พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่เหนือกำแพงเมืองต้าเซี่ย ท่ามกลางท้องฟ้าซึ่งพร่างพราวด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน
ค่ำคืนแห่งสามวีรชนทำให้ทั้งเมืองสว่างไสวยิ่งกว่าทุกคืนที่ผ่านมา สองข้างทางคลาคล่ำด้วยผู้คนในอาภรณ์งดงาม เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังสลับกับเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่วิ่งถือกังหันลมไปตามถนน โคมหลากรูปแบบแขวนเรียงรายตลอดแนวตลาด บางร้านนำขนมจากเมืองข้างเคียงมาวางจนเต็มแผง ขณะที่หญิงสาวหลายคนกำลังหยอกล้อกันด้วยดอกไม้ไฟเล็ก ๆ ในมือ
ด้านนอกกำแพงเมือง เหล่าศิษย์จวินเหิงหย่วนจำนวนมากรวมตัวกันอยู่บนลานกว้าง บ้างถือขนมกินอย่างเอร็ดอร่อย บ้างอวดปิ่นปักผมและของประดับที่เพิ่งซื้อมา ส่วนอีกหลายคนต่างประคองโคมซึ่งจุดไฟไว้แล้ว รอสัญญาณปล่อยพร้อมกันทั่วทั้งเมือง
เยว่เสวี่ยหลิงจูงมือหยางเสวี่ยอินเดินเข้ามาสมทบ แม้อีกฝ่ายยังมีท่าทีอิดออดอยู่ไม่น้อย
“เสวี่ยหลิง! ทางนี้!”
ฉิงอีกับโยวหงยกมือโบกเรียก ขณะช่วยกันประคองโคมดวงใหญ่ซึ่งเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เยว่เสวี่ยหลิงพาหยางเสวี่ยอินไปยืนด้านหนึ่ง ก่อนจับมืออีกฝ่ายวางลงบนขอบกระดาษบางเบาโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ ส่วนตัวนางเองยืนประคองอยู่อีกด้าน ขณะที่ฉิงอีขยับเข้ามาสมทบ
โยวหงกระพือปีกสีดำด้วยความตื่นเต้น จนผู้คนรอบข้างอดหันมามองไม่ได้ ชายหนุ่มปีกขาวผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลหัวเราะขึ้น
“เ้าดีใจจนโคมของข้าจะลอยขึ้นฟ้าก่อนข้าอธิษฐานเสร็จแล้วนะ โยวหง”
โยวหงรีบพับปีกลงทันที ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับกว้างยิ่งกว่าเดิม
“ข้าก็เพิ่งเคยลอยโคมครั้งแรกนี่นา”
แสงไฟจากโคมสะท้อนอยู่ในดวงตาของนางอย่างชัดเจน เยว่เสวี่ยหลิงทอดมองสหายทั้งสามซึ่งยืนล้อมอยู่รอบโคมดวงใหญ่ กลางผืนกระดาษสีทองอ่อนมีภาพเยว่หลานวาดไว้อย่างงดงาม
พวกนางสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลับตาลงพร้อมกัน
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงพลุชุดแรกดังขึ้นจากกำแพงเมือง ลำแสงหลากสีพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ก่อนะเิเป็ดอกไม้ไฟสว่างไสวเหนือเมืองต้าเซี่ย ทอดยาวไปจนถึงเขตพระราชวัง
ในเวลาเดียวกัน โคมนับพันดวงก็เริ่มลอยขึ้นจากพื้นดินทีละดวง ราวกับหมู่ดาวกำลังลอยกลับคืนสู่ฟากฟ้า
ทั้งสี่ลืมตาขึ้นพร้อมกัน แล้วจึงปล่อยมือจากโคมด้วยรอยยิ้ม เยว่เสวี่ยหลิงมองใบหน้าของเพื่อนแต่ละคนที่กำลังเงยขึ้นชมแสงไฟเหนือศีรษะ สีสันจากดอกไม้ไฟสะท้อนอยู่ในดวงตาของพวกนาง
ครู่หนึ่ง นางจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ข้าอยากให้ทุกวันเป็เช่นนี้”
เสียงนั้นแ่เบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลม เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้ามองโคมจำนวนมากซึ่งกำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่ามกลางแสงจากดอกไม้ไฟที่แต่งแต้มผืนราตรีจนสว่างไสวราวความฝัน
ฉิงอีหันมามอง ก่อนใช้นิ้วดึงชายแขนเสื้อของนางเบา ๆ รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เ้ากำลังคิดถึงผู้ใดอยู่หรือไม่”
เยว่เสวี่ยหลิงหันมองทันที ฉิงอีจึงหัวเราะออกมา
“ข้าว่าตอนนี้เขาคงมองพระจันทร์มากกว่ามองโคมแล้วกระมัง”
เยว่เสวี่ยหลิงเหลือบไปทางโยวหง ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดที่หยางเสวี่ยอิน ซึ่งยังคงมีสีหน้างุนงงกับถ้อยคำของฉิงอี นางจึงรีบคว้าแขนอีกฝ่ายไว้
“เ้าอย่าไปฟังฉิงอีนะ” เยว่เสวี่ยหลิงกล่าวอย่างจริงจัง “นางกำลังหิวอยู่ต่างหาก”
หยางเสวี่ยอินหันไปมองฉิงอีที่กำลังหัวเราะไม่หยุด ก่อนพยักหน้ารับอย่างงุนงง แม้จะยังไม่เข้าใจว่าคำพูดเมื่อครู่เกี่ยวข้องกับความหิวอย่างไร
เสียงหัวเราะยังคงดังอยู่ในกลุ่ม กระทั่งศิษย์พี่ทั้งห้าก้าวเข้ามากลางวง
“ทุกคนเตรียมตัว” น้ำเสียงหนักแน่นของผู้เป็หัวหน้าดังขึ้น “พวกเราต้องออกเดินทางแล้ว”
เหล่าศิษย์ประสานมือรับคำสั่งพร้อมกัน ก่อนทยอยเดินตามศิษย์พี่ทั้งห้าออกจากเมืองต้าเซี่ย แสงจากโคมและดอกไม้ไฟค่อย ๆ ถอยห่างออกไปทีละน้อย
เส้นทางเบื้องหน้าทอดผ่านทุ่งหญ้า นาข้าว และเนินเขาเตี้ยริมป่า เสียงเฉลิมฉลองจากตัวเมืองยังดังตามมาอยู่ห่าง ๆ ทว่ายิ่งขบวนเดินลึกเข้าสู่ความมืด เสียงเ่าั้ก็ยิ่งแ่เบาลง
เมื่อหันกลับไป ยังเห็นแสงไฟสว่างไสวอยู่เหนือกำแพงเมืองเพียงลิบ ๆ
เหล่าศิษย์ที่เดินอยู่ท้ายขบวนยังคงพูดคุยกันอย่างออกรส บางคนถือขนมที่ซื้อออกมาจากเมืองไว้ในมือ บางคนเอาแต่ก้มมองของฝากชิ้นเล็กๆ ที่เพิ่งได้มา
ศิษย์หญิงผู้หนึ่งยกมือแตะปิ่นปักผมอันใหม่ซึ่งประดับอยู่บนเรือนผม ก่อนคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ปีหน้าข้าจะกลับมาต้าเซี่ยอีกแน่นอน”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” เสียงตอบรับดังขึ้นจากด้านข้าง “โชคดีจริง ๆ ที่ได้รับภารกิจนี้”
ขณะเดียวกัน ศิษย์ชายผู้หนึ่งกำลังหมุนกำไลสลักลายเมฆในมือเล่นไปมา พลางยกขึ้นส่องกับแสงจันทร์ราวกับกำลังพิจารณาสมบัติล้ำค่า
“ข้าจะเอาไปฝากสหายที่จวินเหิงหย่วน”
สิ้นคำ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากคนรอบข้างทันที
“สหายอย่างนั้นหรือ”
“ข้าว่าเป็หญิงสาวผู้นั้นมากกว่า”
เ้าของกำไลชะงัก รีบเก็บมันเข้าไปในชายเสื้อท่ามกลางสายตาล้อเลียนของผู้ร่วมทาง
“เหลวไหล”
เขาโบกมือปัดอย่างขอไปที ทว่าใบหูที่ค่อย ๆ แดงขึ้นกลับยิ่งเรียกเสียงหัวเราะให้ดังกว่าเดิม
เสียงหัวเราะยังไม่ทันจาง ศิษย์พี่ผู้เดินนำหน้าพลันยกมือขึ้น ทุกคนหยุดฝีเท้าพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ
เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดังแ่เบาตามแรงลม เยว่เสวี่ยหลิงรู้สึกถึงความเย็นวาบที่ไต่ขึ้นตามแผ่นหลัง ขนทั่วร่างลุกชันขึ้นอย่างไร้สาเหตุ
“ระวัง!”
เคร้ง—กระบี่หลายเล่มถูกชักออกจากฝักแทบพร้อมกัน
ตุ้บ! ตุ้บ!
ร่างของศิษย์สองคนล้มกระแทกพื้น เืสีแดงสดไหลนองอาบอาภรณ์สีขาว ภายใต้แสงจันทร์ซึ่งส่องลอดผ่านเรือนยอดไม้ลงมา
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นรอบด้าน หลายคนรีบถอยกรูดพร้อมยกอาวุธขึ้นตั้งรับ
กลางเงามืดเื้ัศพทั้งสอง ร่างหนึ่งยืนอยู่ในอาภรณ์คลุมสีดำซึ่งทอดยาวลงถึงพื้น เท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนร่างไร้ิญญา ขนมที่ผู้ตายเคยกำไว้ค่อย ๆ หลุดร่วงจากมือ ขณะที่กระบี่เปื้อนเืในมือของชายผู้นั้นยังมีของเหลวสีแดงหยดลงสู่พื้นเป็สาย
เขายกปลายกระบี่ขึ้นช้า ๆ แล้วใช้ลิ้นเลียคราบเืบนคมอาวุธอย่างไม่เร่งรีบ ราวกับกำลังลิ้มรสของโอชะ จากนั้นมืออีกข้างจึงดึงผ้าคลุมศีรษะออก เผยใบหน้าซีดขาวราวคนตายใต้แสงจันทร์
ดวงตาคู่นั้นจับจ้องเยว่เสวี่ยหลิง เสี้ยวจันทราลอยนิ่งอยู่เหนือศีรษะของนาง แสงสีเงินสะท้อนอยู่ภายในดวงตาของเขา ก่อนรอยยิ้มเย็นเยียบจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
“ในที่สุด...เ้าก็ออกมาไกลพอให้ข้ามีโอกาสเสียที”
แทบจะพร้อมกันนั้น หยางเสวี่ยอิน ซุนหยุนฟง และเหยียนซานต่างก้าวออกไปข้างหน้าโดยไม่ได้นัดหมาย ร่างของทั้งสามขวางอยู่เบื้องหน้าเยว่เสวี่ยหลิง
ศิษย์พี่ทั้งห้าก็กระโจนเข้าประจำตำแหน่งราวกับผ่านการฝึกฝนร่วมกันมานับครั้งไม่ถ้วน กระบี่ ทวน และศาสตราในมือถูกยกขึ้นพร้อมกัน สายตาทุกคู่จับจ้องบุรุษในชุดดำเพียงผู้เดียว
หนึ่งในศิษย์พี่ตวัดทวนออกไปเบื้องหน้า ปราณหนักแน่นแผ่กระจายจากร่างจนใบไม้รอบด้านปลิวว่อน
“รีบพานางไปถึงเขาสามแยก!”
สิ้นคำ ศิษย์อีกกว่าสิบคนก็ก้าวออกไปพร้อมกัน ตั้งแนวป้องกันเป็ค่ายกลโดยอัตโนมัติ อาวุธทุกชิ้นถูกยกขึ้นรับมือเงาร่างซึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามา ขณะที่ศิษย์พี่อีกคนกำดาบแน่นแล้วหันไปทางหยางเสวี่ยอิน
“พวกเ้าตามข้ามา”
เยว่เสวี่ยหลิงมองศิษย์พี่ทั้งสี่กับเหล่าศิษย์ซึ่งยืนขวางอยู่เบื้องหน้า ทุกคนกำศาสตราแน่น เตรียมรับศัตรูโดยไม่มีผู้ใดถอยหนี
นางก้าวออกไปข้างหน้าโดยไม่ทันคิด ทว่าหยางเสวี่ยอินกลับคว้าข้อมือไว้ เมื่อเยว่เสวี่ยหลิงหันมา อีกฝ่ายเพียงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเลื่อนมือจากข้อมือไปกุมปลายนิ้วของนางไว้แน่น
“พวกเราควรทำสิ่งที่ควรทำ”
ในขณะเดียวกัน ชายในชุดคลุมดำกลับมองผ่านผู้คนทั้งหมดเบื้องหน้า ราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ในสายตา
“คิดจะหนีหรือ”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นพร้อมมือที่ค่อย ๆ ยกขึ้น วินาทีถัดมา เงาร่างซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังเขาก็ทะยานออกมาพร้อมกัน
“ไป!”
เสียงะโของศิษย์พี่ดังก้องทั่วผืนป่า ก่อนเสียงศาสตราปะทะกันจะะเิขึ้นแทบพร้อมกัน เขาเป็คนแรกที่พุ่งเข้ารับการโจมตี ขณะที่คนอื่นทะยานตามเข้าไปโดยไม่ลังเล
เยว่เสวี่ยหลิงถูกผลักให้วิ่งไปพร้อมกลุ่มที่เหลือ พุ่มไม้ กิ่งไม้ และเงาป่าพาดผ่านสายตาอย่างรวดเร็ว ทว่าไม่ว่านางจะพยายามมองไปข้างหน้าเพียงใด เสียงการต่อสู้ด้านหลังก็ยังคงไล่ตามมาไม่หยุด
เมื่อหันกลับไป นางเห็นแสงกระบี่กับประกายปราณปะทะกันท่ามกลางความมืด ภาพของศิษย์พี่ทั้งสี่และผู้คนที่เลือกอยู่ต่อยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดตลอดเส้นทางผ่านป่าและเนินเขา
ท้ายที่สุด เยว่เสวี่ยหลิงจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า
“เราไม่ควรปล่อยให้พวกเขาต่อสู้เพียงลำพัง”
เหยียนซานซึ่งวิ่งอยู่ข้างกายหอบหายใจหนัก เหงื่อไหลอาบเต็มใบหน้า แต่ยังตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง
“นั่นก็เพราะเ้า”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้เยว่เสวี่ยหลิงชะงัก หยางเสวี่ยอินซึ่งวิ่งนำอยู่เล็กน้อยจึงชะลอฝีเท้าลงแล้วหันกลับมา
“คนผู้นั้นคือหนึ่งในสี่ขุนพลเทพ”
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ทุกคนเงียบลง เยว่เสวี่ยหลิงหยุดฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว สายตากวาดผ่านผู้คนรอบกาย
“เช่นนั้นพวกเรายิ่งไม่ควรปล่อยให้พวกเขาอยู่ที่นั่น!”
ฉิงอีก้าวเข้ามาแตะบ่านางเบา ๆ
“ข้าคิดว่าพวกเขารู้ดีว่ากำลังทำสิ่งใด”
ซุนหยุนฟงหันกลับมาเช่นกัน แววตาจริงจังจนต่างจากทุกครั้ง
“แล้วเ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่...เ้าลืมภาระของตนเองแล้วหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงกำชายอาภรณ์แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ริมฝีปากถูกขบจนมีเืซึม ศิษย์พี่ผู้คุมขบวนจึงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า ก่อนวางมือลงบนไหล่ของนาง
“ข้าเข้าใจเ้า” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “แต่เ้าก็ต้องเข้าใจพวกเราด้วย”
ดวงตาของเยว่เสวี่ยหลิงร้อนผ่าวจนภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน
“เช่นนั้นเหตุใด...” เสียงของนางสั่นเล็กน้อย “เหตุใดพวกท่านไม่ขังข้าไว้ในจวินเหิงหย่วนเสียเลย”
คำถามนั้นหลุดออกมาราวกับความอัดอั้นทั้งหมดที่เก็บซ่อนไว้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ศิษย์พี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“เพราะเ้าต้องเติบโตเช่นกัน ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าพวกมันจะพบเ้าเร็วถึงเพียงนี้”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลง มือทั้งสองยังคงกำแน่นอยู่ข้างลำตัว โยวหงกับฉิงอีขยับเข้ามายืนเคียงข้างโดยไม่กล่าวสิ่งใด ครู่หนึ่ง โยวหงจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“พวกเราเดินต่อเถอะ”
ทุกคนเริ่มออกเดินอีกครั้งท่ามกลางความเงียบของผืนป่า
แสงอรุณแรกค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า ย้อมท้องฟ้าเหนือแนวไม้ให้กลายเป็สีเทาจาง หลังเดินทางมาตลอดทั้งคืน ทุกคนต่างอ่อนล้าจนแทบไม่เหลือแรงแม้แต่จะสนทนา
ศิษย์พี่ผู้คุมขบวนกวาดสายตามองผู้ร่วมทาง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าไม่อาจหยุดพักได้นาน หาก้ารอดพ้นจากการไล่ล่า พวกเขาจำเป็ต้องไปถึงเขาสามแยกก่อนค่ำวันนี้
แม้ความเหนื่อยล้าจะถ่วงร่างกายไว้ ทุกคนก็ยังฝืนลุกขึ้น ทว่าขณะนั้นเอง เสียงใบไม้เสียดสีกันจากอีกฟากของป่ากลับทำให้ผู้คนชะงักพร้อมกัน มือหลายคู่กำอาวุธแน่นโดยไม่รู้ตัว
ครู่ต่อมา ทุกคนจึงผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งเดินออกมาจากแนวไม้พร้อมกระบอกน้ำในมือ
“ข้าเพียงไปตักน้ำจากลำธารเท่านั้น”
เขาหัวเราะแห้ง ๆ ราวกับ้าคลายความตึงเครียดให้คนรอบข้าง แต่ยังไม่ทันมีผู้ใดตอบ เสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นกะทันหัน
กระบอกน้ำหลุดจากมือ ร่างของศิษย์หนุ่มทรุดลงกับพื้น เืสีแดงสดไหลนองอยู่ใต้ร่างจนทุกคนหยุดนิ่ง
จากเงามืดระหว่างแนวไม้ ร่างหนึ่งค่อย ๆ ก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า ชุดคลุมสีดำพลิ้วไหวตามสายลมยามเช้า ไอเย็นจาง ๆ แผ่กระจายออกจากร่างสู่ปลายปีกสีขาว จนหญ้าและใบไม้บริเวณใกล้เคียงเริ่มถูกเคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็งบางเบา
เยว่เสวี่ยหลิงก้าวออกไปข้างหน้าโดยแทบไม่รู้ตัว เสี้ยวจันทราปรากฏขึ้นเหนือศีรษะในทันที ดวงตาของนางจับจ้องบุรุษเบื้องหน้าไม่คลาดไปไหน
“เ้าอยู่ที่นี่...เช่นนั้นพวกเขา...”
ชายในชุดคลุมดำมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแสยะยิ้มแล้วเดินไปนั่งลงบนโขดหินไม่ไกล ปลายเท้าสะกิดร่างไร้ิญญาเบื้องหน้าให้กลิ้งออกไปอย่างไม่ใส่ใจ
“เ้าคิดว่าอย่างไรเล่า”
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้หัวใจของทุกคนจมดิ่งลงสู่ก้นเหว
โยวหงหมุนสามง่ามในมือแล้วก้าวมายืนเคียงข้างเยว่เสวี่ยหลิง ฉิงอีชักกระบี่ออกจากฝัก ส่วนหยางเสวี่ยอินยกขลุ่ยหยกขึ้นช้า ๆ ขณะที่ศิษย์พี่ผู้คุมขบวนก้าวออกไปยืนด้านหน้า สายตาจับอยู่ที่ไอเย็นซึ่งกำลังแผ่ขยายรอบกายบุรุษผู้นั้นไม่หยุด
“จิ่วหลงหาน...” น้ำเสียงของเขาแ่ต่ำลงอย่างไม่อาจควบคุม “ัเหมันต์”
รอยยิ้มของชายในชุดคลุมกว้างขึ้น เขาปักกระบี่ลงบนพื้นอย่างแ่เบา
ทันใดนั้น น้ำแข็งสีฟ้าขาวก็แผ่กระจายออกจากจุดที่ปลายกระบี่ััผืนดิน หญ้า ต้นไม้ และก้อนหินโดยรอบถูกความเย็นเยียบกลืนกินทีละน้อย ขณะเดียวกัน หมอกน้ำแข็งมหาศาลก็รวมตัวอยู่เื้ั ก่อนค่อย ๆ ก่อตัวเป็เงาร่างัน้ำแข็งเก้าตน ลอยวนอยู่เหนือศีรษะ
แทบจะพร้อมกับที่เงาร่างเ่าั้ปรากฏ ผู้ติดตามในชุดดำจำนวนมากก็กระจายตัวออกจากแนวไม้รอบด้าน ปิดล้อมศิษย์จวินเหิงหย่วนไว้ทุกทิศทาง โดยไม่เหลือช่องว่างแม้แต่น้อย
จิ่วหลงหานทอดสายตามองผู้คนเบื้องหน้าอย่างเยือกเย็น ก่อนเอ่ยช้า ๆ
“ครั้งนี้...ต่อให้เทพลงมาจาก์”
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เยว่เสวี่ยหลิง “ก็ช่วยพวกเ้าไม่ได้”