บทที่17 งานประลองเริ่มต้น
เมื่อทุกค่าย พรรค มารวมตัวและนั่งประจำตำแหน่งกันอย่างครบถ้วนพิธีกรในงานก็ได้ป่าวประกาศเสียงดังกังวานพร้อมๆ กับการปรากฏตัวขึ้นของบุรุษวัยห้าสิบเศษผู้หนึ่งมันผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้ม ั์ตาแฝงไว้ด้วยประกายอันคมกล้า ผมสีดำนิลถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อยชุดแพรต่วนสีม่วงเข้มแซมดำบนร่างของมันปลิวไสวให้ความรู้สึกว่านี่เป็ภาพที่น่าเกรงขามยิ่งที่ด้านหลังของมันถูกตามมาด้วยเหล่าผู้าุโและบุคคลที่ชื่อเสียงในแคว้นเว่ยมากมายเมื่อทุกผู้คนในงานประลองเห็นมันปรากฏตัวขึ้นต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นคำนับโดยพร้อมเพรียง
“คำนับ ท่านประมุข”
ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นที่แท้ก็คือฟานพั่วเทียน ประมุขตำหนักเทพสรรพวุธนั่นเอง เมื่อท่านรับคำนับจากทุกผู้คนเสร็จแล้วก็ได้นั่งลงบนเก้าอี้ตำแหน่งประธาน จากนั้นพิธีกรก็ได้กล่าวต่อถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการประลองในครั้งนี้แต่คำกล่าวยังมิทันจะสิ้นสุด เสียงของกลุ่มคนจากตำหนักเทพสรรพวุธที่ต้อนรับแขกอยู่หน้าประตูก็ดังสอดแทรกขึ้น
“อารามเทพซีเซี่ย มาถึงแล้ว”
สิ้นเสียงคำกล่าว สายตาของทุกผู้ต่างตกไปยังกลุ่มคนผู้มาใหม่กลุ่มคนเหล่านี้มีสมาชิกราวสิบคน ที่ด้านหน้าถูกนำมาด้วยชายชราอายุประมาณเจ็ดสิบเศษใบหน้าแฝงไว้ด้วยแววโอบอ้อมอารี ท่านแม้อายุเจ็ดสิบปี แต่เส้นผมทุกเส้นยังดำขลับเป็มันวาวมิใช่เ้าอาราม หวังชิ่งหรง ผู้นำสูงสุดแห่งอารามเทพซีเซี่ยแล้วจะเป็ใคร ที่ด้านข้างซ้ายขวาติดตามมาด้วยชายชราสองผู้คือ รองเ้าอาราม ปู้ฉิ่วชิ่ง และผู้าุโใหญ่ หวังโจ๋วคังนั่นเอง ประมุขตำหนักเทพสรรพวุธเห็นเช่นนั้นต้องออกไปรับหน้าด้วยตนเอง
“คำนับ เ้าอารามเทพซี่เซี่ย รองเ้าอารามผู้าุโใหญ่ ขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ได้เดินทางมาร่วมเป็เกียรติในครั้งนี้”
เ้าอารามเทพซีเซี่ยยิ้มรับด้วยใบหน้าอารีก่อนประสานมือกลับ
“คำนับ ท่านประมุข สองเราท่านต่างมีไมตรีอันดีต่อกันเมื่อท่านเชื้อเชิญ เรายากปฏิเสธ”
“เช่นนั้น ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมชมงานประลองก่อนข้าได้จัดเตรียมสถานที่รับรองไว้แล้ว ส่วนเื่อื่นไว้ค่อยคุยกันหลังงานประลองเสร็จสิ้น"
“ประเสริฐ ข้าอยากเห็นแล้วว่าผู้ที่จะได้เป็บุตรเขยท่านจะเป็ผู้ที่ยอดเยี่ยมเพียงใด”
“ท่านได้เห็นแน่ …..เชิญ”
เมื่อคนจากอารามเทพซีเซี่ยนั่งประจำตำแหน่งกันอย่างครบถ้วนแล้วพิธีกรก็ได้กล่าวอธิบายรายละเอียดขึ้นอีกครั้ง
“สำหรับการประลองในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เยาว์ในแคว้นเว่ยได้แสดงฝีมือที่มีอย่างเต็มความสามารถพวกเ้าทุกคนจะได้โอกาสวาดลวดลายแสดงศักยภาพในสถานที่แห่งนี้ ต่อหน้าทุกผู้ที่เข้าร่วมชมการประลองและที่สำคัญการประลองในครั้งนี้สำหรับผู้ชนะเลิศ จะมีรางวัลที่พวกเ้าทุกคนยังมิคิดอาจฝันถึงมอบให้สิ่งแรกก็คือ”
พลันมีบุรุษชุดดำคนของตำหนักเทพสรรพวุธเดินถือหีบหยกกล่องหนึ่งออกมาที่ตำแหน่งพิธีกรจากนั้นมันก็เปิดหีบออกช้าๆ ปรากฏรังสีกระบี่อันคมกล้าสายหนึ่งสาดกระจายออกจากภายในหีบหยกนั่นพิธีกรยื่นมือเข้าไปหยิบสิ่งของภายในหีบหยกออกมาก่อนชูขึ้นให้ทุกผู้ได้เห็น
“กระบี่ไตรอาชา์”
เมื่อตัวกระบี่ที่มีสีขาวดั่งหิมะทั้งเล่มปรากฏสู่สายตาของเหล่าผู้เข้าร่วมงานประลองพวกมันทุกคนต่างจ้องตาเป็มันไปที่กระบี่เล่มสีขาวที่อยู่เบื้องหน้าอย่างมิวางตา แสดงให้เห็นถึงความ้าที่จะอย่างเห็นได้ชัดพิธีกรในงานยกยิ้มที่มุมปากก่อนวางกระบี่เล่มดังกล่าวลงในหีบหยกพร้อมกับปิดฝาหีบไว้คนก็กล่าวต่อ
“รางวัลชิ้นต่อไป เป็รางวัลชิ้นพิเศษที่ท่านประมุขประทานมานี่ถือเป็สิ่งที่มีค่าที่มิอาจประเมินได้สำหรับท่าน แต่วันนี้พวกเ้าช่างเป็กลุ่มบุคคลที่ประสบโชควาสนาที่ดีนักหากชนะเลิศในครั้งนี้ได้ย่อมมิต่างกับการได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งแคว้นเว่ยแห่งนี้ และนี้ก็คือรางวัลชิ้นต่อไป”
ปรากฏสตรีร่างอรชรสวมชุดสีม่วงเดินออกมานางเยื้อย่างอย่างแช่มช้าถือดีไปยังที่นั่งข้างประมุขตำหนักเทพสรรพวุธ ด้วยผ้าเนื้อดีที่รัดรูปประสานส่งเสริมเข้ากับผิวพรรณอันเรียบลื่นขาวผ่องประกอบกับวงหน้าของนางที่งดงามปานล่มเมือง ส่งผลให้สายตาทุกผู้ไม่ว่าจะผู้เยาว์ หรือแม้แต่วัยชราบางคนยังต้องสาดประกายเจิดจ้าจ้องมองเป็เวลาเนิ่นนานโดยมิอาจวางตาบางคนถึงกับกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่อย่างเสียมารยาท สตรีนางนั้นมีสีหน้าที่ไม่พึงพอใจ นางเดินเข้าไปยังตำแหน่งเก้าอี้ข้างกายบิดาส่งสายตาตัดพ้อทีหนึ่ง ก่อนสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น พิธีกรในงานก็เริ่มทำหน้าที่ต่อ
“เอาล่ะ เมื่อพวกเ้าได้เห็นรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศการประลองในครั้งนี้ไปแล้วนั้นต่อไปก็เป็กฎกติกาที่กำหนดขึ้นในการประลอง สำหรับการประลองจะมีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้นสามสิบสองคนโดยสิบหกคนแรก มาจากศิษย์รุ่นเยาว์ที่โดดเด่นของตำหนักเทพสรรพวุธ อีกสิบสี่คนต่อมาเป็ผู้เยาว์จากค่ายพรรคทั้งสิบสี่ในแคว้นเว่ยแห่งนี้ และสองคนสุดท้าย ก็คือผู้เยาว์จากป้อมปราการทวนทองอันเป็พรรคในการของกษัตริย์แห่งแคว้นเว่ย ซึ่งการประลองในรอบแรกจะแบ่งออกเป็แปดกลุ่มกลุ่มละสี่คน โดยทำการจับฉลากเพื่อเข้าร่วมการประลองในแต่ละกลุ่มนั้น การประลองในรอบแรกนี้คนทั้งสี่ในกลุ่มจะต้องเข้าประลองแบบตะลุมบอน ผู้ที่เหลือรอดเพียงหนึ่งเดียวของแต่ละกลุ่มจึงจะผ่านเข้าสู่รอบสองต่อไป”
“ส่วนการประลองในรอบที่สอง ผู้ที่ผ่านการประลองในรอบแรกต้องจับฉลากจับคู่แต่ครั้งนี้จะแตกต่างออกไปจากรอบที่ผ่านมาเล็กน้อย เพราะคู่ที่จับฉลากได้หมายเลขเดียวกันต้องร่วมกันต่อสู้กับคู่ที่จับได้หมายเลขเรียงกันไปตามลำดับเช่น คู่ที่จับฉลากได้หมายเลขหนึ่ง ต้องประลองกับคู่ที่จับฉลากได้หมายเลขสอง เช่นกันคู่ที่จับฉลากได้หมายเลขสามต้องประลองกับคู่ที่จับฉลากได้หมายเลขสี่ คู่ที่ชนะจะผ่านเข้าสู่รอบสาม หรือรอบรองชนะเลิศต่อไป”
“ส่วนในรอบสาม หรือรอบรองชนะ คู่หูในรอบที่ผ่านมาต้องประลองกันเอง เพื่อชิงชัยเข้าสู่รองชิงชนะเลิศต่อไป หวังว่าผู้เข้าร่วมการประลองรวมถึงผู้ร่วมชมการประลองทุกท่านจะทราบและเข้าใจแล้ว .......เอาล่ะบัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้วเริ่มต้นงานประลองได้”
ตูม ตูม ตูม ปังปังปัง ปัง ปังปังปัง เสียงพลุ กลองดังระรัวเป็จังหวะ เวลาของการประลองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อเสียงกลองดังขึ้นเหล่าผู้เยาว์ที่ได้รับเลือกให้ลงประลองในครั้งนี้ต่างแสดงท่าทางมุ่งมั่นฮึกเฮิม พร้อมที่จะกระโจนเข้าไปทำการสัประยุทธ์ที่ลานประลองแห่งนี้แล้ว แตกต่างจากบุรุษสามผู้ที่มีความรู้สึกต่างออกไปหนึ่งคือ ไป๋หลง ผู้ที่ได้ชื่อว่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นเว่ยแห่งนี้มันกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานครั้งนี้อย่างยิ่ง แต่เนื่องเพราะบิดาได้บังคับให้ตนต้องเกี่ยวดองกับตำหนักเทพสรรพวุธให้ได้จึงส่งให้มันเข้าร่วมงานประลองมันแน่ใจว่าตนสามารถชนะทุกผู้ในการประลองแห่งนี้ได้ เช่นนั้นมันจึงหมดความตื่นเต้นที่จะทำการต่อสู้เพราะผู้คลั่งไคล้ในวิถีแห่งพลังเช่นมันย่อมอยากเจอคู่มือที่มีพลังก้ำกึ่ง ที่พอจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกอยากสู้ของมันบ้างแต่ตอนนี้ ที่นี่กลับไม่มีสิ่งที่มันกำลัง้า เช่นเดียวกับน้องชายของมัน ไป๋หู่มันเมื่อไม่พบเจอกับผู้ที่้าจะต่อสู้ด้วยมากที่สุด เช่นนั้นมันจึงหมดความสนใจที่จะเข้าร่วมการประลองไปแล้วสุดท้ายเป็ หวงโจวเหยียน แห่งพรรคขอทานเหนือ เมื่อคราก่อนมันมีความเย่อหยิ่งทระนงตนและมีความมั่นใจในตนเองสูง ทว่านับั้แ่ที่มันถูกหยามหยันต่อหน้าทุกคนในพรรค และระดับพลังที่แตกต่างกันเกินไปทำให้มันมิกล้าใฝ่ฝันที่จะเข้าร่วมการประลองอีก แต่ครั้งนี้ผู้ที่ถูกรับเลือกเป็ตัวแทนของพรรคกลับหายหัวไปโดยไม่มีข่าวคราวความโชคร้ายจึงตกมายังชายหนุ่ม หากครั้งนี้มันถูกหยามหยันต่อหน้าทุกผู้ในแคว้นเว่ยเช่นนั้นแผ่นดินนี้มันจะยังลอยหน้าลอยตาอยู่ที่ไหนได้
“ขอให้ผู้เข้าร่วมประลองทุกผู้ลงสู่ลานประลองเพื่อจับฉลากแบ่งกลุ่ม”
เสียงกล่าวของพิธีกรยังไม่ทันจะสิ้นเสียงเหล่าผู้เข้าร่วมการประลองต่างทะยานร่างลงไปยังลานประลองกันจ้าละหวั่น ผู้คนทั้งยี่สิบเก้าคนต่างเข้าไปยังลานประลองเรียบร้อยแล้วมีเพียงสามคนที่ยังไปไม่ถึงลานประลอง คือไป๋หลงที่เดินอย่างเอื่อยเฉื่อยไม่รีบไม่ร้อนด้านไป๋หู่เองก็นั่งเฉยมิคิดจะขยับออกไป เป็ผู้าุโใหญ่แห่งป้อมปราการทวนทอง อาจารย์ของมันบังคับให้มันลงมายังลานประลองคนจึงหน้าบูดบึ้งมุ่งสู่ลานประลองไป อีกคนคือหวงโจวเหยียน มันนั่งนิ่งเกร็งที่เก้าอี้เมื่อพบเจอแววตาที่คาดคั้นจากประมุขพรรค ซึ่งเป็อาจารย์ของมันเอง คนจึงลุกขึ้นก้าวเดินออกไปด้วยอาการสั่นเทาเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมมิอาจหลบรอดจากสายตาคู่อริอย่างพรรคยาจกใต้ เมื่อพวกมันเห็นเช่นนั้นต่างหัวเราะและกล่าววาจาเหน็บแหนมกันยกใหญ่
“ฮ่าาาา ได้ข่าวว่าพรรคขอทานเหนือพึ่งรับหัวหน้าสาขาสิบสามคนใหม่และส่งมันเข้าร่วมการประลอง แต่เนื่องด้วยมันกลัวจนหัวหดจึงต้องแอบหลบหนีไป ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก”
“ด้านหวงโจวเหยียนศิษย์เอกของประมุขพรรคขอทานเหนือที่โชคดีได้รับส้มหล่นเข้าร่วมการประลอง กลับดีใจจนสั่นเทิ้มไปทั้งตัว”
“มิใช่ว่ามันดีใจจนฉี่ราดแล้วนะนั่น”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
หัวหน้าสาขาหนึ่งที่เป็บิดาของหวงโจวเหยียนทั้งโกรธและรู้สึกเสียหน้าละคนกันไป คนจึงตวาดออกมา และลุกขึ้นเตรียมกระโจนเข้าหาเหล่าคนจากพรรคยาจกใต้
“หุบปากสุนัขของพวกเ้าเดี๋ยวนี้”
เป็ประมุขพรรคขอทานเหนือที่ตวาดห้ามปรามไว้
“นั่งลง”
เหล่าคนจากพรรคขอทานเหนือต่างกำหมัดไว้แน่นสายตาต่างจ้องเขม็งไปยังกลุ่มคู่อริอย่างไม่วางตา ทางด้านหวงโจวเหยียน ที่ถูกคาดหวังทั้งจากอาจารย์บิดา และคนในพรรคจนเกิดเป็แรงกดดันอันมหาศาล อีกทั้งหยังถูกหยามเหยียดโดยพรรคยาจกใต้ร่างกายจึงเกิดการอ่อนแรง และหนักอึ้งขึ้น ก้าวแต่ละก้าวที่ยกขึ้นและย่างออกไปราวกับขุนเขาที่หนักหน่วงมากดทับไว้เป็เช่นนี้ทำให้ทุกผู้ที่เข้าร่วมชมการประลองต่างส่งเสียงหัวเราะฮือกันใหญ่
“พรรคขอทานเหนือเคยขึ้นชื่อว่าเป็พรรคขนาดกลางในแคว้นเว่ยตอนนี้กลับอ่อนปลวกเปียกเช่นนี้ เป็ว่าพวกมันคงเป็ได้แค่พรรคปลายแถวแล้ว”
“แค่ร่วมการประลองยังกลัวหัวหดถึงเพียงนี้หากอยู่ในการสัประยุทธ์เป็ตายจริง พวกมันจะไม่ตายั้แ่ออกจากบ้านหรอกรึ”
“ก็แค่พวกขอทานกลุ่มหนึ่ง อย่างดีคงเป็ได้แค่ขยะ”
“ฮ่าาาาาาาา”
เมื่อเจอเสียงหัวเราะ และเสียงเหยียดหยามของทุกค่ายพรรคณ ลานประลองแห่งนี้ เป็เหตุให้คนจากพรรคขอทานเหนือต้องอับอาย และกล้ำกลืนโทสะเอาไว้อย่างถึงที่สุดเพราะทุกคำเหยียดหยามต่างจี้แทงใจดำพวกมันไม่ผิดเพี้ยน จนยากที่จะโต้ตอบได้ ด้านหวงโจวเหยียนความอับอายถูกถ่าโถมเข้ารวมกับเื่ต่างๆมากมายภายในจิตใจเป็เหตุให้คนต้องสิ้นเรี่ยวแรง เข่าทรุดลงไปที่พื้นยากจะลุกขึ้นมาได้เป็บิดาของมันที่ะโออกมาอย่างมีโทสะ”
“เ้าเศษสวะลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ นี่ยังทำให้ข้าอับอายไม่เพียงพออีกหรือ”
“ฮ่าาาาา”
เสียงหัวเราะครืนใหญ่ดังขึ้นอีกครั้งทั่วลานประลองทว่าท่ามกลางเสียงหัวเราะนั่น กลับมีมือข้างหนึ่งตบลงไปยังบ่าไหล่ของหวงโจวเหยียน เสียงหัวเราะก็ค่อยๆซาลงจนเงียบไป สายตาทุกผู้กลับตกไปยังร่างเ้าของมือที่ตบไปยังไหล่หวงโจวเหยียนผู้นั้นแววตาของประมุขพรรคขอทานเหนือที่หลับพริ้มอยู่ก่อนหน้าพลันเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้น เช่นเดียวกับทุกผู้ในพรรคของทานเหนือที่ต่างพากันแสดงสีหน้าตื่นตะลึงก่อนดีอกดีใจกันยกใหญ่ ผู้ที่ยืนตบไหล่ของหวงโจวเหยียนอยู่นั้นมีรูปร่างที่สมสัดส่วนใบหน้าอันหล่อเหลา ขลับเข้ากับผมสีดำที่ปล่อยสยายปะบ่า สายลมที่พัดผ่านอย่างแ่เบาพัดพาเอาเส้นผมของมันลอยพลิ้วไปตามลมสะกดให้สตรีทั้งหลายต้องนิ่งค้างจ้องมองอย่างหลงลืมตัว ผู้ที่มีใบหน้าหล่อเหลาราวภาพวาดผู้นี้ที่ด้านหลังของมันสะพายกระบี่สีดำมะเมื่อมไว้เล่มหนึ่ง เป็ลี่ซาแป๊ะ ไป๋หู่ และบุตรีของประมุขตำหนักเทพสรรพวุธที่ต่างลุกพรวดขึ้นเอ่ยปากออกมาพร้อมกัน
“เฟยหลง”
ฟานพั่วเทียน เห็นท่าทีและแววตาที่สั่นไหวของบุตรสาวจึงเกิดความสงสัยขึ้นปากจึงเอ่ยออกไป
“เ้ารู้จักมันหรือ”
ที่แท้บุตรีของประมุขตำหนักเทพสรรพวุธก็คือฟานลี่หลิน นั่นเอง เมื่อครู่นางกำลังนั่งเหม่อลอยมิได้สนใจเหตุการณ์ในงานประลองั้แ่ต้นนางเพียงนั่งระลึกถึงเหตุการณ์ในบึงมรณะร้อยลี้กับบุรุษผู้หนึ่งอยู่ ซึ่งมันได้ตกตายไปแล้วทว่าบุรุษที่นางคิดว่ามันได้ตกตายไปแล้วกลับปรากฏขึ้นมาอยู่ที่เบื้องหน้าของนางตอนนี้จึงส่งผลให้ความรู้สึกประหลาดใจ ดีใจ สงสัย และความรู้สึกทั้งมวลต่างบังเกิดขึ้นในห้วงสมองของนางคนจึงลุกขึ้นเอ่ยชื่อมันอย่างลืมตัว เมื่อคนรู้สึกตัวอีกทีจึงนั่งลงยังเก้าอี้ แววตาที่ไหวระริกก่อนหน้าก็พลันกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
“ลูกไม่แน่ใจ”
ฟานพั่วเทียน“……………………….”
ด้านไป๋หู่ ั์ตาของมันสาดประกายเจิดจ้ามันมุ่งหน้าเข้าหาชายหนุ่มผู้มาใหม่ ก่อนกล่าว
“ในที่สุดเ้าก็มาเสียที วันนี้เราจะได้ตัดสินกัน”
ไป๋หลงเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของน้องชายก็พอจะคลาดเดาเื่ราวได้มันจึงสำรวจมองบุรุษผู้มานี้ ความรู้สึกชนิดหนึ่งพลันบังเกิดขึ้น ความรู้สึกที่ว่าก็คือบุคคลเบื้องหน้ามิได้สามัญธรรมดาเช่นกับผู้เข้าร่วมประลองทั่วไป
“โฮ่ ดูท่าการประลองวันนี้อาจจะไม่น่าเบื่อแล้วก็ได้”
บุรุษผู้มาที่แท้ก็คือ เฟยหลงนั้นเองชายหนุ่มคลายมือที่ตบลงยังบ่าของหวงโจวเหยียน ก่อนพยุงร่างมันขึ้นมา แล้วกล่าว
“วันนี้เ้าอาจยังไม่พร้อม วันหน้าข้าเชื่อว่าเ้าต้องลบคำสบประหม่าเหล่านี้ได้ไม่มีใครที่ไม่เคยผ่าน่เวลาที่ยากลำบาก ……วันนี้เ้าทำได้ดีแล้วที่เหลือปล่อยเป็หน้าที่ของข้าเอง”
แววตาของหวงโจวเหยียนสั่นระริกมันจ้องมองบุรุษเบื้องหน้าอย่างซาบซึ้งใจ ก่อนกล่าวเสียงแ่เบา
“ขอบใจเ้ามาก”
เฟยหลงพยักหน้าตอบรับก่อนเดินขึ้นสู่ลานประลองไป