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็เวลาเนิ่นนาน หลังจากที่มันผสานตัวกันอย่างสมบูรณ์นั้นเองจึงเกิดเป็ดวงจิตมีชีวิตขึ้นมา และหลังจากที่ตัวมันพยายามวิ่งไล่หาคำตอบ ตัวมันเผลอปลดปล่อยพลังที่ถูกซ่อนไว้ในส่วนลึกของดวงจิตออกมา ภัยพิบัติต่างๆ นานาบังเกิดขึ้น เพื่อที่จะทำให้ดวงจิตมีที่สิงสถิต
ในดวงจิตส่วนลึกที่สุดก็เริ่มกระบวนการสร้างกายหยาบโดยธรรมชาติ พลังทั้งหลายที่เผลอหลุดออกจากการควบคุมก็ได้เริ่มกระบวนการหลอมประสานและทำลายพลังในส่วนที่ไม่จำเป็ทิ้ง สร้างร่างกายหยาบขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วก็ทำลายในส่วนที่ไม่มีประโยชน์ทิ้ง จนได้ร่างกายที่สมบูรณ์แบบที่สุด ที่สามารถรองรับและปลดปล่อยพลังงานที่มีอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพ ตลอดจนเสร็จสิ้นกระบวนการปรับสมดุลของร่างใหม่
"ข้าสมควรออกตามหา สิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เพื่อยืนยันถึงปัญหาหลายๆ ข้อที่ตัวข้ายังไม่ได้รับคำตอบ"
ตัวมันเองก็เกิดนึกสงสัยขึ้นมา ถ้าภายใต้ห้วงความมืดมิดอันกว้างใหญ่ ไม่ได้มีมันถือกำเนิดแต่เพียงผู้เดียว เช่นนั้นผู้ที่ถือกำเนิดก่อนหน้ามันย่อมต้องมีคำตอบบางข้อที่มัน้าอยู่แน่ๆ มันจึงเริ่มออกเดินทางตระเวนไปทั่วห้วงความมืดมิดอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตแห่งนี้
ภายใต้การเดินทางนี้ถ้ามิติโดยรอบเป็สีขาวก็จะมองเห็นวัตถุทรงกลมสีดำ พุ่งเป็เส้นตรงโดยทุกเส้นทางที่มันพุ่งผ่านจะทิ้งภาพติดตาเป็เส้นสีดำลากยาวตามมาด้วยเสมอ วันเวลาแห่งการตามหาสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นยังคงดำเนินต่อไป ผ่าน่เวลาอันเนิ่นนาน จนกระทั่ง 100 ล้านปีให้หลัง มันจึงเริ่มตระหนักได้ถึงความรู้สึกอันคุ้นเคย มันพยายามมองไปรอบตัวตามััที่มันจับได้ ทุกที่ล้วนมืดดำไม่มีสิ่งใดแต่เมื่อลองย้อนนึกให้ดี ตัวมันกลับจำได้ว่าตรงนี้ จุดนี้คือสถานที่ซึ่งมันได้ถือกำเนิดขึ้น ราวกับว่ามันเริ่มตระหนักรู้ถึงข้อเท็จจริงบางอย่าง จึงพึมพำแ่เบา
"ตัวข้ากำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์เป็ จุดๆ หนึ่ง เป็จุดที่ทรงพลังเต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากมาย เป็จุดที่เป็การเริ่มต้น อันเป็สัญลักษณ์แห่งชีวิต และในขณะเดียวกันตัวข้า ก็เป็จุดสิ้นสุดอันบ่งบอกถึงสัญลักษณ์แห่งการดับสูญเช่นกัน"
ตัวมันได้ตระหนักรู้แจ้งถึงความเป็จริงเกี่ยวกับการถือกำเนิดและการดับสูญ ราวกับภายในร่างกายได้มีการปะทุของพลังจำนวนเกิดขึ้น มันััได้ถึงเปลวไฟที่ลุกโหม สายน้ำเชี่ยวซัดสาด พายุบ้าคลั่งกระพือพัด แม้แต่พลังแห่งการกำเนิดและดับสูญภายในส่วนลึกของร่างกายก็เริ่มแสดงอาการว่าจะปะทุออกมา
"กำเนิดขึ้นมาเป็จุดหนึ่งจุดอันเล็กจ้อยภายใต้ห้วงความมืดมิดอันไร้ขอบเขตแห่งนี้ และก็คงจะดับสูญเป็จุดเล็กๆ ที่ไร้ชีวิต ปล่อยซากสังขารว่างเปล่าให้ล่องลอยไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่?"
มันเริ่มตระหนักได้ถึงคำตอบหลายข้อที่มันเคยสงสัย ยิ่งเติมเต็มคำถามด้วยคำตอบ ตัวมันยิ่งเกิดแรงปรารถนาในการเติมเต็มคำถามทุกข้อที่ยังค้างคาใจ ในขณะนั้นเองมวลพลังงานมหาศาลในร่างกายได้เกิดการปะทุแบบฉับพลันเกิดเป็แรงะเิอย่างรุนแรงกลืนกินทำลายเป็วงกว้าง กระจายออกไปในห้วงความมืดมิดไร้ขอบเขตนี้ โดยมีตัวร่างกายของมันเป็จุดศูนย์กลาง
และแล้วสตินึกคิดของมันก็ดับลงอีกครั้ง กลายเป็ซากร่างโดดเดี่ยวลอยอยู่ในห้วงความมืดมิดอันไร้ขอบเขตแห่งนี้ กาลเวลาไหลผ่านเนิ่นนานนับไม่ได้ ตรงสถานที่เดิม เหตุการณ์เดิมได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ซากร่างที่ว่างเปล่าได้เกิดแรงดึงดูดรุนแรง มันหอบม้วนเอาพลังงานรอบด้านเข้าสู่ร่างกายทรงกลมสีดำทมิฬอย่างบ้าคลั่ง ในวันหนึ่งแรงดึงดูดที่ปล่อยออกมาจากร่างนั้นก็หยุดลง พร้อมกับมวลพลังมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้นานหลายล้านปี เกิดแรงกระเพื่อมอย่างกว้างขวางภายใต้ห้วงความมืดมิดอันไร้ขอบเขตนี้ ดวงจิตดวงเดิมได้ถือกำเนิดขึ้นภายในซากร่างเดิมนั้นเอง
"อ.... อา...... อา... ข้าจำได้แล้ว ในวันนั้นเมื่อนานมาแล้ว ข้าได้ถือกำเนิดขึ้น และดับสูญลง และในวันนี้ตัวข้าได้เกิดใหม่อีกครั้ง ช่างเป็เื่ที่น่ายินดี"
มันกำลังดีใจเมื่อพบว่าความทรงจำเดิมยังอยู่ครบสมบูรณ์ อีกทั้งยังได้รับคำตอบใหม่ สำหรับคำถามมากมายที่ตัวมันเองเคยสงสัย
"ข้ากำเนิดขึ้นมาจากจุด จุดหนึ่ง แล้วข้าก็ดับสูญเป็จุด จุดหนึ่ง เมื่อจุดกำเนิดเดินทางมาถึงจุดจบ ก็จะมีวันที่จุดจบเดินทางไปถึงจุดกำเนิดเช่นกัน กำเนิดไม่ใช่สิ่งแรกและจุดจบก็ไม่ใช่สิ่งสุดท้าย"
มันได้ตระหนักถึงตัวมันเองมากขึ้น ในตอนนี้มันยังจำความพยายามเดิมของตัวมันได้ แต่เนื่องจากถ้าต้องออกตามหาสิ่งมีชีวิตสักตัวภายใต้ห้วงความมืดมิดอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตนี้ให้เจอ เกรงว่าคงต้องใช้เวลาเนิ่นนานหลายล้านล้านปีเป็แน่ คงต้องใช้ชีวิตและดับสูญอีกเป็สิบรอบ ร้อยรอบ ก็ยังไม่รู้ว่าจะหาเจอหรือไม่
"ถ้ามันหาไม่เจอ เฉกเช่นคำตอบที่ข้า้า เช่นนั้นข้าก็จะสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นเอง เฉกเช่นคำตอบทั้งหลายที่ข้าอยากได้รับ"
มวลพลังงานมหาศาลภายในร่างของมันเริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็ว พลังงานด้านต่างๆ ก็เริ่มแตกตัวเป็จุดใหญ่เล็กแตกต่างกันไป คล้ายกับครั้งนั้นเมื่อนานมาแล้ว เมื่อครั้งที่มันสร้างกายหยาบให้ตัวเองแตกต่างกันแค่เพียงครั้งนี้ ภัยพิบัติและพลังงานจำนวนมากที่ปะทุออกมาถูกจำกัดขอบเขตให้อยู่แค่ภายในร่างกายของมันเท่านั้น
แต่ครั้งนี้กับใช้เวลาน้อยลงกว่าครั้งนั้นเป็อย่างมาก เวลาได้ผ่านไปเพียงแค่หนึ่งล้านปีเท่านั้น กลุ่มก้อนพลังงานนับไม่ถ้วนบ้างมีขนาดใหญ่โตพลังปะทุรุนแรงแผ่ออกมาเป็ระยะ บ้างมีขนาดเล็กลงมาหน่อยพลังที่ปะทุออกมาก็รุนแรงน้อยลงมา ตามขนาดของพลังงานแต่ละก้อน ที่มองเห็นได้เยอะสุดก็คือจุดพลังงานขนาดเล็กนับไม่ถ้วน ที่กระจายตัวกินพื้นที่ไปเป็จำนวนมาก คล้ายกับมหาสมุทรดวงดารา ถ้ามองให้ดีภาพภายในร่างกายใหญ่โตดำทมิฬของมัน ดูคล้ายจะปรากฏแสงดาราขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ร้อยจุด โดยมีดาราบริวารหมุนวนรายรอบราวกับผู้พิทักษ์ หลายพันหลายหมื่นจุด และถูกห้อมล้อมอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรดาราขนาดเล็กนับไม่ถ้วน
ในขณะนั้นเองราวกับเวลาได้หยุดนิ่งลง พลังงานและภัยพิบัติที่กำลังปะทุคุคลั่งอยู่ก็ได้หยุดชะงักลง หลากแสงสีที่ส่องสว่างกลับมืดดับ เสียงจากหลากหลายก้อนพลังที่เคยส่งเสียงหวีดหวิวร้องคำรามกลับเงียบสงบลง ตอนนั้นเองราวกับทุกสรรพสิ่งพร้อมใจกันหยุดทุกการกระทำ และในเสี้ยวนาทีนั้นพลังงานทุกก้อนภายในร่างกายใหญ่โตดำทมิฬ ได้พร้อมใจกันะเิปะทุพลังแบบฉับพลันเป็ครั้งสุดท้ายพร้อมกับร่างเลือนรางที่ดูสมจริงขึ้นภายในแสงสว่างของกลุ่มก้อนพลังงานในแต่ละจุด
เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง สิ่งมีชีวิตมากมายได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับความงุนงงสับสน เหมือนกับครั้งนั้นที่ตัวมันถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเดียวดาย แต่ต่างกันตรงที่ครั้งนี้พวกมันถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกันเป็จำนวนมาก
"อ.... อา...... อา... ตัวข้าคือใคร ที่นี่คือที่ไหน ข้ากำลังทำอะไร และพวกมันคือใคร?"
เสียงคำถามสับสนดังระงมไปทั่วร่างกายของสิ่งมีชีวิตใหญ่ มันกำลังดีใจที่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากตัวมันเอง หลังจากผ่าน่เวลาโดดเดี่ยวอันยาวนาน มันหัวเราะร่าอย่างดีใจพร้อมทั้งกำลังคิดว่าจะชี้นำเหล่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อย่างไรดี
"ฮ่าๆ ๆ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่ข้าตามหาสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นนอกจากตัวข้าเองเจอ เหล่าสิ่งมีชีวิตยุคใหม่เอ๋ย จงใช้ชีวิตของพวกเ้าตามแต่ที่ใจเ้าจะปรารถนาเถิด ข้าจะเป็ประจักษ์พยานเฝ้าดูพวกเ้าเติบโต"
เสียงคำรามดังก้องสะท้อนเข้าโสตประสาทของทุกสิ่งมีชีวิตภายในร่างกายของมัน
"ใครกำลังพูด... แล้วใช้ชีวิตตามปรารถนาคือสิ่งใด ข้าต้องทำยังไง"
คำถามมากมายพรั่งพรูออกมาจากสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน
"สรรเสริญนามของข้าวิงวอนร้องขอต่อข้า… สวดภาวนาถึงข้าผู้เป็พระเ้า นามของข้า 'ก็อดโอ' ปฐมบรรพชนเทวะต้นกำเนิด… ผู้ควบคุมกฎเกณฑ์แห่งชีวิตและความตาย… พระเ้าผู้ปกครองเหล่าิญญาใต้มหาสมุทรดารา… ตัวตนอันยิ่งใหญ่ผู้ฝืนลิขิตและบงการกงล้อแห่งโชคชะตา!"
'ในเมื่อตัวข้าคือจุด จุดที่เป็ทั้งต้นกำเนิดและจุดที่เป็จุดจบ ร่างกายของข้าคือสิ่งมีชีวิตทรงกลมดำทมิฬในมุมหนึ่งร่างกายของข้าช่างใหญ่โตมโหฬาร สิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนที่กำเนิดจากพลังของข้าต่างก็สามารถอาศัยอยู่ในร่างกายของข้าได้'
'แต่อีกมุมหนึ่งตัวข้าก็เป็สิ่งมีชีวิตเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับห้วงความมืดมิดอันไร้ขอบเขตนี้ จุดถ้ามองจากภายในก็คือจักรวาลใบหนึ่ง แต่ถ้ามองจากที่ไกลก็เป็ได้แค่จุดกลมเล็กๆ จุดก็คือจักรวาล จักรวาลก็คือจุด! ตัวข้าคือจุดที่ขยายตัวกลายเป็จักรวาล เป็จักรวาลที่วาดแทนด้วยจุด เป็จุดที่เขียนแทนที่การกลับคืนสู่การเป็จุด!!'
ตัวมันคิดแบบนั้นจึงตั้งชื่อให้ตัวเองอย่างเป็ทางการว่า 'ก็อดโอ' โอที่มาจากกฎแห่งการวนเวียนไม่รู้สิ้น ตัวมันสามารถดับสังหารสิ่งมีชีวิตภายในร่างกายของตัวเองได้เพียงแค่จิตปรารถนาและก็สามารถให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้เพียงแค่จิต้าเช่นกัน ก็อดโอคือพระเ้าผู้ปกครองทุกชีวิตในมหาสมุทรดารา และตัวมันก็สามารถฝืนลิขิต สร้างปาฏิหาริย์ต่างๆ ได้เพียงแค่หนึ่งความคิด ดังนั้นนี่จึงเป็ นามที่บ่งบอกถึงตัวมันเอง
"ก็อดโอ... ปฐมบรรพชนเทวะต้นกำเนิด ผู้ควบคุมกฎเกณฑ์แห่งชีวิตและความตาย พระเ้าผู้ปกครองเหล่าิญญาใต้มหาสมุทรดารา ตัวตนอันยิ่งใหญ่ผู้ฝืนลิขิตและบงการกงล้อแห่งโชคชะตา!"
เสียงเรียกพระนามเต็มของก็อดโอดังก้องออกมาจากปากของทุกสรรพชีวิต ราวกับว่าพระนามอันสูงส่งนี้ได้สลักลึกเข้าไปยังจิตใต้สำนึกส่วนที่ลึกที่สุดของทุกสรรพสิ่ง ทุกชีวิตต่างหมอบกราบตามสัญชาตญาณธรรมชาติ แม้จะไม่เห็นตัวตนได้ยินแค่เสียง แต่ก็ััได้ถึงความน่าเคารพยำเกรง ราวกับก้นบึ้งของจิตใจสามารถััได้ว่าผู้ที่กล้าท้าทาย ย่อมดับสูญอย่างอนาถเป็แน่นอน
"จงใช้ชีวิตตามแต่ใจพวกเ้าปรารถนาเถิด… คำตอบของชีวิตพวกเ้าคือสิ่งใด ตัวข้านั้นชมชอบการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม… ผู้ที่สามารถให้คำตอบที่ข้าพึงพอใจได้ย่อมได้รับผลตอบแทนมหาศาล… ข้า้าแค่เพียงการเติมเต็มความปรารถนาที่หายไป"
เสียงของก็อดโอดังก้องกระจายไปทั่วจักรวาล ทุกสรรพชีวิตต่างยำเกรงจากที่เคยหมอบกราบต่ำแล้ว ยิ่งพยายามหมอบกราบให้ต่ำกว่าเดิม
"นี่คือของตอบแทนแห่งข้าที่มอบให้ล่วงหน้า สำเนียงแห่ง์ที่ล่องลอยเอ๋ย… จงน้อมนำภาษามาสู่พวกเขา… กงล้อแห่งกาลเวลาจะหมุนทวนประทานอารมณ์ให้ัั… กงล้อแห่งโชคชะตาจะหมุนวนให้ชะตาเริ่มก้าวเดิน… มีเพียงผู้ฝืนทวนเข็มแห่งโชคชะตาเท่านั้นที่จะได้รับรู้"
ทุกสรรพชีวิตที่หมอบกราบก้มหัวต่ำ ในขณะนั้นราวกับััสายลมอ่อนโยนหมุนวนรอบตัว เหนือหัวสูงขึ้นไปราวกับมีกงล้อขนาดมหึมาใหญ่ั์ 2 วง ต่างหมุนวนไปคนละทิศคนละทางด้วยความเร็วสูง เสียงและตัวหนังสือที่ไม่เคยเข้าใจกลับเข้าใจความหมายอย่างถ่องแท้ พวกมันเริ่มััได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ มากมายที่กำลังถาโถมเข้าสู่จิตใจ และอารมณ์สงสัยคืออารมณ์สุดท้ายที่ฝังเข้าสู่จิตใต้สำนึก พวกมันกำลังสงสัยว่ามีเพียงผู้ฝืนทวนเข็มนาฬิกาแห่งโชคชะตาเท่านั้นที่จะได้รับรู้... รับรู้สิ่งใดกัน? พวกมันถูกอารมณ์ความสงสัยครอบงำอยู่ชั่วครู่ แต่หลังจากนั้นก็ถูกอารมณ์ตื่นเต้นดีใจเข้าครอบงำ พวกมันต่างะโสรรเสริญ
"ก็อดโอ จงเจริญ"
"ก็อดโอ ผู้ยิ่งใหญ่"
"ก็อดโอ ผู้เมตตา"
"ข้าจะคอยเฝ้ามองพวกเ้าอยู่ห่างๆ ไปเถิด ไปใช้ชีวิตให้มีความสุขตามแต่ใจพวกเ้าจะปรารถนา"
"ขอพระเ้าอวยพร"
เสียงตอบรับจากมวลหมู่สรรพชีวิตนับไม่ถ้วน ต่างะโรับคำดังกึกก้องอย่างพร้อมเพรียง หลังจากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมเป็เวลานาน พวกมันที่ก้มกราบหมอบคลานต่ำอยู่นั้นต่างก็เงยหน้าขึ้นสำรวจสภาพแวดล้อมด้านข้าง เนื่องจากพึ่งถือกำเนิดและพึ่งได้รับสติปัญญาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งโดนพลังสยบของก็อดโอกดดัน พวกมันจึงไม่ทันได้สังเกตว่าใต้ฝ่าเท้าของพวกมันทุกคน ล้วนเป็แผ่นดินผืนใหญ่ผืนหนึ่ง บางสถานที่เป็ผืนทรายอาณาเขตใหญ่โต
บางที่เป็แนวเทือกเขาทอดยาว ที่ด้านล่างปกคลุมไปด้วยผืนป่า บางแห่งก็เป็หลุมกว้างใหญ่เชื่อมต่อกับสถานที่ต่างๆ ที่ถูกเติมเต็มด้วยสายน้ำจนกลายเป็มหาสมุทร และในบางสถานที่กลับเป็ทุ่งหญ้าเขียวขจี เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปเหนือหัว จะเห็นความมืดมิดที่ถูกแต่งแต้มด้วยหมู่ดาวจุดเล็ก ที่ต่างก็แย่งกันส่องแสงแสดงความโดดเด่นของตัวเอง...