กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 4 บทที่ 100 เสาศักดิ์สิทธิ์

            บทที่ 100เสาศักดิ์สิทธิ์

            ฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินขี่สุนัขบพิตรวิญญาณกันคนละตัวพวกมันรวดเร็วปานสายลม ไม่นานก็ผ่านทางเข้าถ้ำและมาถึงภูเขาหินเล็กๆได้ต้องแสงตะวันอีกครั้ง

            ย่ำสายัณห์ท้องฟ้าเป็นสีแดงราวกับเลือด ฟ้าร้องฟ้าลั่นเสียงดังครึกโครมทะเลเมฆล่องลอยเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง พุ่งเข้าหาใจกลางป่าสีเลือดราวกับคลื่นสีแดงสดใสห้อยกลับหัวอยู่บนท้องฟ้า สวยงามเรืองรอง

            “ท้องฟ้าผิดปกติเช่นนี้ดูเหมือนวันนี้จะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น เราต้องออกเดินทางโดยเร็วที่สุด!”

            เมื่อมองดูหมอกสีแดงบนท้องฟ้าฉู่อวิ๋นก็เคร่งเครียดขึ้นมาและบอกให้มู่หรงซินเร่งความเร็วสุนัขบพิตรวิญญาณ

            “น่ากลัวจริงๆ!เหตุใดท่านพ่อจึงไม่เคยบอกว่ากระแสสัตว์ปีศาจจะทำให้หมอกสีแดงเปลี่ยนสี?” มู่หรงซินก็ตกใจเช่นกัน นางเติบโตในเมืองไป๋หยางตั้งแต่เด็กไม่เคยออกจากบ้านไปไหนไกล นี่คือครั้งแรกที่นางได้เห็นสิ่งที่น่าแปลกตาเช่นนี้

            ในเวลานี้ความเงียบในป่าสีเลือดช่างน่าสะพรึงกลัว นอกจากฟ้าร้องที่ดังขึ้นเป็นระยะบนท้องฟ้าสัตว์ป่าและสัตว์ปีศาจดูเหมือนจะหยุดส่งเสียงราวกับว่าพวกมันหายไปอย่างกะทันหัน

            สิ่งนี้ทำให้ทั้งฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆในป่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นจริงๆ

            ครั้งแรกที่พวกเขาออกมาเสียงคำรามของสัตว์ปีศาจยังคงดังก้องให้ได้ยิน แต่ตอนนี้กลับเงียบสนิทคิดว่าแม้กระทั่งเสียงเข็มหล่นลงบนพื้นก็ยังคงได้ยินชัดนี่ทำให้คนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นเรื่อยๆ

            นกบนท้องฟ้าหายไปสัตว์เบื้องล่างไร้สุ้มเสียง ป่าสีเลือดเงียบสนิท ทำให้ทั้งคู่ขนลุกเล็กน้อย

            ที่นี่เงียบเกินไปจริงๆ

            สักพักทั้งคู่ก็มาถึงรอบนอกของภูเขาหิน ทิวทัศน์กว้างใหญ่ เสียงลมพัดแรงหวีดหวิวมองไปไกลก็เห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างหน้าหนาแน่น ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า

            ตอนนี้ขอเพียงรีบลงทางลาดชันด้านหน้าก็จะเข้าสู่พื้นที่ใจกลางป่าสีเลือดได้แล้วซึ่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสุนัขบพิตรวิญญาณ

            แต่ในยามนี้สุนัขบพิตรวิญญาณทั้งสองตัวหยุดกะทันหันขาของพวกมันสั่นอย่างรุนแรงจนสูญเสียการทรงตัวทันที ร่างกายทรุดลงกับพื้นตัวสั่นระริก ทำให้ฉู่อวิ๋นงงงวย

            ต้องทราบก่อนว่า สุนัขบพิตรวิญญาณเป็นสัตว์อสูรระดับกลาง แม้จะไม่สามารถเทียบกับสัตว์อสูรอย่างจระเข้กลืนฟ้าได้แต่ก็ยังถือได้ว่าเป็นราชาแห่งสัตว์อสูร มันภูมิใจและหยิ่งผยองยากเกินจะจินตนาการว่าพวกมันจะยอมศิโรราบ

            สัตว์อสูรมีประสาทสัมผัสที่แข็งแกร่งมากสามารถรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวในป่าได้ดีกว่ามนุษย์เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่แกร่งกว่า พวกมันก็เต็มใจที่จะยอมแพ้

            แต่สิ่งใดเล่าที่ทำให้สัตว์อสูรระดับกลางยอมแพ้ได้?

            “อย่ากลัว แค่รีบผ่านป่าสีเลือดไปก็ไม่เป็นไรแล้ว!”ฉู่อวิ๋นกังวลเล็กน้อยและพยายามเกลี้ยกล่อมสุนัขบพิตรวิญญาณแต่พวกมันยังคงสั่นเทิ้ม ส่งเสียงครวญครางไม่หยุด ดวงตาของมันสั่นเทา

            “อา!เจ้าลูกหมาสองตัวนี่ที่ปุโรหิตอาหย่าให้มาดูไม่น่าเชื่อถือเกินไปแล้วนะ!”มู่หรงซินโกรธมากจนกล้าเอื้อมมือไปดึงหางสุนัขบพิตรวิญญาณแต่สัตว์อสูรก็ยังคงคุกเข่าลง มันนอนหมอบบนพื้นดินไม่แยแส

            “รีบไปเร็วสิ!”

            ฉู่อวิ๋นเองก็รู้สึกรำคาญเช่นกันเขาเห็นมู่หรงซินถอนขนมันออกมา เมื่อเห็นสิ่งใดก็ลอกเลียนสิ่งนั้นฉู่อวิ๋นเองก็เริ่มถอนขนหางของสุนัขบพิตรวิญญาณเช่นกันแต่นอกจากส่งเสียงเล็กน้อยแล้ว มันก็ไม่ทำอะไรอีก

            “เจ้าอันธพาลรู้จักถอนหางคนอื่นเขาด้วยหรือ?” มู่หรงซินอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อเขาเมื่อเห็นฉู่อวิ๋นดึงหางสุนัขบพิตรวิญญาณด้วยสีหน้าลำบากใจ

            “ตอนนี้มีวิธีใดก็ต้องใช้ไปก่อนถ้าตอนนี้ไม่ถือโอกาสรีบหนีแล้วถึงตอนนั้นคงหนีไม่ทัน รอบตัวมีแต่สัตว์ปีศาจข้าจะรอดูว่าเจ้าจะกลัวหรือไม่” ฉู่อวิ๋นหันไปพูดด้วยความโมโห

            เมื่อได้ยินเช่นนี้มู่หรงซินก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ไม่ใช่ว่านางไม่เคยเห็นกระแสสัตว์ปีศาจมาก่อนแม้จะเป็นเพียงการโจมตีที่โหดร้ายแต่พลังของมันก็ไม่ใช่สิ่งที่นักรบขอบเขตควบแน่นพลังปราณจะสามารถรับมือได้

            ทันใดนั้น นางก็กระฉับกระเฉงขึ้นจับสุนัขบพิตรวิญญาณพลิกไปมา เกลี้ยกล่อม ดุด่า และกระทั่งตบก้นแต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ผล

            ทั้งคู่มองหน้ากันครู่หนึ่งโดยคิดอะไรไม่ออกหากไม่มีสัตว์อสูรสองตัวนี้ พวกเขาก็ไม่กล้ารีบเข้าไปในป่าสีเลือด

            “จิ๊ดจิ๊ด!”

            ทันใดนั้นเสี่ยวหวงก็ออกมาจากอ้อมแขนของฉู่อวิ๋น มันกระโดดขึ้นไปบนหัวของสุนัขบพิตรวิญญาณส่งเสียงร้องแหลมไม่หยุดและมองดูทุกอย่างด้วยดวงตากลมโต ดูตื่นเต้นมาก

            เมื่อฉู่อวิ๋นเห็นเช่นนี้ดวงตาของเขากลอกไปมา เขาจำได้ว่าสุนัขบพิตรวิญญาณพวกนี้ดูเหมือนจะกลัวเสี่ยวหวงมากตอนนั้นพวกมันปล่อยให้เสี่ยวหวงนอนบนหลังโดยไม่มีการบ่นใดๆซึ่งคล้ายกับตอนนี้ที่พวกมันนอนหมอบอยู่กับพื้น

            ดังนั้น เขาจึงพยายามพูดกับเสี่ยวหวง“เจ้าหนูน้อย เจ้าลองพูดให้สุนัขบพิตรวิญญาณพาเราออกไปจากที่นี่ได้หรือไม่? ไม่เช่นนั้นเราคงจะตายอยู่ที่นี่แน่"

            “จิ๊ด? จิ๊ด~”

            เสี่ยวหวงหันกลับมาเห็นสีหน้าของมนุษย์ก็พยักหน้า

            มันกระโดดขึ้นไปบนหัวของสุนัขบพิตรวิญญาณราวกับว่ามั่นใจมากส่งเสียงจิ๊ดๆ ออกมา หากไม่ใช่เพราะเสียงนั่นฟังดูน่ารักคงรู้สึกเหมือนการออกคำสั่ง

            เดิมทีฉู่อวิ๋นแค่อยากจะลองดูแต่ไม่คาดคิดว่ามันได้ผลจริงๆ! หลังจากที่เสี่ยวหวงส่งเสียงร้องออกไปสุนัขบพิตรวิญญาณสองตัวก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่เต็มใจทันทีดวงตาของพวกมันกลายเป็นไร้เดียงสา

            แม้ว่าพวกมันจะไม่ได้คุกเข่าอีกแต่ก็ยังไม่มีความตั้งใจที่จะวิ่ง แค่ยืดตัวและมองไปไกลๆ เช่นเดียวกับเสี่ยวหวง

            “เจ้าหนูน้อย บอกให้พวกมันวิ่งเร็ว!” ฉู่อวิ๋นถอนหายใจแทบอยากจะหันหลังกลับไปถ้ำลับเผ่าสุนัขเพื่อเปลี่ยนพาหนะสุนัขบพิตรวิญญาณสองตัวนี้ไม่เชื่อฟังเลย!

            “ตึง——!!!”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงที่น่าตกใจดังมาจากระยะไกลราวกับสายฟ้าฟาดในวันที่สดใส ทำให้อากาศสั่นไหว แม้แต่พื้นโลกก็สั่นสะเทือน

            การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ทำให้ฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินหวาดกลัวพวกเขารีบปิดหูทันทีเสียงดังเมื่อครู่นี้น่ากลัวและทรงพลังมากจนทำให้แก้วหูของทั้งคู่เจ็บแปลบขึ้นมา

            “ฟิ้ว!”

            ทั้งสองมองไปในระยะไกลเห็นลำแสงสีแดงพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าจากสุดสายตา หยัดนิ่งอยู่บนท้องฟ้าส่องแสงเจิดจ้าและพร่างพราว ราวกับเสาศักดิ์สิทธิ์เจาะทะลุท้องนภา

            ทันใดนั้นเมฆสีแดงก็เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วไปทุกทิศทุกทาง!เช่นเดียวกับคลื่นทะเลอันรุนแรงที่ปั่นป่วนทำลายชายฝั่งหมอกสีแดงในอากาศเข้ามารวมตัวกันอย่างรวดเร็วก่อนจะพุ่งเข้าหาเสาศักดิ์สิทธิ์อย่างบ้าคลั่ง!

            “ตูม——!!”

            ในชั่วพริบตา ท้องนภาก็มืดครึ้มฟ้าร้องคำรามลั่น ราวกับว่าโลกกำลังจะถูกทำลาย!

            พลังนั้นน่าประหลาดใจมากมันทำให้เกิดลมพัดแรง ใบไม้สีเขียวปลิวว่อนไปทั่วพื้นที่ต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนแกว่งไกวและโค่นล้ม แม้แต่ฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินก็ทำได้เพียงจับสุนัขบพิตรวิญญาณแน่นด้วยความตกใจ

            “ลำแสงนั้นมันอะไรกัน?!” ฉู่อวิ๋นมองไปไกลๆ และอุทานออกมาท่ามกลางสายลมอันรุนแรงเสื้อคลุมของเขาปลิวว่อน

            เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับลำแสงนี้เพราะเคยเห็นมันมาสองครั้งแล้วครั้งแรกตอนอยู่ที่ทะเลโอสถในป่าสนธยาและครั้งที่สองคือตอนที่เขาเข้าไปในป่าสีเลือดครั้งแรก แต่ตอนนี้กระแสรุ้งสีแดงสดที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันไม่หายไปไหนแต่กลับพุ่งสู่ท้องฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ!

            ทันใดนั้น ด้วยสายลมอันแรงกล้าเสาศักดิ์สิทธิ์ก็ส่องสว่างอีกครั้ง! ด้วยเสียงหวีดหวิวพัดเอาระลอกพลังที่มองไม่เห็นหลายลูกกระจายออกไปในทุกทิศทางพวกมันรวดเร็วและแข็งแกร่ง!

            “ตึง!”

            พลังนี้เคลื่อนที่ผ่านความว่างเปล่าอย่างไม่มีใครเทียบได้ฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินไม่กล้าฝืน ทำได้เพียงโน้มตัวลงกอดสุนัขบพิตรวิญญาณไว้แน่นมิฉะนั้น พวกเขาจะต้องได้รับผลกระทบจนบาดเจ็บภายในแน่นอน

            แต่ระลอกพลังนี้พัดมาเพียงชั่วขณะและกระจายหายไปอย่างรวดเร็ว

            “ฮู้ว... พลังนั่นน่ากลัวมาก!หากถูกโจมตีเข้าตรงๆ ข้าจะรอดออกไปหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ได้!” ฉู่อวิ๋นถอนหายใจนั่นทำให้เขารู้สึกว่ายังมีสิ่งมีชีวิตลึกลับอีกมากมายบนโลกใบนี้ที่มนุษย์ไม่สามารถต่อกรได้ง่ายๆ

            “นี่! เจ้ารีบดูข้างล่างสิ!”

            ในเวลานี้ก่อนที่ฉู่อวิ๋นจะทันโต้ตอบก็ได้ยินเสียงมู่หรงซินร้องเรียก เขารีบก้มหน้ามองลงไปเห็นเพียงต้นไม้น้อยใหญ่โค่นลงบนพื้นทีละต้น ฝุ่นควันฟุ้งตลบขึ้นสู่ท้องฟ้าแลดูค่อนข้างน่ากลัว

            หลังจากนั้นต้นไม้เกือบทั้งหมดก็ถูกทำลายจนสิ้น กลายเป็นกองเศษไม้ที่ปลิวว่อนไปทั่วทั้งยังแตกออกเป็นเสี่ยงๆ สถานที่แห่งนั้นก็ราพณาสูรไปในทันที

            จากป่าทึบรกชัฏกลายเป็นทรายเหลืองดินแดง[1]ไปในพริบตา ราวกับว่าถูกดาวตกร่วงใส่สถานการณ์วุ่นวายขึ้นมาทันตา!

            “สวรรค์! นี่มันอะไรกัน?!” ทันใดนั้น ฉู่อวิ๋นก็อุทานอีกครั้งด้วยสีหน้าตกตะลึง

            เมื่อฝุ่นควันค่อยๆจางหายไปก็เริ่มมองเห็นว่าบริเวณพื้นที่ขนาดใหญ่ด้านล่างเต็มไปด้วยสัตว์ปีศาจหนาแน่นทรงพลังอย่างท่วมท้น แต่พวกมันทั้งหมดล้วนคุกเข่าลงบนพื้น ตัวสั่นเทาและแสดงการคำนับให้เห็นจากไกลๆ!

            เมฆาสีชาดที่คล้ายเลือดเคลื่อนตัวไปทุกทิศและภายใต้สายรุ้งศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ทุกตัวกำลังแสดงความเคารพ!

            “นี่... เกิดอะไรขึ้น?” มู่หรงซินเองก็ตกตะลึงเช่นกัน ดวงตาคู่งามของนางเบิกกว้างพูดอะไรไม่ออกเลย

            “หรือว่าคำทำนายที่ท่านปุโรหิตอาหย่าพูดไว้นั้นเป็นเรื่องจริงด้านหน้านี้คือเทพลงมาเยือนหรือ?” เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงเช่นนี้ฉู่อวิ๋นก็รู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย หายใจถี่เร็ว

            “อาฮู้ว——”

            สุนัขบพิตรวิญญาณสองตัวก็คุกเข่าลงบนพื้นอีกครั้งตัวสั่นระริก ไม่น่าเชื่อว่าสัตว์อสูรคู่บารมีพวกนี้จะกลายเป็นสุนัขบ้านไปในพริบตา

            “จิ๊ดจิ๊ดจิ๊ด!”

            ในเวลานี้มีเพียงเสี่ยวหวงเท่านั้นที่ยังคงสงบ มันไม่ได้รับผลกระทบจากลำแสงศักดิ์สิทธิ์แต่กลับกระโดดอย่างมีชีวิตและตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ

            ทันใดนั้นมันก็หันกลับมาและกระโดดเข้าไปในอ้อมแขนของฉู่อวิ๋นพร้อมกับส่งเสียงร้องดวงตาโตเป็นประกายแวววาว

            “เจ้าหนูน้อย เจ้าจะทำอะไร?” เมื่อเห็นพลังที่พุ่งสูงของเสี่ยวหวง ฉู่อวิ๋นก็ไม่แปลกใจเลยเขารู้มานานแล้วว่าสัตว์ปีศาจน้อยตัวนี้ไม่ธรรมดาและอาจมีต้นกำเนิดที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน

            “จี๊ด~ จี๊ด! จี๊ด!” เสี่ยวหวงจ้องมองเขาด้วยดวงตากลมโตที่น่าสงสารของมันแล้วกลิ้งไปรอบๆบางครั้งก็มองไปที่เสาศักดิ์สิทธิ์ในระยะไกลราวกับว่ามันต้องการให้ฉู่อวิ๋นรีบเร่งไปในทิศทางนั้น

            “ถ้าเจ้าอยากไปที่นั่นที่นั่นมีแต่สัตว์ปีศาจเต็มไปหมด อันตรายมากนะ” ฉู่อวิ๋นส่ายหัว เขาวางแผนที่จะเดินอ้อมรอบเสาศักดิ์สิทธิ์เพราะยิ่งเข้าไปใกล้มากเท่าไร สัตว์ปีศาจก็จะมากขึ้นเท่านั้น

            แม้ว่าตอนนี้สัตว์ปีศาจยังคงคุกเข่าอยู่แต่พวกมันอาจพุ่งมาโจมตีได้ตลอดเวลา เมื่อสัตว์ปีศาจพุ่งเข้ามาแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากสุนัขบพิตรวิญญาณก็ยังสามารถตายได้ทุกเวลา

            นี่มันเสี่ยงเกินไป

            “จิ๊ดจิ๊ด…” เมื่อเห็นฉู่อวิ๋นปฏิเสธเสี่ยวหวงก็หลั่งน้ำตาทันที มันเม้มปากและเป่าฟองสบู่ออกมา ดูโดดเดี่ยวมาก

            “เจ้าก้อนเมฆลามกเจ้ารังแกเสี่ยวหวงที่น่ารักได้อย่างไร?!” เมื่อเห็นท่าทางที่น่าสงสารและน่ารักของเสี่ยวหวงมู่หรงซินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย หัวใจน้อยๆ ของนางเต้นระส่ำ นางแนะนำว่า“ข้างหน้ามีสัตว์ปีศาจเต็มไปหมด พวกเราแค่รีบเดินไปทางเสาศักดิ์สิทธิ์แค่นั้นเอง”

            “อีกอย่างคุณหนูเช่นข้าเองก็อยากรู้เช่นกันว่าลำแสงนั่นคืออะไร?”

            “ฮิฮิ อีกอย่าง สุนัขบพิตรวิญญาณฟังเพียงคำพูดของเสี่ยวหวงเท่านั้นต่อให้เจ้าจะห้ามก็ไม่มีประโยชน์”

            หลังจากพูดจบมู่หรงซินก็แสดงท่าทางเจ้าเล่ห์ จ้องมองที่เสี่ยวหวง ทำให้มันพยักหน้าเห็นด้วยมันเอาแต่ร้อง “จิ๊ดจิ๊ด”แล้วมุดเข้าไปในอ้อมแขนของฉู่อวิ๋นพร้อมแสดงท่าทางออดอ้อน

            “เจ้าสองคน... ร่วมมือกันหลอกข้าหรือ?” ฉู่อวิ๋นยกยิ้มหน้าเบ้ จากนั้นครุ่นคิดเล็กน้อย และได้แต่ถอนหายใจ“เฮ้อ พรหาใช่คำสาป หากเป็นคำสาปก็ไม่อาจเลี่ยงเช่นนั้นก็เชื่อเจ้าหนูเช่นเจ้าสักครั้งก็แล้วกัน”

            ----------

            [1] ราบเป็นหน้ากลอง

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน