บอกว่าเป็กระต่ายป่าย่าง แต่ในความเป็จริง ขนาดของกระต่ายป่าตัวนี้เกือบจะเท่ากับขนาดตัวของหูเยาเยาเสียอีก
ทว่าถึงจะเป็เช่นนั้น เ้าตัวเล็กที่ดูไม่ใหญ่นักกลับกินกระต่ายป่าทั้งตัวจนเกลี้ยง หลังจากกินเสร็จถึงขั้นนั่งอยู่ด้านข้างแล้วเรอออกมาอย่างสบายอารมณ์
"จิ๊ว จิ๊ว!"
หูเยาเยาเงยหน้ามองหลินฉางชิงพร้อมส่งเสียงร้องสองครั้ง รอยยิ้มที่ปรากฏในดวงตาคู่นั้นราวกับว่านางกำลังตั้งใจแสดงท่าทีเป็มิตรต่อหลินฉางชิง
หลังจากได้กินอาหารมื้อหนึ่ง ระดับความระแวดระวังที่เ้าตัวเล็กมีต่อหลินฉางชิงเห็นได้ชัดว่าลดลงไปอีกขั้น
"เ้าตัวเล็กนี่ น่าสนใจจริง ๆ "
แม้แต่หลินฉางชิงก็ยังต้องนิยามเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เขาก้มลงมองอาหารสองส่วนบนพื้น
แม้ว่ากระต่ายป่าย่างจะถูกกินจนเกลี้ยงจริง ๆ แต่ผักป่าอีกส่วนที่อยู่ด้านข้างกลับไม่มีการขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ยังคงวางอยู่ที่เดิมในสภาพสมบูรณ์
ดูออกเลยว่าหูเยาเยาไม่มีความสนใจในผักป่าส่วนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
...
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ค่ายกลสมบัติสุริยัน]
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : เคล็ดคัมภีร์โอสถรูปลักษณ์ยี่สิบเก้ากระบวนท่า]
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : ยี่สิบสี่เคล็ดด่านทองกุญแจหยก]
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : วิชาบำรุงชีพชักนำไท่ชิง]
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : เคล็ดวิชาความสงบปฐมกาลโกลาหล]
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว นับั้แ่การจากไปของเหยียนเฉินและหูเชียนเชียนก็ผ่านไปกว่าครึ่งเดือนแล้ว
หลินฉางชิงเริ่มชินกับวันที่ไม่มีเหยียนเฉิน ในขณะเดียวกันก็ชินกับการที่มีเ้าตัวเล็กสีขาวน่ารักเพิ่มเข้ามาอยู่ข้างกาย
"จิ๊ว!"
หูเยาเยานอนอยู่ในอ้อมกอดของหลินฉางชิง อาบแสงแดดพร้อมส่งเสียงร้องอย่างมีความสุข ส่วนหลินฉางชิงก็ใช้มือลูบขนของเ้าตัวเล็กในอ้อมกอดเบา ๆ ััที่นุ่มลื่นนั้นทำให้เขาแทบจะหยุดมือไม่ได้
ความจริงแล้วหูเยาเยาดูเหมือนจะไม่มีความระแวงต่อหลินฉางชิงมากนักั้แ่แรก เพราะั้แ่นางเกิดมา นางถูกหูเชียนเชียนกักไว้ในม่านพลังของตนเองและหลับใหลอยู่ที่นั่นตลอดเวลา ไม่เคยได้สังเกตโลกภายนอกเลย
แม้จะรู้ว่าหลินฉางชิงไม่ใช่ 'ท่านแม่' ของตน แต่ด้วยประสบการณ์ที่จำกัด หูเยาเยาจึงยากที่จะระวังตัวต่อหลินฉางชิงมากเกินไป
ประกอบกับผ่านการทดสอบมาหลายวัน นางก็ดูออกว่าคนตรงหน้านี้ ดีต่อนางจริง ๆ ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป นางจึงยอมรับหลินฉางชิง ถึงขั้นที่ตอนนี้สามารถนอนบนตักของหลินฉางชิงและอาบแสงแดดได้อย่างสบายใจ
"วันเวลาแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน"
หลินฉางชิงที่กำลังลูบจิ้งจอกอยู่รำพึงออกมาเช่นนั้น
ตอนที่เหยียนเฉินยังอยู่ เขากับอีกฝ่ายไม่ได้พบปะพูดคุยกันบ่อยนักและเหยียนเฉินก็ไม่ค่อยเข้ามาถามไถ่เื่ของหลินฉางชิง แต่หูเยาเยานั้นต่างออกไป เ้าตัวเล็กนี้ถ้าไม่ไปผจญภัยในูเาด้านหลังก็จะหมอบอยู่บนตักของหลินฉางชิงเพื่ออาบแสงแดดเหมือนตอนนี้
เวลาส่วนใหญ่ในหนึ่งวัน ความจริงแล้วนางจะติดสอยห้อยตามหลินฉางชิงตลอด ซึ่งทำให้หลินฉางชิงมีเพื่อนร่วมทางที่พึ่งพิงทางใจได้อย่างแท้จริงเพิ่มขึ้นมา
"มีเ้าตัวเล็กอยู่ที่นี่ วันที่เคยน่าเบื่อก็กลายเป็น่าสนใจขึ้นมาก ทำให้ข้านอกจากจะฝึกฝนแล้วยังมีกิจกรรมบันเทิงอื่น ๆ เพิ่มขึ้นด้วย" หลินฉางชิงกล่าวอย่างเนิบนาบ
ชีวิตเช่นนี้ ช่างมีความสุขยิ่งนัก
ในขณะที่เขากำลังคิดเช่นนั้น...
ฟึ่บ!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นแ่เบาที่ข้างหูของหลินฉางชิง
แม้เสียงนี้จะเบาบาง แต่หลินฉางชิงมีประสาทการรับฟังที่ยอดเยี่ยม จึงจับสัญญาณนั้นได้อย่างแม่นยำ
"มีคนมางั้นหรือ?" เขาลุกขึ้นนั่ง มองไปยังทิศทางที่เสียงดังมาแล้วพึมพำ
"จะเป็ใครกัน?" หลินฉางชิงรู้สึกสงสัยเป็อย่างยิ่ง
ต้องรู้ว่าหอคอยผนึกมารทีู่เาด้านหลังแห่งนี้ในสำนักชูซานถือเป็พื้นที่ต้องห้าม ดังนั้นหลินฉางชิงจึงอดสงสัยในตัวตนของผู้ที่มาไม่ได้
เขาสามารถััได้ถึงกลิ่นอายสายหนึ่งที่กำลังใกล้เข้ามา แต่ในชั่วขณะนั้นกลับยากที่จะตัดสินว่ากลิ่นอายนี้เป็ของใคร
ผ่านไปไม่นาน แม้แต่หูเยาเยาที่อยู่ในอ้อมกอดก็ยังััได้ถึงกลิ่นอายของอีกฝ่าย ทำให้เ้าตัวเล็กชูคอขึ้นมองไปทางนั้นพร้อมกับหลินฉางชิง แววตาเริ่มเปลี่ยนเป็ระแวดระวัง
"เด็กดี ไม่เป็ไร" หลินฉางชิงลูบหัวเ้าตัวเล็กแล้วกล่าวเสียงเบา
บนตัวของหูเยาเยาไม่มีไอปีศาจ ดูเหมือนเป็เพียงจิ้งจอกธรรมดาตัวหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนนอกเห็น และดูเหมือนว่าเ้าตัวเล็กจะไม่มีท่าทีอยากจะหนีไปไหน ยังคงซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของหลินฉางชิง
หลังจากถูกลูบหัว ร่างกายที่เคยเกร็งเล็กน้อยของหูเยาเยาก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง เพียงแต่นางยังคงซ่อนร่างกายทั้งหมดไว้ โดยโผล่ออกมาเพียงแค่หัวเท่านั้น
ไม่นาน กลิ่นอายนั้นก็มาถึงบริเวณหอคอยผนึกมาร และหลินฉางชิงดูเหมือนจะเดาตัวตนของผู้ที่มาได้แล้ว เขายืนขึ้น ประจวบเหมาะกับที่บนท้องฟ้ามีร่างที่เหยียบกระบี่บินกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
"ศิษย์น้องชิงเสวี่ย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ" หลินฉางชิงเงยหน้าขึ้นกล่าวกับอีกฝ่าย
ผู้ที่มาก็คือลั่วชิงเสวี่ย
นับั้แ่พบกันครั้งก่อน ลั่วชิงเสวี่ยบอกหลินฉางชิงว่าจะไปฝึกฝนเพื่อทะลวงระดับ เขาก็ไม่ได้พบกับนางอีกเลย ครั้งนี้จึงเป็ครั้งที่สอง
"ศิษย์พี่!"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินฉางชิง ลั่วชิงเสวี่ยก็โบกมือตอบกลับเช่นกัน นางถึงกับะโลงมาจากกระบี่บินโดยตรงและโผเข้าสู่อ้อมกอดของหลินฉางชิงทันที โชคดีที่ระยะไม่สูงนัก อีกทั้งลั่วชิงเสวี่ยมีรูปร่างบอบบางและวงแขนของหลินฉางชิงก็มีกำลังจึงรับนางไว้ได้อย่างมั่นคง
"ศิษย์พี่ไม่ได้เจอกันนาน ข้าคิดถึงท่านมาก!"
ลั่วชิงเสวี่ยซบหัวลงบนหน้าอกของหลินฉางชิงแล้วถูไปมา น้ำเสียงมีแววออดอ้อนอยู่หลายส่วน
เมื่อมองดูเด็กสาวในอ้อมกอด หลินฉางชิงก็ยื่นมือออกไปลูบหัวนาง
นับจากครั้งสุดท้ายที่เขาพบกับลั่วชิงเสวี่ย เวลาผ่านไปหนึ่งปีกับอีกสี่เดือน เด็กสาวคนนี้อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจึงเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า ลั่วชิงเสวี่ยที่เคยสูงเพียงระดับหน้าอกของหลินฉางชิง บัดนี้สูงเกือบจะถึงคางของหลินฉางชิงแล้ว
"ชิงเสวี่ย เ้าสูงขึ้นนะ" หลินฉางชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"ดูเหมือนว่าระดับพลังจะก้าวหน้าขึ้นไม่น้อยด้วยใช่หรือไม่?" เขาถามต่อ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลั่วชิงเสวี่ยจึงเงยหน้าขึ้นจากอ้อมกอดของหลินฉางชิงแล้วพยักหน้า
"เดิมทีท่านอาจารย์วางแผนให้ข้าบรรลุขั้นสร้างรากฐานระดับชั้นฟ้าที่หกภายในสองปี แต่ข้าใช้เวลาเพียงหนึ่งปีสามเดือนก็ทำสำเร็จแล้ว! ศิษย์พี่ ข้าเก่งมากใช่หรือไม่?" ลั่วชิงเสวี่ยถามพร้อมรอยยิ้ม น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ดูราวกับนกยูงตัวน้อยที่ได้รับชัยชนะและเปล่งประกาย
เด็กสาวตรงหน้าทำราวกับกำลังนำของล้ำค่ามาอวด ทว่าในดวงตากลับแสดงออกอย่างชัดเจนว่าโหยหาคำชมจากหลินฉางชิงยิ่งนัก