ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่69 กิจกรรมงานรื่นเริงค่ายกล 4

    ใต้แสงโคมนับร้อยที่ส่องสกาว ราวหมู่ดาวพร่างพราวต้องม่านหมอกบางเบา ลานประลองค่ายกลนั้นเงียบสงัด เหล่าศิษย์ผู้พิชิตด่านท้าทาย ยืนหยัดเรียงรายดุจขุนพลไร้เสียง กลิ่นอายแห่งความกดดันหนักหน่วง ราวหมึกดำหยดลงบนผืนน้ำนิ่งสนิท


    ร่างชราในอาภรณ์คล้ำเก่า ก้าวออกมากลางลานประลอง หลังที่ค้อมงอตามวัย กลับแผ่ซ่านไอแห่งอำนาจลึกล้ำ เงียบงัน สายตาคมกริบดุจเหยี่ยว กวาดมองเหล่าศิษย์อย่างเชื่องช้า ทว่าแฝงไว้ซึ่งความเฉียบคม


    “สิ้นสุดแล้ว… ด่านที่สาม รอบที่สาม…” เสียงทุ้มนุ่มลึก มิได้ก้องกังวาน ทว่าหนักแน่นดุจเสียงระฆังโบราณ ก้องกังวานในห้วงจิต


    เหล่าศิษย์ที่เพิ่งจรดป้ายค่ายกล ต่างตั้งกายตรง ดวงตาหลายคู่จับจ้องไปยังร่างอาวุโส บ้างเหงื่อกาฬไหลริน บ้างดวงตาเลื่อนลอยด้วยความสับสน ส่วนน้อยกลับสงบนิ่ง ดุจขุนเขาไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว


    มือเหี่ยวย่นยกขึ้นเพียงเล็กน้อย พลันเอ่ยด้วยสุรเสียงที่กลืนกินความเงียบ “ด่านต่อไป ด่านที่สาม มือสร้างสรรค์บรรจบกล จะมีทั้งหมดสองรอบ...”


    เวลากลืนหาย ราวกับแม้แต่ลมหายใจก็หยุดนิ่งฟัง


    “เรียกว่า ร้อยเรียงสรรพสิ่ง สู่กลมายา รอบแรก เป็นค่ายกลจำกัดเขต ทดสอบการสร้างค่ายกลด้วยข้อจำกัดของสถานที่และทรัพยากร ส่วนรอบที่สอง คือค่ายกลลวงตาในระดับพื้นฐาน เพื่อดูความสามารถในการลวงตาศัตรูอย่างแนบเนียน”


    ยังมิทันสิ้นคำ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดุจกลีบผีเสื้อโบยบิน แว่วดังจากด้านข้าง สตรีในชุดไหมสีอ่อน งดงามราวบุปผาเหมยต้องหิมะ ปรากฏกายบนเวทีอีกครา มือเรียวงามประคองแผ่นหยกค่ายกล ส่งให้ชายชราด้วยกิริยานอบน้อม


    ชายชรารับมาด้วยดวงตาที่สงบนิ่ง มองผ่านแผ่นหยกเพียงครู่ ก่อนเปล่งวาจาหนักแน่นชัดเจน


    “ก่อนจะเข้าสู่รอบถัดไป ข้าขอประกาศแต้มคะแนนในด่านที่สองทันที ด่านที่สองมีสามรอบ สาบสิบคะเเนน เเบ่งเป็นรอบละสิบคะเเนน”


    เสียงหอบหายใจแห่งความคาดหวังดังขึ้นประปราย เสียงหนึ่งจากฝูงชนพลันดังแทรก “ใครจะได้ที่หนึ่งอีกครั้งนะ?”


    “อันดับที่หนึ่ง...” ชายชราพูดช้า ๆ


    เวทีทั้งผืนเหมือนหยุดหายใจชั่วขณะ


    “อวี้เหวิน”


    เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม บ้างตกตะลึง บ้างมิแปลกใจ บ้างเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ


    “อีกแล้วหรือ?!”


    ชายชราเอ่ยต่อ “และ หานลู่...ศิษย์ทั่วไป ได้แต้มเต็มสามสิบคะแนน”


    เสียงซุบซิบประหนึ่งสายลมกรรโชกแผ่ว “โอ้...หานลู่ก็ได้ที่หนึ่งร่วมเช่นกัน!”


    อีกเสียงหนึ่งเสริม “แต่กระนั้น...อวี้เหวินยังนำอยู่หนึ่งแต้มจากรอบก่อนหน้านี้”


    “ฮึ่ม สงครามยังมิสิ้น อย่าเพิ่งนับศพทหาร”


    ในมุมหนึ่งของลาน ชายหนุ่มรูปลักษณ์ธรรมดาผู้หนึ่งยืนหยัดดั่งขุนเขา กำปั้นทั้งสองข้างแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน ริมฝีปากสั่นระริกน้อยๆ มิใช่เพราะความหวาดหวั่น หากแต่เป็นความปิติที่เอ่อล้น ดวงตาที่เคยทื่อทึบ กลับฉายแววดื้อรั้นและศักดิ์ศรี ราวเปลวเพลิงเล็กๆ ที่พร้อมจะโหมกระหน่ำ


    ตรงกันข้าม ชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำมืดสนิท ยืนสงบนิ่งราวรูปสลัก ปลายตามองไปยังร่างของอวี้เหวินที่อยู่ไกลออกไป แววตาที่เคยเย็นเยียบดุจห้วงน้ำแข็ง กลับปรากฏร่องรอยแห่งความลึกซึ้ง ยากจะหยั่งถึง สงบแต่ทว่ามิราบเรียบ คล้ายมีคลื่นใต้น้ำซ่อนเร้นอยู่ เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในห้วงจิตของเขา


    “เขา… มิไว้ใจข้า…”


    เสียงทุ้มต่ำของชายชรายังคงก้องกังวาน เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “อันดับที่สอง ซูหมิง ศิษย์ทั่วไป ยี่สิบแต้ม ถูกหักแต้มในรอบที่สองและสามอย่างละห้าแต้ม”


    เสียงประกาศแต้มคะแนนยังคงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ดุจเสียงระฆังยามค่ำคืนที่ดังซ้ำซาก จนครบถ้วนทั้งสามสิบชื่อ แต่ละชื่อที่ถูกเอ่ย ราวกับเข็มแหลมที่ทิ่มแทงหัวใจ


    ในที่สุด… ชายชราประกาศด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผ่านมาสองด่าน คะแนนรวมสูงสุดคือห้าสิบ ผู้ใดได้ต่ำกว่าสามสิบ ถือว่าตกรอบทันที”


    เสียงยินดีปรีดา เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดังขึ้นระคนกัน ขณะที่บางร่างใบหน้าเศร้าสร้อย บางคนถึงกับทรุดกายลงกับพื้นดิน พร่ำบ่นโทษทัณฑ์ตนเองอย่างเงียบงัน


    “ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านรอบนี้ เหลืออยู่เจ็ดคน” ชายชรากวาดตามองช้า ๆ ดวงตานิ่งสงบแต่เฉียบคม “รอบถัดไปจะเริ่มในอีกสิบลมหายใจ...ขอให้ทุกคนเตรียมตัว ตั้งสมาธิให้มั่น”


    ...


    ณ ลานพิธีอันกว้างใหญ่ที่เงียบสงบลงชั่วขณะ ลมหายใจแห่งความคาดหวังพัดพาแว่วไปทั่วสนาม “สาม… สอง… หนึ่ง…” เสียงพึมพำของศิษย์ผู้หนึ่งแผ่วเบาดุจลมฤดูใบไม้ร่วง ก่อนที่สุ้มเสียงทุ้มนุ่มทว่าเปี่ยมอำนาจของชายชราจะดังก้อง


    “ด่านที่สาม รอบแรก ค่ายกลจำกัดเขต… เริ่มต้นแล้ว!”


    พลันคำประกาศสิ้นสุด เสียงแผ่วเบาดุจโลหะเสียดสีก็ดังขึ้นจากเบื้องใต้พื้นลานพิธี พื้นหินลวดลายค่ายกลเปล่งแสงแปลบวูบวาบ ก่อนโต๊ะไม้เจ็ดตัวจะลอยขึ้นช้าๆ จากพื้นดินเบื้องกลาง ประหนึ่งดอกบัวผลิกลีบท่ามกลางสระน้ำยามค่ำคืน โต๊ะทุกตัวลอยไปประจำตำแหน่งตรงหน้าศิษย์ทั้งเจ็ดที่ผ่านเข้ารอบ ราวกับมีสายลมพัดพาอย่างนุ่มนวล บนโตะแต่ละตัววางวัสดุพื้นฐานไว้เท่ากัน ได้แก่ กิ่งไม้หลากขนาด เชือกสีซีด หินกรวดเล็ก และใบไม้แห้งจำนวนหนึ่ง


    ชายชราในอาภรณ์ครามเอ่ยด้วยสุ้มเสียงหนักแน่นดุจระฆังจากยอดเขา


    “ขอให้ผู้เข้าร่วม ใช้วัสดุที่ตนได้รับ สร้างค่ายกลจำกัดเขตขึ้นมาให้สำเร็จ โดยมีเกณฑ์ให้คะแนนจากสามประการ หนึ่ง ความแข็งแรงของโครงสร้าง สอง ประสิทธิภาพในการจำกัดเขต และสาม ความคิดสร้างสรรค์ในการใช้วัสดุ เวลาในการประลอง… หนึ่งก้านธูป”


    เขาชะงักเล็กน้อย ดวงตาคมลึกทอดมองศิษย์ทั้งเจ็ดที่ยืนประจำโต๊ะ ดั่งพญาอินทรีจับจ้องเหยื่อ


    “หากทุกคนเข้าใจเเล้ว เช่นนั้น… เริ่มได้!”


    อวี้เหวินยืนอยู่หน้าชุดวัสดุของตน ผ้าคลุมสีดำสนิทปลิวไหวเบาๆ ใต้สายลม ท่ามกลางเสียงขยับไม้และเชือกจากรอบข้าง เขายืนสงบอยู่ชั่วครู่ ดวงตาคมลึกใต้เรียวคิ้วทอดมองวัสดุเบื้องหน้าแผ่วเบา สีหน้าเคร่งขรึมไม่แปรเปลี่ยน ทว่าในห้วงความคิดกลับไหววูบดั่งสายน้ำใต้ผิวนิ่ง


    “ค่ายกลจำกัดเขต… หากจำไม่ผิด เคยอ่านไว้ในบทที่สามของตำรา ปฐมบันทึกแห่งค่ายกล : เผยสู่นภา ของหม่าเทียนหลัว…” เขาพึมพำในลำคอ ดวงตาหลุบลงต่ำ พลันภาพตัวอักษรโบราณบนหน้ากระดาษผุดขึ้นในห้วงนึก


     “หลักพื้นฐานของค่ายกลประเภทจำกัดเขต คือการแบ่งแยกพื้นที่และปิดกั้นเส้นทางเข้าออก โดยเน้นที่เสาหลัก คานเชื่อม จุดผสานพลัง…”




    อวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย มือหนึ่งลูบผ่านกิ่งไม้หยาบกร้าน คิดวิเคราะห์โดยเร็ว “หากนำกิ่งไม้มาเป็นเสาหลัก สร้างกรอบขอบเขต ใช้เชือกถักโยงให้มั่นคง หินกรวดจัดเป็นจุดหมุนแรง และใบไม้… อาจซ่อนไว้เพื่อพรางตาหรือใช้บังจุดเปราะ… ควรเริ่มจากการวางเสาเป็นสี่ทิศ…”


    ขณะที่เขาเริ่มลงมืออย่างระมัดระวัง ปรับขนาดกิ่งให้เท่าเทียม และปักลงพื้นโดยใช้หินช่วยถ่วง สมาธิของเขาลึกซึ้งดั่งน้ำพุใต้ดิน แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ความผิดพลาด ครั้งหนึ่ง กิ่งไม้ที่ผูกไม่แน่นหลุดออก เขาขมวดคิ้วแน่น สูดลมหายใจลึก แล้วค่อยๆ ผูกใหม่อีกครั้งด้วยความสงบเยือกเย็น “นี่คือการฝึกปฏิบัติ มิใช่เพียงการอ่าน จำเป็นต้องผิดพลาดเพื่อเรียนรู้…”


    ณ อีกด้านหนึ่งของลานพิธี หานลู่จ้องมองวัสดุเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า แววตาคมกริบดุจดาบที่ลับคมมาอย่างดี สายลมโชยพัด ปลายอาภรณ์เนื้อหยาบของเขาพลิ้วไหวเล็กน้อย


    “หึ… ด่านนี้… ข้าจักต้องคว้าชัย…” เขาพึมพำกับตนเอง เสียงนั้นแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นดุจคมดาบที่พร้อมจะฟาดฟัน


    มือเรียวเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วราวกับสายน้ำ หยิบจับกิ่งไม้เล็กใหญ่ ก่อนจะเริ่มผูกร้อยและวางโครงร่างค่ายกลอย่างรวดเร็ว พลังแห่งความชำนาญที่สั่งสมมาจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง แผ่ซ่านออกมาจากการลงมือกระทำ ดวงตาของเขาเป็นประกายวาววับ ขณะที่กระแสความคิดไหลวนอยู่ในห้วงจิต “อวี้เหวิน… แม้เจ้าจักแข็งแกร่งในการประลองยุทธ์เพียงใด… แต่ในศาสตร์แห่งค่ายกล… เจ้ามิอาจเทียบเคียงข้าได้…”


    เขาชะงักมือครู่หนึ่ง พินิจพิจารณาสรรพสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “แต่วัสดุเหล่านี้… อ่อนด้อยเกินไป… ยากนักที่จะสร้างโครงสร้างที่มั่นคง” ดวงตากวาดมองโดยรอบ ครั้นมิเห็นผู้ใดจับจ้อง จึงค่อยๆ แอบหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากชายเสื้ออย่างระมัดระวัง


    เป็นเส้นเอ็นใสกระจ่าง เหนียวแน่นเกินกว่าสามัญ ราวกับเส้นใยน้ำแข็งยามอรุณรุ่ง เขารีบสอดประสานมันเข้ากับโครงไม้ แทนที่เชือกป่านที่ดูบอบบาง ด้วยสีหน้าสงบนิ่งราวกับมิมีสิ่งใดเกิดขึ้น


    กลางลานประลอง เหล่าศิษย์ทั้งเจ็ดต่างเร่งรุดลงมือประดิษฐ์ บ้างเหงื่อไหลหยดราวสายฝน บ้างขมวดคิ้วจนแทบผูกเป็นปม สีหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความกดดัน เสียงเสียดสีของเชือกและไม้ เสียงหินกระทบพื้น ดังก้องระคนกับเสียงลมหายใจถี่กระชั้นของแต่ละคน


    เวลาค่อยๆ เคลื่อนไปทีละชั่วอึดใจ ไอธูปที่จุดไว้ด้านข้างเริ่มลอยขึ้นเป็นสาย ยิ่งไต่สูง กลิ่นหอมอ่อนของผงไม้จันทน์ก็ยิ่งแทรกซึมไปทั่ว


    ณ โต๊ะของอวี้เหวิน เขากำลังวางจุดศูนย์กลางพลังสุดท้าย นำหินกรวดเล็กๆ ปักลงอย่างแม่นยำระหว่างเสาไม้ทั้งสี่ เชื่อมโยงด้วยเชือกที่ถักทออย่างแน่นหนา พร้อมทั้งใช้ใบไม้แห้ง พรางร่องรอยการเชื่อมต่อไว้อย่างแนบเนียน

    แม้ฝ่ามือจะเปรอะเปื้อนดินและฝุ่นจากการลงมือด้วยตนเองในทุกขั้นตอน ทว่าดวงตาของเขากลับแน่วแน่มั่นคงดุจขุนเขา


    “มิใช่เพียงเพื่อชัยชนะ… หากแต่เพื่อหยั่งลึกถึงแก่นแห่งค่ายกลด้วยจิตวิญญาณ… ครานี้อาจมิสมบูรณ์… แต่ข้าจักสร้างมันขึ้นด้วยมือของข้าเอง…”


    และในห้วงเวลานั้นเอง เสียงทุ้มต่ำของชายชราก็ดังก้องขึ้นเป็นครั้งแรก หลังจากเฝ้ามองอยู่เนิ่นนาน


    “เหลือเพียงหนึ่งในสิบส่วนของธูป… เร่งมือเข้า!”


    เสียงนั้นมิได้ดังสนั่น ทว่ากลับปลุกเร้าจิตใจของเหล่าศิษย์ ให้ลุกโชนด้วยความกระตือรือร้นไปทั่วทั้งลานประลอง…

    กลางลานพิธีกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง หยาดเหงื่อไหลรินตามขมับของศิษย์หลายคน ดวงตาฉายแววแห่งความลุ้นระทึก บ้างหรี่ตาลงด้วยความคาดหวัง บ้างเบิกตากว้าง รอคอยผลลัพธ์อย่างไม่อาจปิดบัง


    อวี้เหวินถอยห่างจากโต๊ะของตนในเสี้ยววินาทีสุดท้าย เส้นเชือกเส้นสุดท้ายถูกผูกปมอย่างแน่นหนา โอบล้อมค่ายกลไม้ขนาดเล็ก ที่เขาบรรจงสร้างขึ้นจากวัสดุพื้นฐาน ใบหน้าหล่อเหลาอาบไปด้วยหยาดเหงื่อ ทว่าดวงตากลับเปล่งประกายแห่งความมั่นคง มิใช่เพราะมันสมบูรณ์แบบ หากแต่เพราะมันคือผลงานที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นด้วยสองมือ ตั้งแต่ต้นจนจบ


    “หมดเวลา…” เสียงทุ้มต่ำของชายชราดังก้องกังวาน ดุจเสียงระฆังที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณ


    เขาก้าวลงจากเวทีด้วยท่วงท่าสง่างาม มั่นคงราวกับหินผาที่หลอมรวมกับสายธาร ศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งเดินเคียงข้าง ถือกระดาษหยกค่ายกลในมือ พร้อมที่จะจดบันทึกผลการประเมิน


    โต๊ะแรก…

    ชายชราพินิจพิจารณาโครงสร้างไม้ที่ตั้งอย่างไม่มั่นคง เขาใช้นิ้วเพียงข้างเดียวผลักเบา ๆ โครงไม้ก็พังครืนลงราวกับสิ่งไร้ราก

    “โครงสร้างอ่อนแอ ดุจหญ้าแห้งไร้การยึดโยงกับผืนดิน” เขาพึมพำ

    ศิษย์ข้างกายจดคะแนนลงเงียบ ๆ


    โต๊ะถัดไป…

    โครงสร้างแข็งแรงขึ้น แต่พอชายชราก้าวเข้าใกล้ กลับไม่รู้สึกถึงแรงกดทับหรือเขตจำกัดใด

    “แม้โครงสร้างจะอยู่ แต่เขตมิได้จำกัด แม้เเต่สายลมยังล่องลอดผ่านเข้าออกได้”


    แล้วโต๊ะต่อไป…

    ใช้วัสดุอย่างเคร่งครัด หากแต่รูปทรงซ้ำซาก ไร้ชีวิตชีวา


    ครั้นเมื่อก้าวมาถึงโต๊ะของอวี้เหวิน…

    ชายชราหยุดยั้งฝีเท้า ดวงตาทั้งคู่ฉายแสงคมกริบราวกับกระบี่ที่เจียระไนมาอย่างดี จับจ้องลงบนค่ายกลขนาดเล็กเบื้องหน้าอย่างมิละสายตา


    โครงไม้ถูกจัดเรียงตามหลักแห่งเบญจธาตุ ทิศบูรพาคือไม้ ทิศทักษิณคือไฟ ทิศมัชฌิมคือดิน เชือกถูกผูกโยงประสานกันเป็นลวดลายพิสดาร หินกรวดเล็กๆ ถูกวางในตำแหน่งที่สมดุล ราวกับได้รับการคำนวณมาอย่างถี่ถ้วน ใบไม้ถูกนำมาจัดเรียงปกคลุมฐานล่าง เพิ่มพูนสัมผัสแห่งธรรมชาติ


    ชายชราวางฝ่ามือเหี่ยวย่นลงบนค่ายกลอย่างแผ่วเบา…

    “มั่นคง… แม้มือข้าสั่นสะท้าน มันก็มิหวั่นไหว…” เขาพึมพำ


    นำมือก้าวเข้าไปกลางค่ายกล พลันบังเกิดแรงต้านทานแผ่วเบา คล้ายมีม่านพลังบางอย่างโอบล้อมอยู่ หากมองด้วยตาเนื้อจักมิเห็นสิ่งใด ทว่าผู้ที่อยู่ภายในย่อมสัมผัสได้ถึงการถูกแบ่งแยกออกจากโลกภายนอก


    “เขตรอบกายชัดเจน ข้าเข้าออกต้องออกแรง ข้างในมิอาจมองเห็นข้างนอกชัดเจน… ใช้เชือกทำเส้นวงจำกัดกับกิ่งไม้ ปรับสมดุลด้วยใบไม้และหินในตำแหน่งธาตุ…”


    เขาพยักหน้าอย่างพึงใจ กระซิบบางคำแก่ศิษย์ผู้ติดตาม “ให้คะแนนเต็มความคิดสร้างสรรค์”


    ท้ายสุด เมื่อเดินมาถึงโต๊ะสุดท้าย หานลู่ยืนอยู่เบื้องหลังเงียบเชียบ ไม่มีอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาสงบนิ่งราวบ่อน้ำลึกยามรัตติกาล ค่ายกลของเขานั้นดูแข็งแรงอย่างยิ่ง กิ่งไม้ผูกกันแน่นหนาราวค่ายกลนักรบ จัดวางเป็นรูปแบบห้าเหลี่ยม ซ้อนกันสองชั้น 


    ชายชรามองโครงสร้างตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มกายตรวจดูอย่างละเอียด


    “แข็งแรง...มาก”

    เขาพึมพำเบาๆ ริมฝีปากแทบไม่ขยับ


    จุดเชื่อมของไม้ทุกส่วนเรียบแน่น ไม่มีรอยโยกคลอน การวางตำแหน่งใบไม้ หินกรวด และเชือกก็คงเส้นคงวาอย่างมีระเบียบ


    เขาก้าวเข้าไปในขอบเขต พลังสะท้อนตอบรับทันที กลับรุนแรงกว่าทุกโต๊ะก่อนหน้า คล้ายผนังลมแน่นหนาที่กั้นไว้ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่


    ชายชราถอนหายใจแผ่วเบา สายตาเต็มไปด้วยความพึงใจ


    “นี่ล่ะ... ความมั่นคงจากฝีมือแท้จริง”


    แม้ในใจจะรู้สึกว่าค่ายกลนี้แข็งแกร่งกว่าผลงานทั้งหมดที่ผ่านมาชัดเจน ทว่าเขากลับมิได้สงสัยสิ่งใด ใบหน้าของหานลู่นั้นเยือกเย็น เรียบง่าย และไร้ความโอหัง เหมือนหนึ่งหยาดน้ำบนปลายใบไผ่ ยิ่งนานยิ่งนิ่ง


    “ดีมาก”

    เขากล่าวสั้นๆ ก่อนจะพยักหน้าให้ศิษย์ข้างกาย

    “ให้คะแนนสูงไว้”


    ศิษย์หนุ่มจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษ แล้วเงยหน้ามองอาจารย์ด้วยความเคารพ


    เมื่อประเมินครบทั้งเจ็ดคน ชายชราจึงหันกลับขึ้นไปยืนบนเวที ร่างของเขาตั้งตรงประหนึ่งไม้ไผ่ไม่ไหวเอนแม้ลมแรง


    “รอบแรก จบลงแล้ว” เสียงเขาดังขึ้นกลางลาน

    “บัดนี้… จงเข้าสู่รอบที่สอง ค่ายกลลวงตาในรูปแบบง่าย”


    โต๊ะไม้เจ็ดตัวถูกส่งออกจากใจกลางลานพิธีอีกครั้ง แต่ครานี้ วัสดุที่วางอยู่กลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กระดาษหยาบแผ่นบาง สีสกัดจากพืชและดินธรรมชาติ เชือกเส้นเล็ก และกิ่งไม้เรียว


    ชายชรากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแน่นิ่ง

    “รอบนี้มีเกณฑ์ใหม่สามประการ… หนึ่ง ความชัดเจนของภาพลวงตา สอง ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้าง สาม ความสอดคล้องกับหลักการลวงตา”


    “ให้เวลา… หนึ่งก้านธูปเช่นเดิม”


    “เริ่มได้”


    อวี้เหวินยืนนิ่งเบื้องหน้าวัสดุใหม่ สายตาฉายแววลึกล้ำก่อนจะค่อย ๆ หลับตา


    “ภาพลวงตา…” เขาพึมพำ เสียงแผ่วเบาดั่งสายลมพัดต้องยอดไม้

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน