ในใจทุกคนคิดเช่นนั้น แต่ตะเกียบในมือกลับไม่หยุดนิ่ง
อาหารไม่กี่อย่างนี้รสชาติดีเหลือเกิน ทั้งกับแกล้มเหล้าและกับข้าว ทำเอาทุกคนต่างพากันชื่นชม
ชั่วขณะหนึ่ง ในลานบ้านจึงยิ่งคึกคักมากขึ้น
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มตาหยีพลางจิบเหล้าคำหนึ่ง ในใจลอบถอนหายใจ
หมู่บ้านชิงสุ่ยเงียบเหงามานานเกินไปแล้ว บัดนี้มีตระกูลหลี่เข้ามา บางทีอาจเป็จุดเปลี่ยนที่ดี
ในภายหน้า หมู่บ้านจะต้องมั่งคั่งและคึกคักขึ้นอย่างแน่นอน
“พี่สาว ท่านรู้ไหมว่าคนบ้านหลิวเที่ยวพูดจาให้ร้ายครอบครัวท่านไปทั่วหมู่บ้านเลยนะ ตามหลักแล้วพวกท่านเป็ญาติกัน เหตุใดจึงทะเลาะกันจนห่างเหินถึงเพียงนี้?”
หญิงชราผู้หนึ่งนั่งคุยเล่นอยู่ข้างกายแม่เฒ่าหลี่ อาจเป็เพราะรู้สึกว่าแม่เฒ่าหลี่เป็คนอัธยาศัยดี จึงเอ่ยเตือนเบา ๆ ประโยคหนึ่ง
แม่เฒ่าหลี่อุ้มเจียอิน ใช้ผ้าฝ้ายผืนบางใต้คอเช็ดน้ำลายให้เด็กน้อย พลางถอนหายใจกล่าวว่า“พูดถึงแล้วมีแต่เื่เศร้า ไม่พูดเสียดีกว่า”
“อ้าว ต้องพูดสิ ไม่เช่นนั้นทุกคนจะคิดว่าครอบครัวท่านมีชีวิตความเป็อยู่ดีจนดูถูกญาติยากจนนะ”
หญิงชราผู้นี้แซ่ซุน ชอบฟังเื่ซุบซิบในครอบครัวเป็ที่สุด ข่าวสารต่าง ๆ ในหมู่บ้านกว่าครึ่งล้วนหลุดออกมาจากปากนาง
แม่เฒ่าหลี่ขอบตาเริ่มแดงก่ำ เอ่ยเสียงเบาว่า“ตอนที่หลิวเกินน้องชายของข้ายังมีชีวิตอยู่ เขาเขียนจดหมายมาหาข้าหลายครั้ง ทั้งเื่ลูกชายแต่งงาน คนในบ้านเจ็บป่วย ขอยืมเงินจากข้าไปไม่น้อย ตอนนั้นบ้านข้าก็ลำบาก ข้าถึงขั้นขายสินเดิมทั้งหมดเพื่อส่งเงินมาให้เขา”
นางปาดน้ำตาแล้วกล่าวต่อ
“นึกไม่ถึงว่าทางชายแดนจะเกิดจลาจล พวกข้าต้องหนีตายเดินทางไกลนับพันลี้มาที่นี่ แต่สะใภ้กัวกับหลาน ๆ กลับไม่ยอมให้พวกข้าเข้าบ้าน พวกเขาคงกลัวว่าข้าจะทวงเงินที่เคยยืมตระกูลหลิวไปนั่นแหละ! ข้าเองก็ใจสลาย ตอนนั้นจึงบอกกับตระกูลหลิวว่าขอตัดขาดความเป็ญาติ ซึ่งทางตระกูลหลิวก็ตกลง ต่อไปก็ให้ถือว่าเป็เพียงคนในหมู่บ้านธรรมดาเถิด”
พอได้ยินเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ยายเฒ่าซุน แม้แต่หญิงคนอื่น ๆ ก็พากันรังเกียจตระกูลหลิวเป็อย่างยิ่ง
ไร้ยางอาย เนรคุณ คำเหล่านี้ถูกประทับลงบนหัวของคนบ้านหลิวทันที
ต้องยอมรับว่าแผนนี้ของแม่เฒ่าหลี่ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก บางครั้งการแสร้งทำเป็น่าสงสารก็ทำให้คนเข้าข้างได้ง่ายกว่าการใช้เหตุผล
เจียอินพ่นฟองน้ำลายลูกโตออกมา รู้สึกโชคดีอีกครั้งที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ดี
พี่น้องสามัคคี สะใภ้ปรองดอง และท่านย่าผู้เป็ใหญ่ในบ้านก็รู้จักพลิกแพลง
แม้ชีวิตในตอนนี้จะลำบากอยู่บ้าง แต่หากคนในครอบครัวร่วมแรงร่วมใจกัน ย่อมสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน
ตระกูลหลิวอาศัยอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน อยู่ห่างจากบ้านตระกูลหลี่พอสมควร แต่ในหมู่บ้านที่เงียบสงบเช่นนี้ ยังคงได้ยินเสียงหัวเราะพูดคุยแว่วมา และได้กลิ่นหอมลอยมาตามลม
“ไอ้ครอบครัวสารเลวพวกนี้! เชิญคนตั้งมากมายแต่กลับไม่เชิญพวกเรา นี่มันตั้งใจกลั่นแกล้งกันชัด ๆ !”
หลิวเถี่ยจู้โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
สะใภ้กัวหนังตาตก สีหน้าย่ำแย่เช่นกัน
“ท่านป้าของเ้าน่ะ เก่งเื่ประจบประแจงที่สุด มีเงินแต่ไม่ช่วยญาติ กลับไปเชิญคนนอกมากินข้าว! บ้านพวกเขามีหรือจะอยู่รอดได้นาน!”
หลิวไหลฝูที่อยู่ข้าง ๆ กลิ้งลูกตาไปมาแล้วเอ่ยว่า “ท่านแม่ อย่าโกรธเลย ข้าจะจัดการพวกมันในเร็ว ๆ นี้ และเอาเงินทั้งหมดกลับคืนมาให้ได้!”
คำพูดนี้ฟังดูราวกับว่าเงินของตระกูลหลี่ควรจะเป็ของบ้านตนเอง
สะใภ้กัวถูกลูกชายปลอบจนสีหน้าดีขึ้นบ้าง
หลิวไหลฝูฉวยโอกาสกล่าวว่า “ท่านแม่ ให้เงินข้าสักหน่อย ข้าจะเข้าอำเภอไปหาอู๋เอ้อร์ อู๋เอ้อร์เองก็ไม่ชอบคนบ้านหลี่ พี่สาวของเขาเป็สะใภ้รองบ้านหลี่ ย่อมรู้จักตระกูลหลี่ดีที่สุด หากมีเขาช่วย การจะหาเื่หรือจัดการตระกูลหลี่ย่อมง่ายขึ้นแน่นอน!”
สะใภ้กัวรักลูกชายคนที่สองมาก จึงยอมให้เงินทองแดงแก่ลูกชายจริง ๆ
ยังไม่ทันได้กำชับอะไร หลิวไหลฝูก็วิ่งปรู๊ดออกจากบ้านไปแล้ว
เื่แก้แค้นตระกูลหลิวน่ะเื่เล็ก เื่ไปชนะพนันที่บ่อนต่างหากที่สำคัญ!
ชาวบ้านได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากตระกูลหลี่ ทำให้ความสัมพันธ์กับคนบ้านหลี่ใกล้ชิดขึ้นมาก
อย่างน้อยตระกูลหลี่ก็ใจกว้าง รู้จักวางตัว และทำอาหารอร่อย ความประทับใจนี้เป็ที่รู้กันทั่ว
วันรุ่งขึ้น คนทุกเพศทุกวัยในหมู่บ้านเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูใบไม้ร่วง ยุ่งจนเท้าไม่ติดพื้น
คนบ้านหลี่ไม่มีพืชผลให้เก็บเกี่ยว จึงใช้ชีวิตได้อย่างสบายอารมณ์
หลังจากกินข้าวเช้า เถาหงอิงก็พาจ้าวอวี้หรูขึ้นเขาไปเก็บเห็ดและขุดผักป่า
ก่อนไป เถาหงอิงตักน้ำข้าวสองชามทิ้งไว้ในหม้อให้ลูกสาว จะได้ไม่ต้องกลัวว่านางจะหิว
สะใภ้ทั้งสองเดินขึ้นเขาพลางพูดคุยหัวเราะร่าเริง โดยไม่ได้ถามอู๋ชุ่ยฮวา เพราะถึงแม้อู๋ชุ่ยฮวาจะตามไปด้วยก็คงเอาแต่ี้เี จึงไม่เรียกนางไปเสียเลย
หลี่เหลาเอ้อร์เห็นว่าเมื่อวานมีผู้สูงอายุในหมู่บ้านหลายคนที่เดินเหินลำบาก จึงอยากพาลูก ๆ ไปช่วยพวกเขาเก็บเกี่ยว
เขาเอ่ยเพียงไม่กี่คำ แม่เฒ่าหลี่ก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเล
“พกขนมเปี๊ยะไปเยอะ ๆ หน่อย อย่าไปกินของบ้านเขา การเก็บเกี่ยวธัญพืชไม่ใช่เื่ง่าย”
แม่เฒ่าหลี่กำชับลูกชาย พลางอุ้มเจียอินขึ้นลงเบา ๆ แล้วก้มลงจุมพิตแก้มยุ้ย ๆ ของนาง
ที่นางกล้าพูดว่าที่บ้านไม่ขาดแคลนอาหาร ความมั่นใจนี้ล้วนมาจากหลานสาวตัวน้อยผู้เป็ยอดดวงใจ
หลี่เหลาเอ้อร์ หลี่เหลาซาน และหลี่เหลาซื่อพาลูกหลานอย่างเจียเหรินและเด็ก ๆ มุ่งหน้าไปยังบ้านของลุงจ้าวที่อยู่ติดกัน
ลุงจ้าวเพิ่งอายุห้าสิบต้น ๆ แต่เสียขาไปข้างหนึ่งและตาบอดไปข้างหนึ่งจากการรบในสมรภูมิ
ตอนนี้ไม่มีลูกไม่มีเมีย เป็ชายโสด และเป็คนที่เก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูใบไม้ร่วงได้ลำบากที่สุดในหมู่บ้านชิงสุ่ย
“ท่านปู่จ้าว พวกเรามาช่วยลุงเกี่ยวพืชผลแล้ว!”
เจียสี่และเจียอันเป็เด็กซน เมื่อวานเพิ่งจะรบเร้าให้ลุงจ้าวเล่าเื่การออกรบ ตอนนี้จึงสนิทสนมเป็พิเศษ พอเข้าประตูบ้านก็ะโบอกทันที
“ลุงจ้าว ท่านเดินไม่สะดวก พวกเราพี่น้องจะมาช่วยท่านทำงานเกษตรเอง”
หลี่เหลาเอ้อร์ทักทายลุงจ้าวด้วยรอยยิ้ม โดยไม่รอให้ลุงจ้าวพูดอะไร ก็พาน้องชายและหลาน ๆ เดินผ่านหลังบ้านตระกูลจ้าวไปยังทุ่งนาเพื่อเกี่ยวข้าวฟ่างทันที
ลำต้นข้าวฟ่างต้องกองรวมกันเพื่อตากแดด ส่วนรวงข้าวฟ่างต้องเกี่ยวลงถุง แล้วแบกกลับมาตากที่ลานบ้านตระกูลจ้าว จากนั้นจึงนวดเอาเมล็ดออก ถึงจะถือว่างานเสร็จสิ้น
พวกหลี่เหลาเอ้อร์กวัดแกว่งเคียวอย่างคล่องแคล่ว หลี่เหลาซื่อและเจียอี้รับหน้าที่แบกถุง พวกเขาเดินเหินอย่างรวดเร็วราวกับบินได้
ลุงจ้าวเดินกะเผลกไปต้มน้ำ แล้วหิ้วไปที่ทุ่งนา เจียสี่และเจียอันก็วิ่งหน้าบานเข้าไปรับน้ำมาดื่ม
ลุงจ้าวลูบหัวพวกเขา ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ
“พวกเ้าดูสิ ข้าควรจะขอบคุณครอบครัวพวกเ้าอย่างไรดี!”
“ท่านย่าบอกว่า เพื่อนบ้านต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ท่านลุงนั่งพักเถิด พวกเราจะไปช่วยทำงานต่อแล้ว!”
เจียสี่และเจียอันดื่มน้ำจนอิ่มแล้วก็วิ่งหนีไปอีกครั้ง
ที่ดินของตระกูลจ้าวมีไม่มาก แค่สองหมู่เท่านั้น เพียงวันเดียวตระกูลหลี่ก็เก็บเกี่ยวจนเสร็จสิ้น
ลุงจ้าวชวนให้กินข้าว แต่คนบ้านหลี่ไม่มีใครยอมรับคำเชิญ นอกจากนี้หลี่เหลาซานยังไม่ลืมกำชับว่า “ลุงจ้าว ข้าเห็นหลังคาบ้านท่านดูเก่ามากแล้ว เกรงว่าจะรั่วซึม หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จ ข้าจะมาช่วยซ่อมให้”
ลุงจ้าวยังไม่ทันได้พูดอะไร คนบ้านหลี่ก็กลับกันหมดแล้ว
เป็เช่นนี้ต่อเนื่องไปอีกหลายวัน ผู้ชายในบ้านตระกูลหลี่ทั้งแปดคน สลับกันช่วยชาวบ้านในหมู่บ้านเก็บเกี่ยวผลผลิต
ชาวบ้านเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็ทหารผ่านศึกที่พิการ ที่ดินในบ้านเป็สิ่งที่ทางอำเภอมอบให้คนละสองหมู่ ภาษีธัญพืชเสียเพียงครึ่งหนึ่งของเกษตรกรทั่วไป ถือเป็การดูแลจากราชสำนัก
พวกเขาไม่มีกำลังพอจะซื้อที่ดินเพิ่ม ทุกปีเสียภาษีแล้วมีพอกินพอใช้ก็ถือว่าเพียงพอ
คนบ้านหลี่ทั้งแปดคนทำงานคล่องแคล่ว วันละหนึ่งบ้าน แถมยังมีนิสัยดี
ไปบ้านไหนบ้านนั้นก็คึกคัก ในหมู่บ้านชิงสุ่ยไม่มีใครเลยที่ไม่เอ่ยปากชม
“มิน่าเล่า ตระกูลหลี่ถึงมีลูกหลานเต็มบ้าน และชีวิตความเป็อยู่รุ่งเรืองเช่นนี้ คนบ้านนี้ใจบุญกันทุกคน เป็ผู้ที่มีวาสนาสูงส่งจริง ๆ !”
เหล่าหญิงชราในหมู่บ้านนั่งคุยกัน พอพูดถึงตระกูลหลี่ก็พากันยกนิ้วให้ด้วยความชื่นชม