ตอนที่ 23 ประมูลหินหยกหายาก
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ คฤหาสน์ “จินหลง”
พวกเขาเดินทางมาถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ในสวนป่าต้นหลิวที่เงียบสงบ ห่างจากตัวเมืองราว 10 ไมล์ มีรถหรูมากมายจอดบริเวณที่จอดรถหน้าคฤหาสน์ ที่ประตูมีชายฉกรรจ์สามคนคอยตรวจสอบบัตรเชิญ และมีพนักงานชายหญิงที่ยืนด้านหลังคอยเดินนำทางแขกแต่ละชุดไปยังที่นั่งเฉพาะ พวกเขาหมุนเวียนกันทำงานอย่างเป็ระบบ
เมื่อถึงคิวของหลิวเย่ ฟู่หยางทำหน้าที่ยื่นบัตรเชิญ และเดินนำเขาเข้าไปข้างในพร้อมกับพนักงานนำทางเข้าประตูกลางห้องโถงในอาคารหลังใหญ่
ที่นั่งของพวกเขาอยู่บริเวณขอบทางขวามือ เก้าอี้ถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบมีสิบแถวๆละ 8 ตัว แสดงว่ามีผู้เข้าร่วมประมูลราวเจ็ดสิบ-แปดสิบคน ด้านหน้าแถวเก้าอี้มีเวทียกพื้นสูงเล็กน้อยและบนเวทีมีโต๊ะขนาดกลางตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
เมื่อหลิวเย่มาถึงที่นั่ง ส่วนฟู่หยางแยกตัวไปติดต่อเพิ่มรายการประมูลอีกชิ้น นั่นคือภาพวาดจากโลกโบราณ เขากอดอกนั่งหลับตาแล้วใช้ัั์สำรวจบริเวณโดยรอบ เขาเห็นชายชราหลายคนที่มีออร่าแข็งแกร่งและท่าทางภูมิฐาน ชายชราส่วนใหญ่ใส่เสื้อถังจวง(เสื้อคอจีนแขนยาว) คนส่วนน้อยสวมชุดสูท มีคนหนุ่มเพียง 12 คน ดูลักษณะเหมือนคนรวยรุ่นที่สอง
กติกาของที่นี่จากที่ฟู่หยางเล่าให้ฟัง พวกเขาสามารถเข้ามาร่วมงาน 1 บัตรเชิญไม่เกิน 2 คนเท่านั้น ดังนั้นแสดงว่าผู้ที่ร่วมในการประมูลอย่างแท้จริง อาจมีเพียง 30-40 คน
ฟู่หยางกลับมานั่งข้างหลิวเย่หลังจากทำนำภาพวาดไปประมูลเพิ่มเติมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
สิบห้านาทีต่อมา
ในตอนนี้ที่นั่งสำหรับผู้เข้าร่วมประมูลเต็มหมดแล้ว ไฟห้องโถงหรี่ลงเล็กน้อย และมีชายวัยกลางถือไมโครโฟนก้าวขึ้นแนะนำตัวบนเวที “สวัสดีทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่โรงประมูลจินหลง วันนี้เรามีสินค้าทรงคุณค่าหลายชิ้น กติกาการประมูลยังคงเป็เช่นเดิม เพื่อไม่เป็การเสียเวลา เรามาเริ่มกับสินค้าชิ้นแรกกันเลย”
ในขณะที่พิธีกรกำลังดำเนินรายการ มีจอภาพด้านหลังเวทีที่มีรูปภาพและชื่อสินค้าเคลื่อนตัวช้าๆ จากขวาไปซ้าย เป็การแสดงสินค้าทั้งหมดที่นำประมูลในวันนี้
หลิวเย่จ้องมองรายการสินค้าที่กำลังแสดงภาพตัวอย่างบนจอภาพด้วยความสนใจ เขาพบเพียงรายการภาพวาดทิวทัศน์โบราณที่เพิ่งจะเพิ่มเข้าไปใหม่ซึ่งเป็รายการสุดท้ายของการประมูล แต่รายการของหินหยกไม่มีในรายการนำเสนอแต่อย่างใด
จนถึงตอนนี้หลิวเย่ ยังไม่มีรายการสิ่งของที่เขาสนใจจะเข้าร่วมประมูล เขากำลังรอดูการประมูลภาพวาดด้วยใจจดจ่อ
ท้ายที่สุดก็ถึงรายการประมูลภาพวาดทิวทัศน์โบราณ มีหญิงสาวสวมชุดกี่เพ้าสีแดง รูปร่างสวยเย้ายวนใจเดินถือขึ้นมาบนเวที และเธอคลี่ภาพนั้นบนฉากขาตั้งที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว ภาพความงามของทิวทัศน์โบราณค่อยๆเผยโฉมให้ผู้คนได้ชม
“ทางเราขอแจ้งให้ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านได้รับทราบ ก่อนอื่นภาพนี้ผู้เชี่ยวชาญของเรา นำโดยปรมาจารย์ หยงเต๋อ เป็ผู้ประเมินคุณค่าของภาพวาดนี้ ภาพนี้มีอายุมากกว่า 1,000 ปี.....” พิธีกรชายเพิ่งจะกล่าวได้เพียงเท่านี้ ก็มีเสียงฮือฮาดังขึ้นในกลุ่มคนที่สนใจสินค้าภาพวาดเป็พิเศษ
พิธีกรรีบกล่าวต่อทันที “แต่เนื่องจากปรมาจารย์หยงเต๋อ ไม่สามารถค้นหาได้ว่าเป็ผลงานของศิลปินท่านใด ความสวยงามและสมบูรณ์แบบของภาพจึงเป็ปริศนาสำหรับหลายคน ดังนั้นภาพนี้จะเริ่มประมูลที่ราคา 500,000 หยวน เพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 50,000 หยวน ขอเชิญทุกท่าน”
เมื่อมีเสียงเคาะส่งสัญญาณดังขึ้น มีชายชราสวมเสื้อถังจวงสีน้ำเงินคนหนึ่งชูป้ายหมายเลข 10 ขึ้น “600,000” ชายชรานั่งห่างกันคนละแถวสวมเสื้อถังจวงสีเหลืองเข้มชูป้ายหมายเลข 7 และหันมามองหมายเลข 10 อย่างท้าทาย “700,000”
“800,000” ชายหมายเลข 10 ยังไม่ยอมแพ้
“900,000” ชายชราหมายเลข 7 โต้กลับทันที
“1,500,000” ทันใดนั้นมีเสียงของชายหนุ่มชุดสูทสวมแว่นกันแดดแถวหลังสุดชูป้ายหมายเลข 69 ส่งเสียงขัดจังหวะชายชราสองคน
“1,600,000” ชายชราหมายเลข 10 กัดฟันสู้อีกครั้ง เขาเป็ปรมาจารย์ศิลปะภาพวาดจีน ั้แ่เขาเห็นภาพวาดนี้เขาก็รู้สึกเหมือนถูกสะกดจิต ความหลงใหลที่อธิบายไม่ได้แผ่กระจายทั่วตัว วันนี้เขาตั้งใจว่าต้องประมูลภาพนี้ให้ได้ เพื่อนำไปศึกษาวิธีการวาดภาพที่สวยงามและลึกซึ้งแบบนี้ในภายหลัง
“1,700,000” ชายชราหมายเลข 7 ก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน เขาเป็คู่แข่งของปรมาจารย์หมายเลข 10 พวกเขาเป็คู่แข่งกันั้แ่สมัยเรียนวิทยาลัย ภาพวาดที่เขาเห็นวันนี้ เป็เสมือนสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตแล้วถูกเติมเต็ม เขามีความรู้สึกรุนแรงที่้าไขว่คว้าสิ่งของสำคัญนี้ให้ได้
“2,000,000” ชายหนุ่มยังคงไม่ยินยอม อันที่จริงเขาเพียงแค่้าประมูลภาพวาดนี้ไปมอบให้กับปู่ของเขาซึ่งจะมีงานวันเกิดในเดือนหน้า เมื่อเขาเห็นภาพวาดที่สวยงามที่เป็หนึ่งในของสะสมสำคัญของปู่เขา เขาจึงตัดสินใจร่วมประมูลแข่งกับชายชราอีกสองคน
“2,500,000” ชายชราหมายเลข 10 กัดฟันเฮือกสุดท้ายอีกครั้ง
ชายชราหมายเลข 7 เหลียวมองชายชราหมายเลข 10 และชายหนุ่มคู่แข่ง สุดท้ายเขาตัดสินใจยกป้ายอีกครั้ง “3,000,000”
การต่อสู้ของทั้งสามคนเรียกเสียงฮือฮาและความสนใจจากทุกคนในห้องโถงประมูล
“สามล้านครั้งที่หนึ่ง”
“สามล้านครั้งที่สอง”
“สามล้าน.....” พิธีกรเคาะเตรียมประกาศผลการตัดสิน
ขณะที่ทุกคนคิดว่าชายชราหมายเลข 7 จะเป็ผู้ชนะการประมูลนี้ ทันใดนั้นชายหนุ่มหมายเลข 69 ก็ชูป้ายขึ้น “5,000,000”
“บู้ม.......” มีเสียงฮือฮากระจายไปทั่วห้องโถง
พวกเขาไม่คิดว่าราคาของภาพจะพุ่งสูงได้ขนาดนี้
มันเกินความคาดหวังของพวกเขา
“ห้าล้านครั้งที่หนึ่ง”
“ห้าล้านครั้งที่สอง”
“ห้าล้านครั้งที่สาม ตุ๊บ..... ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้เกียรติหมายเลข 69 เชิญรับของได้ในตอนนี้”
เสียงพูดคุยดังไปทั่วบริเวณ ชายชราหมายเลข 7 และหมายเลข 10 ต่างพากันสบตากันและเห็นแววตาผิดหวังซึ่งกันและกัน พวกเขาต่อสู้กันเอง สุดท้ายชายหาปลาเป็คนหยิบไป
หลิวเย่ยิ้มมุมปากเล็กน้อย เขาพึงพอใจกับราคาภาพวาดที่ได้รับมา ต้องอย่าลืมว่าภาพนี้เขาได้มาฟรี ไม่ได้เสียเหรียญทองซื้อหามาแต่อย่างใด
ในตอนนี้พิธีกรส่งเสียงเรียกความสนใจจากกลุ่มคนและเขากวาดสายตามองทั่วห้องโถง พลางพูดเสียงลึกลับว่า “นั่นไม่ใช่รายการของชิ้นสุดท้ายที่จะนำมาประมูลในวันนี้ ความจริงแล้วทางเรายังมีของสำคัญอีกชิ้นที่จะเผยโฉมให้ทุกท่านได้รับชม ดังนั้นขอเชิญทุกท่านรับชมได้เลย” สิ้นเสียงพิธีกร หญิงสาวชุดกี่เพ้าแดงเดินถือถาดที่มีผ้าไหมสีแดงคลุมวัตถุบางอย่างขึ้นบนเวที
เหตุการณ์ที่วุ่นวายเล็กๆ นั้นพลันเงียบเสียงลง พวกเขาพุ่งสายตามองไปที่วัตถุบนถาดบนเวที
เมื่อหญิงสาวเปิดผ้าคลุมออก ปรากฏว่ามีหินหยกสามสีฮกลกซิ่วขนาดใหญ่กว่ากำปั้นผู้ใหญ่ ความสวยงามของสีเขียว สีม่วง และสีเหลืองของหยก สะกดทุกสายตา เสียงฮือฮากระจายไปทั่ว หลายคนตื่นเต้นและพูดคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา
“แน่นอนว่าหินหยกฮกลกซิ่วสามสีที่งดงามนี้ ท่านปรมาจารย์ของเราตรวจสอบแล้วพบว่ามีคุณภาพสูงมาก ดังนั้นราคาประมูลจะเริ่มต้นที่ 50 ล้านหยวน เพิ่มครั้งละ 1 ล้านหยวน ขอเชิญท่านที่สนใจร่วมประมูลได้เลย”
“60 ล้าน”
“65 ล้าน”
“70 ล้าน”
“80 ล้าน”
“100 ล้าน”
“150 ล้าน”
“200 ล้าน”
“300 ล้าน”
เสียงชูป้ายประมูลราคาดังแข่งกันสลับไปมา สุดท้ายตอนนี้ราคาอยู่ที่ 300 ล้านหยวน ในขณะที่พิธีกรกำลังจะเคาะราคาครั้งที่สาม ก็มีเสียงเข้มต่ำจากชายวัยกลางคนสวมชุดสูทสีดำนั่งที่ด้านหลังสุดตรงกลาง เขาชูป้ายหมายเลข 78 “500 ล้าน”
“โอ้.....นั่น CEO หานจง บริษัทเม่ยลี่ฟาร์มาซูติคอล!” มีเสียงพึมพำถึงความร่ำรวยของชายเ้าของป้ายหมายเลข 78
“ห้าร้อยล้านครั้งที่หนึ่ง”
“ห้าร้อยล้านครั้งที่สอง”
“ห้าล้านครั้งที่สาม ตุ๊บ..... ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้เกียรติหมายเลข 78 เชิญรับของได้ในตอนนี้”
ในตอนนี้ไม่มีใครกล้าสู้ราคาที่สูงเสียดฟ้าได้อีกต่อไป คนที่ไม่มีเงินแข่งขันก็บ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ แต่ไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายใดๆ
หลิวเย่และฟู่หยางได้เดินไปหาผู้จัดงานที่หลังห้องโถง เวลานี้ชายวัยกลางคนที่ได้ชูป้ายหมายเลข 78 และชายหนุ่มหน้าตาดีแต่มีใบหน้าซีดเซียวกำลังยืนคุยกับผู้จัดงานคล้ายรอใครบางคน
หลิวเย่ใช้ัั์และทักษะทางการแพทย์แผนจีน เขาพบว่าชายหนุ่มที่ยืนเคียงข้างชายวัยกลางคนนี้ป่วยเป็โรคมะเร็งปอดระยะกลาง เขามีอาการหอบเหนื่อยและไอเป็ระยะๆ
หลิวเย่ปล่อยให้ฟู่หยางไปรับโอนเงินกับพนักงานจัดงานประมูลแทนเขา ในขณะที่เขาเดินตรงไปหาผู้จัดงานเพราะเขาเห็นการพยักหน้าเหมือนทักทายเขาเงียบๆ
“โอ้ คุณชายท่านนี้ ทางเรายินดีเป็อย่างยิ่งที่ท่านได้เข้าร่วมงานประมูลครั้ง หากท่านมีคำแนะนำในครั้งต่อไป ขอเชิญติดต่อกับพวกเราได้ทันที ฉันชื่อ เล่อจิน” ผู้จัดงานที่เป็ชายหนุ่มอายุราว 27-28 ปี รีบยื่นนามบัตรให้หลิวเย่อย่างนอบน้อม
หานจงขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อพบว่าผู้จัดงานให้ความสนใจต่อชายหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้า
อันที่จริง หานจง้าสนทนากับเ้าของหินหยกสามสีฮกลกซิ่ว เขา้าสอบถามข้อมูลบางอย่าง ถึงแม้เขาจะรู้ว่าผิดกฎที่้าพบเ้าของสินค้าใดๆในขณะอยู่ในงานประมูลก็ตาม
หลิวเย่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนยื่นมือรับนามบัตร เขาจำได้ว่า เล่อจิน เป็หลานชายคนโตของผู้เฒ่าเล่อผิง
เขาให้ความสนใจกับอาการป่วยของชายหนุ่มที่ยืนข้างๆ หานจง และเขายังสนใจธุรกิจบริษัทยาของชายวัยกลางคนนี้ เขามีสูตรความงามของจักรพรรดิะหลิวเย่ และน้ำอมฤตความงามจากโลกโบราณ
มันเป็เพียงว่าเขาแค่้าเป็หุ้นส่วน ไม่อยากเสียเวลาบริหารบริษัทเอง หน้าที่หลักของเขาตอนนี้คือการศึกษาและเรียนรู้
ดังนั้นธุรกิจในโลกปัจจุบันของเขา เขาจึง้าเป็หุ้นส่วนเท่านั้น
ในตอนนี้เองที่เล่อจินสังเกตเห็นว่าหลิวเย่ไม่ได้มีท่าทีเย่อหยิ่งและน่าจะพูดคุยได้อย่างง่ายดาย เขาจึงริเริ่มที่จะแนะนำหานจงกับหลิวเย่
“โอ้ คุณชายท่านนี้ ท่านชื่อว่าอะไร?” เล่อจินถามหลิวเย่ด้วยความสนใจ
“สวัสดี ฉันชื่อ หลิวเย่” หลิวเย่ทักทายกลับอย่างเป็ธรรมชาติ
“ท่านนี้คือ อาจารย์หานจง ซีอีโอของบริษัทเม่ยลี่ฟาร์มาซูติคอล ที่ประมูลหินหยกสามสีไปได้ และนี่คือหานเล่ย บุตรชายคนเล็กของท่าน” เล่อจินได้ยินเช่นนั้น เขาก็แนะนำหานจงและหานเล่ยทันที
“สวัสดี” “สวัสดี” “สวัสดี” ทั้งหานจง หานเล่ย และหลิวเย่กล่าวทักทายกัน
“ขอโทษนะหลานชาย ฉัน้าสอบถามข้อมูลบางอย่าง ไม่รู้ว่าหลานชายสะดวกให้ข้อมูลไหม?” หานจงถามด้วยน้ำเสียงกังวล
หลิวเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นเขาพยักหน้าตอบ “ได้สิ เชิญถามมาได้เลย”
“หลานชายเป็เ้าของหินหยกสามสีนั้น?” หานจงถามย้ำอีกครั้ง เมื่อเขาเห็นหลิวเย่มีสีหน้าแปลกใจ เขาจึงรีบอธิบายเพิ่มเติมทันที “ฉันเพียง้าทราบว่าหลานชายได้มาจากแหล่งใด อย่าเข้าใจผิดพวกเรานะ ฉันเพียง้าทราบแหล่งที่มาเพราะสนใจสมุนไพรบางอย่างที่มีในบริเวณนั้น”
“อ้อ เป็เช่นนั้นเอง ฉันไม่สามารถบอกแหล่งที่มาได้ แต่ฉันสามารถรักษาอาการป่วยของลูกชายคุณได้” หลิวเย่เข้าใจดีถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของสองพ่อลูก เขาไม่พบความคิดชั่วร้ายใดๆ ดังนั้นเขาจึงบอกข้อมูลสำคัญโดยตรง
นี่เป็โอกาสอันดีที่เขาจะสามารถหาพันธมิตรทางธุรกิจได้
คำพูดเรียบง่ายของหลิวเย่ กลับสร้างความตกตะลึงให้กับทั้งสามคน
แต่ละคนก็คิดแตกต่างกันออกไป
เล่อจิน รู้ข้อมูลดีว่าในตอนนี้ตระกูลหานไม่สามารถตามหาแพทย์ที่จะรักษาโรคของหานเล่ยให้หายขาดได้
หานจง กังวลและเป็ทุกข์กับอาการป่วยของลูกชายคนเล็ก ซึ่งเป็คนที่เขารักมากที่สุด เขาเพียรพยายามหาแพทย์มารักษาตลอดเวลาสามปี แต่ทำได้เพียงประครองอาการไม่ให้ทรุดลงไปมากกว่าเดิม เขากังวลกับการที่จะมอบธุรกิจของตระกูลให้กับลูกชายคนโตและคนที่สอง ซึ่งพวกเขามีอารมณ์รุนแรงและมักยักยอกเงินของบริษัทบ่อยครั้ง
ในความเป็จริง หานจงเพียง้าสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรบางตัวที่มักจะเกิดขึ้นบริเวณแหล่งกำเนิดของหินหยกสามสีเท่านั้น แต่เขาไม่ได้คาดหวังว่าหลิวเย่จะมีคำพูดเหมือนสายฟ้าฟาดเช่นนั้น
สำหรับการซื้อหินหยกสามสีนั้น เป็เพราะว่าเขา้านำไปเป็ของกำนัลสำหรับผู้นำทางทหาร นั่นคือผู้นำตระกูลเซียงแห่งปักกิ่ง
หานเล่ย ดีใจและกังวลใจไปพร้อมกัน เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครสามารถรักษาโรคของเขาได้ แต่ส่วนลึกในใจของเขานั้นเป็ห่วงพ่อของเขา เป็เพราะว่าเขารู้จักนิสัยพี่ชายและพี่สะใภ้ของทั้งคู่เป็อย่างดี พวกเขามักจะสร้างปัญหาให้กับพ่อของเขาบ่อยครั้ง แต่สภาพร่างกายของเขาที่เจ็บป่วย ทำให้เขาช่วยเหลืองานของพ่อเขาได้น้อย
“หลานชาย เื่แบบนี้ไม่ควรล้อเล่น?” หานจงหรี่ตาลงถามเสียงเข้ม
".....” หลิวเย่เพียงยิ้มเล็กน้อยไม่ได้ตอบกลับ
“ช่างเถอะ ถือเสียฉันไม่ได้ถามอะไร” หานจงตอบกลับเสียงขุ่นเคือง เขาไม่เชื่อและไม่ได้คาดหวังว่าชายหนุ่มอายุน้อยตรงหน้าจะมีทักษะขั้นสูงที่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ในขณะที่แพทย์ฝีมือสูงส่งและเชี่ยวชาญยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เลย
จากนั้นคนทั้งหมดต่างก็พากันไปรับประทานอาหารในบรรยากาศที่ตึงเครียด เล่อจินก็แอบสังเกตพฤติกรรมของแต่ละคน เขาได้แต่ถอนหายใจที่เหตุการณ์กลับกลายเป็เช่นนี้
ในตอนนี้ฟู่หยางที่ทำธุระเสร็จแล้วได้เดินมาสมทบกับพวกเขา เล่อจินก็พูดคุยกับฟู่หยางอย่างให้เกียรติมากขึ้น ฟู่หยางรู้สึกแปลกใจแต่ก็ภาคภูมิใจไปพร้อมกัน
ฟู่หยางจัดทำบัตรธนาคารสีดำให้กับหลิวเย่ โดยตัดเงินเข้าบัญชีของหลิวเย่ 405 ล้านหยวน ส่วนอีก 100 ล้านหยวนไว้ใช้เป็ทุนหมุนเวียนและขยายร้านฟู่ซิงให้ใหญ่โตสวยงามโดดเด่นมากขึ้น
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย หลิวเย่กลับออกไปพร้อมกับฟู่หยาง
ฟู่หยางเหลียวมองหน้าหลิวเย่ “เ้านาย.....คุณรักษาหานเล่ยได้?” เขาเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
หลิวเย่เพียงพยักหน้าแทนคำตอบ
“.....” ฟู่หยางไม่แน่ใจว่าหลิวเย่จะมีความสามารถเช่นนั้นจริง เขาอึ้งไปชั่วครู่
ทางด้านเล่อจินที่เฝ้าสังเกตการสนทนาของหานจงและหลิวเย่ เขาให้ความสนใจกับหลิวเย่มากขึ้น ชายหนุ่มคนนี้หน้าตาหล่อเหลา ไม่เคยปรากฏตัวในแวดวงสังคมพวกเขา เขากึ่งสงสัยกึ่งแปลกใจ เขาให้ผู้คุ้มกันไปสืบประวัติหลิวเย่ เพราะดูเหมือนเขาจะไม่ใช่ชายหนุ่มธรรมดาทั่วไป
ทางฝั่งของหานจงเขาได้สั่งการให้ลูกน้องสืบประวัติของหลิวเย่เช่นกัน เขาสงสัยในเจตนาของหลิวเย่ที่โพล่งคำพูดพล่อยๆ ออกมา
หลิวเย่และฟู่หยางได้เดินทางกลับถึงที่ร้าน “ฟู่ซิง” เขาได้มอบแบบร่างสำหรับทำเครื่องประดับบางส่วน ซึ่งเขาพบว่ามีความสวยงามแปลกตาจากร้าน “ฉวนเฉิง” ในโลกโบราณ
เขาได้ออกแบบจี้หยกห้อยคอ 6 ชิ้น สีน้ำเงินทะเล 2 สีเขียว 2 และสีชมพู 2 เขาวางแผนจะร่ายเวทมนตร์แปดพิเคราะห์เพื่อมอบให้กับแม่ของเขา รุ่นพี่คนสวยหลิวนี่นี่ เจียงผิงผิง และ.....
เมื่อเขากลับมาถึงอพาร์ตเมนท์ เขาค้นหาข้อมูลโรงงานบะหมี่ต่อไป ในตอนนี้เขาพลันเห็นประกาศขายกิจการโรงงานบะหมี่ “หวางชุน” ในแถบชานเมืองเทียนจิน สิ่งนี้ทำให้เขาตื่นเต้นดีใจ
เขา้าที่จะเห็นโรงงานแห่งนั้นโดยเร็ว เป็เพราะเขา้าทำบะหมี่แบรนด์ของเขาเองที่ใช้ใบเว่ยเป็ส่วนผสมสำคัญในเครื่องปรุงรส
ที่ผ่านมาเขาพยายามสืบค้นข้อมูลทุกช่องทาง ปรากฏว่าในโลกใบนี้ไม่มีพืชลักษณะสามแฉกที่เหมือนกับใบเว่ยแต่อย่างใด
นั่นหมายความว่า นี่คือสูตรลับแห่งความอร่อยของบะหมี่ของเขา
จะเป็สูตรเฉพาะหนึ่งเดียวในโลกนี้!
เขายิ้มกว้างด้วยความยินดีและคาดหวัง
“กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง” หลิวเย่กำลังรอสายเ้าของโรงงานบะหมี่หวางชุน
“สวัสดี นั่นใคร ฉันชื่อหวางชุน เ้าของโรงงานบะหมี่หวางชุน” เสียงแหบทุ้มต่ำดังขึ้นในโทรศัพท์
“สวัสดี ฉันชื่อหลิวเย่ ฉันสนใจโรงงานบะหมี่ของคุณ” หลิวเย่ตอบกลับเสียงเรียบ
“โอ้ ดี! ดี! คุณสะดวกมาชมโรงงานเมื่อใด?” หวางชุนตอบรับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“พรุ่งนี้สักสามโมงเช้าได้ไหม?” หลิวเย่คำนวณระยะเวลาในการเดินทางคร่าวๆ
“ตกลง พรุ่งนี้สามโมงเช้า ฉันจะรอที่หน้าโรงงาน” หวางชุนตอบตกลงทันที
เดิมทีหลิวเย่ตั้งใจว่าจะซื้อวิลล่าสักหลังและรถยนต์ไว้ใช้งานสักคัน แต่ตอนนี้คงต้องไปดูโรงงานบะหมี่เสียก่อน หากสามารถดำเนินการผลิตบะหมี่ได้ทันที เขาจะได้ไม่เสียเวลาหาซื้อจากแหล่งอื่นๆ อีกต่อไป