อาศรมเจ็ดวิหค หากเปรียบไปแล้วในดินแดนชมพูทวีปอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ก็คงนับได้ว่าเป็เพียงอาศรมระดับสามที่ตั้งอยู่ชายขอบป่าหิมพานต์เท่านั้น จำนวนผู้พำนักบำเพ็ญตบะในอาศรมแห่งนี้มิเคยมีมากมายมาแต่ไหนแต่ไร และนับวันก็ยิ่งเบาบางลงประดุจสายหมอกยามต้องแสงสุริยา
เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้อาศรมแห่งนี้ไม่รุ่งเรืองเท่าที่ควร นั่นคือการเลือกเดินบนเส้นทาง “สัตวพะเนียดบำเพ็ญ” หรือการฝึกปราบและควบคุมสัตว์หิมพานต์นั่นเอง ในสายตาของผู้บำเพ็ญตบะส่วนใหญ่ การเป็ผู้ควบคุมสัตว์นั้นช่างไร้เสน่ห์และห่างไกลจากความรุ่งโรจน์นัก หากเทียบกับ สายพระขรรค์จักรวุธ ที่กวัดแกว่งอาวุธทิพย์เหาะเหินเดินอากาศได้อย่างสง่างาม หรือ สายมหาอุตม์ ที่ฝึกปรือร่างกายจนคงกระพันชาตรี หนังเหนียวดุจแรดพนาศูร ป้องกันได้ทุกศาสตราวุธ และยิ่งไม่ต้องไปเทียบกับ สายเลขยันต์พันธนา หรือ สายปรุงสรรพยา (สายโอสถทิพย์) ที่สามารถสร้างรายได้เป็กอบเป็กำจากการขายวัตถุมงคลและยาอมฤต
นอกจากนี้ เกณฑ์การเข้าสู่สายสัตวพะเนียดบำเพ็ญนั้นสูงลิบลิ่ว ความเก่งกาจของผู้บำเพ็ญสายนี้ผูกติดอยู่กับความแข็งแกร่งของสัตว์ที่ หากมิตรงตามตำราหรือมิอาจกำราบสัตว์ป่าระดับสูงได้ ต่อให้มีตบะสูงส่งเพียงใด ก็อาจพ่ายแพ้ให้กับผู้บำเพ็ญ สายปรุงสรรพยา (สายโอสถทิพย์) ระดับเดียวกันได้โดยง่ายด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้เอง อาศรมเจ็ดวิหค จึงมิเคยมีศิษย์ใหม่ก้าวเท้าเข้ามาสมัครเลยตลอดสิบปีที่ผ่านมา! หากสถานการณ์ยังคงเป็เช่นนี้ต่อไป อาศรมที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่งนี้คงต้องกลายเป็อาศรมแรกในชมพูทวีปที่ต้องล่มสลายลง เพียงเพราะ "ขาดแคลนบุคลากร" อย่างน่าอดสู
ทว่า เมื่อ พ่อครูชัยชนะ เ้ารองแห่งอาศรมผู้เคร่งขรึม ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของ "ศิลาเนตรทิพย์" และแอปพลิเคชัน "ข่ายใยมนตรามหาละลวย" จากคำบอกเล่าของ มานพ ศิษย์พี่ใหญ่ ประหนึ่งแสงสว่างจากพระอาทิตย์ยามเช้าได้สาดส่องเข้ามาในหัวสมองของเขา ความคิดอันบรรเจิดพลันวาบขึ้นมาในจิตที่เคยสงบนิ่งด้วยฌานสมาบัติ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา... คณะศิษย์อาศรมเจ็ดวิหคก็นำโดยพ่อครูชัยชนะ ผู้ประทับลงบนหลัง นกเค้าเพลิงสลาตัน สัตว์พาหนะคู่บารมี พุ่งทะยานผ่านมวลเมฆเข้าสู่ขอบเขตของ เมืองหินแก้ว ซึ่งเป็เมืองการค้าที่ใกล้ที่สุด
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเมืองหินแก้วอันโอ่อ่า คณะของอาศรมเจ็ดวิหคถึงกับต้องยืนตะลึงงันกับภาพที่เห็นตรงหน้า! รอบกายของพวกเขาเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญตบะและชาวเมืองที่เดินกันขวักไขว่ แต่สิ่งที่แปลกตาไปคือ ในสิบคนนั้นจะมีอย่างน้อยเจ็ดคนที่ถือ "ศิลาเนตรทิพย์" ไว้ในมือ พวกเขาต่างเดินก้มหน้าก้มตา นิ้วหัวแม่มือปัดหน้าจอขึ้นลงอย่างเมามัน บางคนก็หัวเราะออกมาดังลั่น บางคนก็ขมวดคิ้วเคร่งเครียด บางคนถึงกับทำหน้าร้องไห้สลับกับยิ้มกริ้มประหนึ่งคนเสียสติ
"ฮิฮิ ดูสิ... นางอัปสรยุพิน อัปโหลดนิมิตวิดีโอใหม่อีกแล้ว ท่ารำศิวะนาฏราชในชุดผ้าสไบพริ้วไหวนี่ช่างตราตรึงใจข้านัก!" ชายหนุ่มผู้บำเพ็ญคนหนึ่งพึมพำพลางจ้องหน้าจอตาไม่กระพริบ "หึ! เ้ามันตาถั่ว ถ้าจะดูนางรำ ต้องยกให้ แม่หญิงบงกช แห่งสำนักบัว์สิ ของจริง!" สหายข้าง ๆ ค้านขึ้นมา "พวกเ้ายังเยาว์วัยนักสหายธรรม... หากพวกเ้ามีอายุเพิ่มขึ้นอีกซักสองสามร้อยปีเหมือนข้า พวกเ้าจะรู้ซึ้งว่า เทพธิดารัศมีดาว ต่างหากที่เป็ความงามอันแท้จริง" ผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินผ่านมาพร้อมปัดหน้าจอศิลาเครื่องสีทองหรูหรา "เอ้อ... ข้าอยากรู้จังว่าชุดที่ แม่นางรีลี ใส่ในนิมิตนั้นเขาเรียกว่าชุดอะไร ช่างดูแนบเนื้อเน้นทรวดทรงยั่วยวนตาดีนัก ข้าอยากจะซื้อไปให้แม่บ้านที่บ้านใส่บ้างจัง" "เขาเรียกว่า ชุดกี่เพ้า มั้งท่าน เป็แฟชั่นมาจากแคว้นแดนไกลที่กำลังฮิตในข่ายใยมนตราตอนนี้เลย!"
เสียงสนทนาเ่าั้ดังเข้าหูคณะอาศรมเจ็ดวิหคไม่ขาดสาย แต่มิใช่เพียงเื่บันเทิงเริงรมย์เท่านั้น เพราะหัวข้อสนทนาถัดมากลับทำให้พวกเขาต้องหูผึ่ง
"เฮ้ย! ดูนี่สิ อาศรมเลขยันต์์ นี่มันช่างเลวร้ายนัก! ศิษย์สายนอกได้รับเบี้ยเลี้ยงแค่เดือนละ 300 แก้วมณีรัตน์ แต่พวกอาจารย์รองกลับหักหัวคิวไปครึ่งหนึ่งเชียวนะ! พวกมันช่างใจดำปานั์ปานมาร หากมิได้ศิษย์คนนี้แฉในข่ายใยมนตรา พวกเราคงถูกหลอกไปสมัครเรียนที่นั่นแน่ ๆ" "ใช่แล้ว... ข่ายใยมนตรามหาละลวย นี่ช่างสะดวกสบายนัก เื่ราวที่เกิดขึ้นไกลนับพันโยขน์ เราก็สามารถรู้ได้ในชั่วอึดใจเดียว!" "จริงที่สุด! เมื่อวานข้ายังเห็นนิมิตที่มีคนแอบถ่ายเมียข้าเดินช้อปปิ้งอยู่กับชายอื่นที่เมืองบาดาลเลย! ถ้าไม่มีแอปนี้ ข้าคงถูกสวมเขาเป็ควายธนูไปอีกนาน!"
เมื่อเห็นสีหน้าของเหล่าผู้บำเพ็ญและได้ยินบทสนทนาที่เผ็ดร้อน พ่อครูชัยชนะที่เดิมทีมีใบหน้าเฉยชาประดุจรูปสลัก ก็เริ่มเปลี่ยนสีหน้าไปมา ความเข้าใจในอานุภาพของ "ข่ายใยมนตรา" เริ่มหยั่งรากลึกลงในจิตใจของเขา ขณะนั้นเอง ดาบสพเนจร ผู้หนึ่ง ซึ่งมีระดับตบะเพียงขั้น "เด็กฝึกหัด" (ฌานสมาบัติขั้นต้น) ก็เดินตรงเข้ามาหาพวกเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง
"ประทานโทษขอรับท่านครู... พวกท่านคงเดินทางมาจากแดนไกล เพื่อมาตามหาซื้อ ศิลาเนตรทิพย์ ใช่หรือไม่?" "ท่านรู้ได้อย่างไร?" พ่อครูชัยชนะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวานทว่าแฝงไปด้วยความประหลาดใจ "โถ่ท่าน... ยามนี้ผู้บำเพ็ญต่างถิ่นที่เหยียบเข้าเมืองหินแก้ว ร้อยละแปดสิบก็มุ่งมาซื้อศิลากันทั้งนั้นแหละขอรับ แล้วดูพวกท่านสิ เดินตัวเปล่าเล่าเปลือยไม่มีศิลาเนตรทิพย์ในมือเลยสักเครื่อง ใครเห็นก็รู้ว่าท่านยัง 'ตกเทรนด์' อยู่!"
"แน่นอนสิท่าน! ข้าไม่รู้ว่าที่อื่นเป็อย่างไรนะ แต่ที่เมืองหินแก้วแห่งนี้ หากท่านเดินสวนกับใครแล้วไม่มีศิลาเนตรทิพย์พกติดตัว ท่านจะอายจนแทบอยากมุดแผ่นดินหนีเลยขอรับ แม้แต่ท่านเ้าเมืองหรือเหล่าพระฤๅษีที่บำเพ็ญตบะอยู่ในถ้ำมานับร้อยปี ตอนนี้ยังต้องออกมาต่อคิวซื้อศิลากันให้พรึบ!"
"ท่านไม่เข้าใจหรอก..." ดาบสพเนจร ควักศิลาของตนออกมาโชว์ "ลำพังแค่การดูนิมิตวิดีโอสั้นในข่ายใยมนตรา ท่านก็สามารถล่วงรู้ความเป็ไปได้ทั่วทั้งชมพูทวีปแล้ว!" เขาปัดนิ้วขึ้น หน้าจอพลันปรากฏภาพนางอัปสรในชุดเครื่องทรงที่ดูแปลกตา (ชุดนักเรียนนานาชาติ) กำลังร่ายรำ "ดูนี่สิ! นี่คือสิ่งที่ข้าเพิ่งเห็น... มีผู้บำเพ็ญพเนจรแอบถ่ายภาพถ้ำลับของพระฤๅษีโบราณที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมาที่อ่าวพญานาคในทะเลใต้! เมื่อก่อนคงใช้เวลาเป็แรมเดือน แต่ตอนนี้ล่วงรู้ได้ทันท่วงที!"
เขายังแสดงนิมิตข่าวการปะทะกันของ สำนักจักรวาลวิสุทธิ์ กับ สำนักดุลยภาพมหาจักร ที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ให้ดู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของการสื่อสารที่ไร้ขีดจำกัดอย่างชัดเจน "และที่สำคัญที่สุดคือท่านสามารถใช้ศิลานี้ติดต่อกับสหายธรรมทางไกล ส่งภาพ ส่งนิมิตหากันได้ประหนึ่งนั่งอยู่ตรงหน้า!"
หลังจากร่ายยาวจนจบ ดาบสพเนจร ก็หยิบกล่องไม้ขนาดใหญ่มาจากย่ามวิเศษ เมื่อฝากล่องถูกเปิดออก ศิลาเนตรทิพย์หลายสิบเครื่องก็ปรากฏต่อสายตา
"เหล่าท่านผู้เจริญ ซื้อไปเถิดขอรับ ศิลาทุกเครื่องได้รับการรับรองจาก ศาลาจตุรสมุทร ข้ามีใบรับประกันอักขระมนตรากำกับทุกเครื่อง ยิ่งไปกว่านั้น หากท่านซื้อตอนนี้ ข้าจะแถม 'ซองหนังแรดมหาอุด' สำหรับใส่ศิลาให้ด้วย!"
ถึงตอนนี้ มานพและคนอื่น ๆ ถึงได้เข้าใจว่าที่ ดาบสพเนจร ผู้นี้บรรยายสรรพคุณเสียยืดยาว ก็เพื่อจะขายนั่นเอง! พ่อครูชัยชนะนิ่งเงียบพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
"ถ้าเช่นนั้น... เอามาให้เราเจ็ดเครื่อง" ดาบสพเนจร ฉีกยิ้มกว้าง "เรียบร้อยขอรับ! ทั้งหมดรวมเป็เงิน 140 แก้วมณีรัตน์ ขอรับผม!" พ่อครูชัยชนะหยิบถุงบรรจุแก้วมณีรัตน์ส่งให้ดาบสพเนจรโดยมิได้ลังเล
มานพทำท่าจะอ้าปากทักท้วงเื่ราคาที่ดูจะแพงกว่าป้าย พ่อค้าตาไวรีบชิงตัดบททันที "แหะ ๆ ท่านพี่ ยามนี้ ศาลาจตุรสมุทร เขาจำกัดการขายแค่หนึ่งแสนเครื่องต่อวันเท่านั้น ส่วนใหญ่โดนพวก 'นักปั่นราคา' เหมาไปหมดแล้ว ข้าขายราคานี้ถือว่าถูกดุจได้เปล่าแล้วขอรับท่าน!" พูดจบเขาก็รีบปิดกล่องแล้วเดินลิ่วไปหาลูกค้ากลุ่มอื่นทันที
ขณะเดียวกัน พ่อครูชัยชนะที่ได้รับศิลามาแล้ว ก็เริ่มหยิบขึ้นมาพินิจพิจารณาอย่างตั้งใจ ฌานสมาบัติขั้นสูงของเขาทำให้เขาััได้ถึงการไหลเวียนของ กระแสพลังตบะ ในเครื่องศิลานี้ ด้วยคำแนะนำเบื้องต้นของมานพและการหยั่งรู้ของตนเอง พ่อครูชัยชนะพลันตัดสินใจบางอย่างออกมา
"มานพ... เ้ามีความคิดอย่างไร หากพวกเราจะสร้าง 'บัญชีนิมิต' ขึ้นมา เพื่อเผยแผ่ชื่อเสียงของอาศรมเจ็ดวิหค เหมือนอย่างที่ มุนีอัคนีนาคา เขาทำกัน?" มานพดวงตาก็ลุกวาว "ท่านอาจารย์รองคิดจะทำรีวิวสัตว์หิมพานต์หรือครับ!" พ่อครูชัยชนะขยับยิ้มลึกลับ "มิใช่แค่รีวิว... เราจะทำให้คนทั้งชมพูทวีปได้รู้ว่า การฝึกนกเค้าเพลิงสลาตันนั้นมันเท่และเร้าใจเพียงใด! และเมื่อมียอดผู้ติดตามถึงเกณฑ์... เราจะเปิด 'ตะกร้าสุวรรณ' ขายคอร์สฝึกสอนสัตว์พาหนะและขายไข่นกอสูรของอาศรมเราทางออนไลน์!"