บทที่44
เส้นทางการค้าถูกตัดขาด
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วแน่น ความคิดภายในใจเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็วเมื่อนางเข้าใจถึงความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความรกร้างของเมืองแห่งนี้
สถานการณ์ของกู่หลิงซา...เลวร้ายกว่าที่นางคาดคิดไว้มากนัก
ไม่ใช่เพียงแค่จำนวนประชากรที่ลดน้อยลงจนเหลือเพียงเงาอดีตผู้คนในเมืองต่างอยู่ในสภาพอดอยากแร้นแค้นกำแพงเมืองที่พังทลายเปิดช่องให้สัตว์ร้ายและสัตว์อสูรหลุดเข้ามาคุกคามความปลอดภัยได้ทุกเมื่อ
แต่ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น...เส้นทางการค้า ซึ่งเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเมือง กลับถูกตัดขาดสิ้น
สายตาของเซี่ยอันอวี่ทอดมองไปยังถนนที่ว่างเปล่าทอดถอนใจในใจเงียบ ๆ
ในดินแดนทะเลทรายเวิ้งว้างเช่นนี้ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเรียกว่า "ความอุดมสมบูรณ์"ได้เลย ทั้งพื้นดินที่แห้งแล้ง ไร้ซึ่งความสามารถในการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ก็ยากลำบากเกินไป อาหารจึงกลายเป็นสิ่งมีค่าที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด
ผู้คนภายในเมืองแห่งนี้มีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยอาหารที่ถูกส่งเข้ามาจากภายนอกผ่านเหล่าพ่อค้าเดินทางพวกเขานำทรัพยากรจากเมือง... ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก แร่เงิน ทองคำ หรือหินมีค่าซึ่งเป็นสมบัติตกทอดจากยุครุ่งเรือง มาแลกเปลี่ยนกับเสบียงและเครื่องยังชีพ
กู่หลิงซาแม้จะไร้ซึ่งความสามารถในการผลิตอาหาร แต่ทรัพยากรใต้ผืนดินยังคงมีค่าในสายตาของโลกภายนอก
ทว่าตอนนี้…
เมื่อพ่อค้าเหล่านั้นไม่อาจฝ่าทะเลทรายที่เต็มไปด้วยอันตรายมาถึงเมืองได้อีกต่อไปสิ่งที่ตามมาก็คือความพินาศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เซี่ยอันอวี่กำมือเข้าหากันแน่นความรู้สึกหนักอึ้งกดทับอยู่ในอก
เมืองที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้เมืองที่อยู่กลางทะเลทราย... หากไร้พ่อค้าเดินทางก็ไม่ต่างอะไรกับร่างไร้ชีวิตที่ถูกตัดขาดเส้นเลือดใหญ่
ต่อให้มีทรัพยากรมากเพียงใดแต่เมื่อไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นอาหารหรือเสบียงได้สุดท้ายก็เป็นเพียงกองของไร้ค่า
เซี่ยอันอวี่ส่ายหน้าไปมาอย่างรู้สึกปวดหัวความคิดที่สับสนและความกังวลเริ่มถาโถมเข้ามาไม่หยุดนางเงยหน้าขึ้นก่อนจะเอ่ยคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจอย่างอดไม่ได้
“แล้วเมืองแห่งนี้...ไม่มีพวกผู้คุ้มกันขบวนสินค้าเลยหรือ?”
น้ำเสียงของนางแฝงความสงสัยก่อนจะต่อด้วยคำถามอีกข้อที่ดูเหมือนจะไม่ต้องการคำตอบนัก
“หรือแม้แต่ทหารที่ดูแลรักษาเมือง...ก็ไม่มีเช่นนั้นหรือ?”
หยางจื้อหลงที่เดินเคียงข้างอยู่แค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ อย่างขื่นขม พร้อมทั้งส่ายศีรษะช้า ๆ ริมฝีปากยกยิ้มจาง ๆที่ไม่ได้มีความขบขันแม้แต่น้อย
“หากว่ามีกำลังทหารประจำการอยู่ภายในเมืองนี้...พวกเราที่เดินทางมาก็คงสบายกว่านี้มากแล้วขอรับ ฮูหยิน”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“แต่น่าเสียดาย...ไม่มีเลยแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าตอนนี้กำลังทหารทั้งหมดของเมืองแห่งนี้ก็คือพวกเราที่ติดตามท่านแม่ทัพมาเพียงแค่ร้อยนายเท่านั้น”
หยางจื้อหลงเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะแห้งๆ พร้อมกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงติดเจื่อน
“ไม่สิ...ตอนนี้คงเหลือเพียงเก้าสิบเก้าคนแล้ว เพราะถูกสังหารไปหนึ่งตั้งแต่วันแรกที่มาถึง”
เซี่ยอันอวี่ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงเสียงลมหายใจของนางดังชัดท่ามกลางบรรยากาศเงียบงัน
แม้แต่ทหารรักษาเมืองก็ไม่มีเหลืออยู่เลย...นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเมืองแห่งนี้จึงดูราวกับรอวันดับสูญ
ดวงตาคมกริบทอดมองไปยังแนวกำแพงเมืองที่แตกร้าวและพังทลายอยู่ไกลๆ พลางขมวดคิ้วแน่น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจอย่างอดไม่ได้
“เหตุใด...ประชากรภายในเมืองนี้จึงลดน้อยลงถึงเพียงนี้กัน” นางพึมพำเหมือนถามตนเอง
“พวกเขามีเรี่ยวแรงมากพอที่จะหลบหนีออกไปจนถึงนอกเขตทะเลทรายเช่นนั้นหรือ?”
ในความคิดของเซี่ยอันอวี่หากเป็นดินแดนแห้งแล้งเช่นนี้ การเดินทางออกไปยังโลกภายนอกคงไม่ใช่เรื่องง่ายยิ่งสำหรับผู้คนที่อดอยากไร้กำลัง ไฉนเลยถึงได้หายไปมากมายเช่นนี้
แต่ยังไม่ทันที่นางจะหาคำตอบให้ตนเองได้หยางจื้อหลงที่เดินอยู่ข้าง ๆ กลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแฝงความเย็นเยียบบางอย่าง
“เรื่องนี้...ที่จริงมันก็มีเบื้องหลังของการลดลงของประชากรอยู่ขอรับ”
เซี่ยอันอวี่หันขวับไปมองทันทีดวงตาคมกริบฉายแววตื่นตัว นางขมวดคิ้วเข้าหากันพลางเอ่ยถามเสียงต่ำ
“เบื้องหลังอย่างนั้นหรือ?เบื้องหลังอันใด?”
หยางจื้อหลงหยุดฝีเท้าไปชั่วขณะสายตาของเขามองไปยังตรอกมืดที่อยู่ไม่ไกล แล้วกล่าวออกมาช้า ๆ
“...พวกค้า...ทาส”
เซี่ยอันอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยดวงตาฉายแววประหลาดใจทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น
“พ่อค้าทาส?” นางทวนคำเสียงต่ำ
หยางจื้อหลงพยักหน้ารับอย่างเงียบงันสีหน้าของเขาไร้ซึ่งความแปลกใจเหมือนกับว่านี่เป็นเรื่องปกติที่เขาเคยชินมานานแล้ว
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วแน่นความสงสัยผุดขึ้นเต็มหัว นางหันมองชายหนุ่มข้างกายก่อนจะเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังแฝงความไม่เข้าใจ
“พ่อค้าเดินทางปกติยังมาไม่ได้...แต่เหตุใดพวกพ่อค้าทาสจึงเดินทางมาได้กัน?”
ในความทรงจำของเซี่ยอันอวี่ที่ได้รับเกี่ยวกับโลกใบนี้ยังมีบันทึกเรื่อง ระบบชนชั้น อยู่ชัดเจนทุกอย่างคล้ายกับยุคโบราณที่นางเคยเรียนรู้มาในโลกเดิม... การแบ่งแยกชนชั้นการมีอยู่ของ "ทาส" และการซื้อขายแรงงานมนุษย์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
ดังนั้นการมีอยู่ของพวกพ่อค้าทาสนางจึงไม่แปลกใจนัก
แต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกขัดแย้งก็คือ...เมืองที่ถูกตัดขาดเส้นทางการค้าแม้แต่ขบวนเสบียงยังไม่สามารถเดินทางฝ่าทะเลทรายมาได้แล้วเหตุใดพวกพ่อค้าทาสจึงสามารถเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย?
หยางจื้อหลงเหลือบมองสีหน้าครุ่นคิดของเซี่ยอันอวี่เขาเอ่ยอธิบายออกมาอย่างราบเรียบ ขณะสายตายังคงจับจ้องไปยังถนนโล่งเบื้องหน้า
“เกี่ยวกับเรื่องนั้น...พวกพ่อค้าทาสมักจะเดินทางมาที่เมืองกู่หลิงซาเพื่อ ‘จับตัวผู้คน’ไปขอรับ”
เซี่ยอันอวี่หรี่ตาลงดวงตาคมกริบฉายแววเย็นเยียบทันที นางพึมพำเสียงเบาราวกับสะกดกลั้นอารมณ์ที่เริ่มก่อตัว
“...จับไปขายเช่นนั้นหรือ”
หยางจื้อหลงพยักหน้ารับคำช้า ๆก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังและมั่นคง
“ฮูหยินอาจจะยังไม่ทราบว่า...ผู้คนที่มาจากดินแดนทะเลทรายเช่นฮั่วโจว เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดค้าทาส”
เขาหันมาสบตากับเซี่ยอันอวี่พลางอธิบายต่อ
“เป็นเพราะพวกเขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งเต็มไปด้วยอันตรายจากสัตว์อสูรและธรรมชาติ ทำให้ร่างกายแข็งแรง อดทนเหมาะสำหรับการเป็นแรงงาน”
หยางจื้อหลงเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ติดขื่นขม
“...ส่วนสตรีแห่งฮั่วโจวก็มีลักษณะเฉพาะที่น่าหลงใหล ผิวสีเข้มอมทอง รูปร่างแข็งแรงงดงามแตกต่างจากสตรีในแผ่นดินอื่นจึงกลายเป็นเป้าหมายของเหล่าขุนนางและชนชั้นสูงจากราชวงศ์ต่าง ๆไม่ใช่แค่เพียงราชวงศ์ต้าหลิงเท่านั้น”
คำพูดของเขาเปรียบเสมือนมีดที่กรีดลึกลงในความจริงอันโหดร้ายของโลกใบนี้
“ด้วยเหตุนี้...พวกพ่อค้าทาสจึงกล้าฝ่าทะเลทรายเข้ามายังสถานที่แห่งนี้เพื่อจับตัวผู้คนไปขายยังแผ่นดินอื่นนั่นเองขอรับ”
หยางจื้อหลงกล่าวจบลงด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นราวกับสรุปเรื่องราวอันโสมมที่เกิดขึ้นในกู่หลิงซาได้อย่างกระชับและชัดเจนที่สุด