บทที่ 31 อันหลิงอวี่สารภาพ
แต่เธอยิงเข้าที่หัวของซอมบี้แล้วนี่นา!
จริงสิ เธอคิดออกแล้ว
หัวของซอมบี้ตัวนั้นไม่ได้ะเิเป็ชิ้น ๆ เหมือนสี่ตัวก่อนหน้า แต่มันะเิไปแค่ครึ่งเดียว หรือไม่ก็หนึ่งในสาม?
ถึงอย่างนั้นมันก็เป็การโจมตีที่รุนแรง ซึ่งมันน่าจะตายไปแล้ว
จิ่งเหมียนรู้สึกใจคอไม่สงบขึ้นมา ถ้าอย่างนั้นมันก็ยังไม่ตาย แสดงว่ามันไม่ใช่ซอมบี้ธรรมดา
เธอััแหวนวายุ สีสันของมันไม่สดใสเหมือนเดิม เห็นได้ชัดว่าแหวนวายุปลิดชีพไม่สามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อใช้ไปครั้งหนึ่งแล้ว มันจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น จิ่งเหมียนและหวังอี้ช่วยกันจัดการศพซอมบี้ที่อยู่หน้าประตู ก่อนที่ทุกคนจะตื่นนอนและไปทำงาน
หวังอี้สังเกตเห็นซอมบี้ที่หายไปเช่นกัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหนักใจ
"อย่าเพิ่งบอกเื่นี้กับคนอื่นเลยค่ะ พวกเขาคงตื่นตระหนกแน่ ปืนได้มาแล้ว ถ้ามันยังกล้ากลับมาอีก เราจะยิงมันให้พรุนเลย!"
หวังอี้รู้สึกตกตะลึงในความกล้าหาญของจิ่งเหมียน เขาเอ่ยว่า "คุณจิ่งดูอายุยังน้อย แต่กลับมีพลังที่ทำให้คนอื่นรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด"
จิ่งเหมียนยิ้มอย่างเขินอาย "ฉันเป็เสาหลักของลวี่อิน ทุกเวลาฉันต้องกล้าที่จะยืนหยัด"
ทั้งสองช่วยกันเผาศพที่อยู่ไกลออกไป จากนั้นจิ่งเหมียนกับจางเถี่ยก็ขับรถไปที่ฐานอู่อันเพื่อหาคนงานซื้อวัสดุก่อสร้างมาสร้างหอสังเกตการณ์
หวังอี้มองรถที่แล่นออกไปไกลจนลับตา เขาเดินไปยังป้อมยามที่เพิ่งปรากฏขึ้นในที่พักลวี่อินเมื่อคืนนี้
คุณจิ่งคนนี้จริง ๆ แล้วมีพลังพิเศษอะไรกันแน่?
เมื่อคืนตอนฆ่าซอมบี้ ดูเหมือนจะเป็พลังลม มีข่าวลือในตระกูลโหวว่าเธอมีพลังมิติ ตอนนี้เขาดูแล้วเหมือนจะเป็พลังสร้างแบบจำลองที่หายาก
ช่างเป็คนที่คาดเดาได้ยากจริง ๆ
ที่ฐานอู่อัน จิ่งเหมียนกับจางเถี่ยต่างก็ซื้อของกันอย่างบ้าคลั่ง ทั้งเหล็กเส้น เหล็กแผ่น กระจกกันะุ พวกเขาตั้งใจที่จะสร้างหอสังเกตการณ์ที่ทำจากเหล็กกล้าให้กับหวังอี้
ในตอนนี้ ถึงแม้ว่าซอมบี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่ซอมบี้จะล้อมเมือง เขาคิดว่าการยิงปืนในนั้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
จิ่งเหมียนไปที่ไซต์งานก่อสร้างเพื่อหาช่างฝีมือและคนงานมืออาชีพ จากนั้นก็พาพวกเขากลับไปที่ลวี่อินเพื่อเริ่มงานทันที เธอหวังว่าจะทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยโดยเร็วที่สุด
จิ่งเหมียนให้ค่าแรงดี พนักงานเลยกระตือรือร้นกันมาก พวกเขาร่วมกันวางแผนตำแหน่งที่พักคนงาน จากนั้นก็ลงมือทำงานทันที
พอเข้ามาในลวี่อิน จิ่งเหมียนก็เห็นอันหลิงอวี่นั่งอยู่บนโซฟา มีฮวาเล่อเหยาอยู่ด้านข้าง คอยต้อนรับเหมือนเป็ธุระ
อันหลิงอวี่เองก็เห็นเธอเป็คนแรกเช่นกัน "เถ้าแก่จิ่งของเรายุ่งมากเลยนะ ดูเหมือนว่าครั้งหน้าผมต้องนัดล่วงหน้าแล้ว"
เขายิ้มอย่างผ่อนคลาย พูดคุยอย่างเป็กันเองเหมือนเพื่อนเก่า
"มีอะไรหรือเปล่าคะ" จิ่งเหมียนเดินเข้าไปถามอย่างไม่ใส่ใจ
เขาหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาโชว์ "ของดีครับ ผมให้คุณ"
จิ่งเหมียนรับมาดู เป็การ์ดสีดำตัวอักษรสีทอง หรูหรามาก เป็บัตรเชิญเข้าร่วมงานประมูล
"ถึงตอนนั้นจะมีบุคคลสำคัญจากฐานใหญ่ ๆ มาร่วมงานครับ เป็โอกาสดีที่คุณจะได้ขยายเครือข่ายและโปรโมตสินค้า ถ้าไม่มีบัตรเชิญใบนี้ก็เข้าไปไม่ได้" ดวงตาของอันหลิงอวี่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม คาดการณ์ว่าจิ่งเหมียนต้องรับไว้แน่ ๆ
"ทำไมถึงให้ฉันล่ะคะ สำคัญขนาดนี้คงหายากน่าดู"
จิ่งเหมียนยอมรับว่ามันยั่วยวนใจเธอมาก เพราะเธอเพิ่งใช้เงินไปก้อนใหญ่จัดการเื่ที่พักคนงาน
“บอกแล้วไงว่าเราเป็เพื่อนกัน ผมรู้ว่าคุณกังวลเื่อะไร”
อันหลิงอวี่เอียงคอมองใบหน้าเธออย่างพิจารณา “่นี้มีน้ำมีนวลขึ้นนะครับ สวยขึ้นเยอะเลย”
เขายิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับกำลังมองหญิงผู้เป็ที่รักคนแรก
จิ่งเหมียนทนเห็นท่าทางแบบนั้นไม่ไหว พลันนึกถึงชาติที่แล้ว แค่เขาทำแบบนี้ เธอก็จะยอมทำตามที่เขาร้องขอทุกอย่าง
เขาก็เป็คนที่ใส่ใจในสิ่งที่เธอแคร์ เอาใจใส่เธอมากกว่าตอนนี้หลายเท่า ตอนนี้กลับดูเ็า
ไม่รู้ว่าฮวาเล่อเหยาออกไปั้แ่เมื่อไหร่
จิ่งเหมียนนั่งลง “ฉันรับไว้ก็ได้ ถือว่าฉันติดหนี้บุญคุณครั้งนี้ ไว้มีอะไรให้ฉันช่วย ฉันไม่ปฏิเสธแน่นอนค่ะ”
อันหลิงอวี่แสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย “ทำไมคุณชอบทำตัวห่างเหินกับผมแบบนี้ล่ะครับ เหมือนตั้งใจจะตีตัวออกหาก”
เขาขยับเข้ามาใกล้ จนริมฝีปากอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่เิเ “ทำไมต้องกลัวเวลาที่ผมเข้าใกล้ด้วยครับ คุณกลัวอะไรกันแน่”
จิ่งเหมียนผลักเขาออกแล้วขยับตัวหนี บางครั้งเขาก็อ่านใจเธอออก
เธอไม่อยากหวั่นไหวไปกับเขาอีกแล้ว สามีในชาติก่อนของเธออย่ามาทำให้เธอหวั่นไหวอีกเลย
ปล่อยให้ความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงของพวกเขามันจบลงที่ชาติที่แล้วเถอะ ชาตินี้เธอแค่อยากจะดูแลลวี่อินแห่งนี้ให้มันใหญ่โตและแข็งแกร่ง ทำมาหากินก่อนแล้วค่อยคิดเื่ความรัก
ต่อให้จะคิดเื่ความรัก มันก็ไม่ใช่เขาแน่ คนรักของเธอจะต้องเป็ของเธอคนเดียว ไม่สามารถแบ่งปันกับคนอื่นได้
"ผมไม่รู้ว่าทำไม" จู่ ๆ เขาก็เอ่ยขึ้น
เขามองเห็นเธอทีไรก็รู้สึกว่าไม่อาจปล่อยวางได้ มองเห็นเธอแล้วเขาก็รู้สึกพึงพอใจและมีความสุข หัวใจของเขาพลันเต็มไปด้วยความเบิกบาน
บางครั้งก็รู้สึกเ็ปอย่างขัดแย้ง เหมือนกับว่าได้สูญเสียเธอไปแล้วอย่างปวดร้าว
สิ่งที่น่าขันก็คือ เขาไม่เคยได้เธอเลยด้วยซ้ำ
ความรู้สึกแบบนี้ชัดเจนที่สุดในครั้งแรกที่เขาได้พบเธอ เมื่อเธอกำลังจะลงจากรถไป หัวใจของเขาก็ะโอย่างหุนหันพลันแล่นเพื่อรั้งเธอเอาไว้
อันหลิงอวี่ลูบแก้มของเธอพร้อมกับเอ่ยเสียงต่ำว่า "จิ่งเหมียน คุณเป็คนพิเศษสำหรับผม"
จิ่งเหมียนหลับตาลงแล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ
"แต่เราไม่มีวาสนาต่อกัน"
"อันหลิงอวี่ คุณมีผู้หญิงในบ้านตั้งสี่คนแล้วยังไม่พออีกเหรอคะ ถึงมายุ่งกับฉัน ฉันไม่ขอเป็ภรรยาคนที่ห้าของคุณหรอกนะ"
น้ำเสียงเ็าของเธอแทงลึกเข้าไปในหัวใจของอันหลิงอวี่ราวกับคมมีด
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเยาะตัวเอง "ก็จริงครับ อย่างผมคงไม่มีทางได้แต่งงานกับคุณจิ่งหรอก"
จิ่งเหมียนรู้ดีว่าเขาเสียใจกับคำพูดตรงไปตรงมาของเธอ
"เถ้าแก่จิ่งบริหารงานใหญ่เล็กน้อยในลวี่อินได้ด้วยตัวเอง คงไม่เข้าใจความรู้สึกที่ไม่สามารถควบคุมได้แบบนี้หรอก"
สิ้นคำ บุคลิกเ้าสำราญและรอยยิ้มสดใสของเขาก็มลายหายไป เหลือเพียงความหดหู่ ขณะที่ลุกขึ้นเดินไปที่ประตู
"เดี๋ยวค่ะ!"
อันหลิงอวี่หันกลับมาตามเสียงเรียก
"คือ... เฉียวไห่ยังอยู่ที่ลวี่อิน คุณอยากจะอธิบายกับเขาหน่อยไหมคะ ในเมื่อเื่ที่เขาเป็แบบนั้นไม่ใช่ความผิดของคุณ"
อันหลิงอวี่หัวเราะเบา ๆ คล้ายกำลังนึกขำอะไรบางอย่าง "ได้ครับ ถ้าคุณพูดอย่างนั้น ผมจะไปดูเขาหน่อยก็แล้วกัน"
ภายในห้องเดี่ยวหมายเลข 3 เฉียวไห่ฟื้นตัวได้ดีขึ้นมากแล้ว เขาตั้งใจจะกลับฐานอู่อันในวันนี้ แต่กลับลังเลใจอยู่
ถ้ากลับไปจะถูกเล่นงานอีกไหม ครั้งหน้าเขาอาจจะไม่โชคดีแบบนี้ก็ได้
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น คนที่เดินเข้ามาคืออันหลิงอวี่!
เฉียวไห่ไม่ได้มีสีหน้ายินดี เขาเงียบไม่พูดอะไรออกมา
"เฉียวไห่ คุณอันตั้งใจมาเยี่ยมคุณนะ เื่ที่คุณได้รับาเ็ไม่ใช่ฝีมือเขา" จิ่งเหมียนอธิบายแทนอันหลิงอวี่ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
"เธอพูดเื่จริง" อันหลิงอวี่เดินไปหาเฉียวไห่ "ตอนแรกผมบอกว่าจะไม่เอาเื่แล้วก็คือไม่เอาเื่ พูดไปแล้วมันก็ผิดที่ผม ผมขอโทษ"
เฉียวไห่มองอันหลิงอวี่ด้วยความประหลาดใจ คุณชายใหญ่ตระกูลอันอย่างเขากลับมาขอโทษยอมรับความผิด?
"อย่ามองว่าภายนอกผมดูมีอำนาจในฐานะทายาทตระกูลอันเลย ที่จริงแล้วผมก็แค่หุ่นเชิดตัวหนึ่งเท่านั้น ทายาทตระกูลอัน ผู้นำเขตอันติ้งคนต่อไปไม่มีทางเป็ผมหรอก ดังนั้นที่ผมบอกว่าจะปล่อยคุณไป คงหมายถึงแค่ตัวผมคนเดียวเท่านั้น"
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเฉียวไห่ เขาพูดต่อไปว่า "คุณไม่ได้ตบหน้าผม แต่คุณตบหน้าตระกูลอัน ในสายตาของตระกูลอัน พวกเขาสามารถควบคุมชีวิตและความตายของคุณได้ แย่งภรรยาคุณได้ แต่ถ้าคุณก่อเื่ พวกเขาจะมองว่าคุณไม่รู้จักกาลเทศะ และทำให้พวกเขาดูไร้อำนาจ"
เขามองเฉียวไห่ที่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ในใจพลันรู้สึกเศร้าใจ คิดว่าตัวเองก็พยายามเป็คนที่รู้จักกาลเทศะเช่นกัน
"ถ้าคุณยังอยากกลับไปฐานอู่อัน พวกเขาคงไม่ทำอะไรคุณอีก ถือว่าเป็บทเรียนสำหรับคุณแล้ว ตราบใดที่คุณประพฤติตัวดี คุณก็ยังเป็หัวหน้าทีมสำรวจได้ แน่นอนว่าถ้าคุณไม่อยากกลับไป...
การอยู่ที่ลวี่อินก็เป็ทางเลือกที่ไม่เลวเหมือนกัน อย่างน้อยเธอก็ไม่แทงข้างหลังคุณ และไม่ทำตัวเหมือนผู้มีอิทธิพลในยุคหลังวันสิ้นโลก"
"ทำไมคุณถึงบอกเื่พวกนี้กับผม?"
อันหลิงอวี่มองไปทางประตู "อาจเพราะวันนี้ผมรู้สึกกดดันนิดหน่อย ไม่อยากแบกรับความผิดแทนพวกเขาตลอดเวลามั้ง"
"ผมมีคำถามสุดท้าย" เฉียวไห่พูดตรง ๆ "ลู่เหม่ยอี๋ เป็คนที่พวกเขาให้คุณแต่งงานด้วยใช่ไหม?"