ตอนที่ 18 ฉิวเฉียด
หวังฮุ่ยผู้เป็อิงจงฮ่องเต้ถึงกับกริ้วจนพระโอษฐ์สั่นระริกเมื่อรู้ว่าแผนสังหารเสวียนฮองเฮาล่มไม่เป็ท่า ฮ่องเต้หนุ่มบัดนี้ดูกองศพที่ตายเกลื่อนกลาดในตำหนักด้วยเพลิงโทสะอันคุโชน พระองค์ไม่คาดคิดเลยว่าสตรีที่เป็เพียงลูกพลับนิ่มในสายพระเนตรของพระองค์มาตลอดนั้นจะซ่อนเขี้ยวเล็บอันแสนน่าสพรึงกลัวไว้ถึงเพียงนี้
มีไส้ศึกของผิงซีอ๋องอยู่ในวังหลวง มีนักฆ่าระดับยอดฝีมืออยู่ปลายจมูกพระองค์ถึงเพียงนี้แต่เหตุไฉนพระองค์จึงไม่เคยระแคะระคายเื่นี้มาก่อนเลย ผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่เป็ถึงองครักษ์ที่น่าจะเป็มือเท้าขององค์ฮ่องเต้กลับเป็ผู้ทรยศเสียเอง แล้วต่อไปนี้จะไปไว้วางพระราชหฤทัยกับใครได้!
จางกุ้ยเฟยที่ติดตามพระองค์มาด้วยก็ถึงกับเป็ลมล้มพับไปเมื่อเห็นซากศพที่ตายอย่างน่าสยดสยองระเนระนาดในตำหนักฮองเฮา เืไหลนองจนเจิ่งพื้น ผู้ใดย่างก้าวก็จะแว่วเสียงของน้ำโลหิตดังดุจย่ำน้ำท่วม ขันทีบางคนถึงกับต้องอาเจียนเมื่อเห็นเครื่องในของศพมากมายที่ทะลักออกมากองข้างนอก
“พวกเ้าขันทีที่อยู่ในนี้มัวทำอะไรอยู่! เหตุไฉนไม่สู้ตาย ปล่อยให้พวกมันกระทำการอุกอาจจนถึงเพียงนี้”
“กราบทูลฝ่าา พวกกระหม่อมต้องเอาชีวิตรอดเพื่อมาแจ้งข่าวร้ายให้ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ เ้ามีหน้าที่ต้องดูแลทุกเื่ที่เกิดขึ้นในตำหนักใน พวกเ้าต้องอารักขาพระราชฐานชั้นใน องครักษ์ผู้เดียวก่อฏเ้าไม่สู้ตายมิพอ ยังมีหน้าเอาหน้าชั่วๆ ของเ้ามาหาข้าอีกงั้นรึ?” หวังฮุ่ยตะคอกใส่ขันทีเ่าั้ “แล้วเป็อย่างไร พอข้ารู้ตัวอีกครั้ง มันวิ่งเตลิดออกไปนอกกำแพงวังแล้ว พวกเ้าเสพสุขสบายด้วยเบี้ยหวัดของข้า แต่เ้ากลับมีหน้าปล่อยให้พวกมันหนีรอดงั้นหรือ? การมาแจ้งข่าวของพวกเ้ามีประโยชน์อันใดกับข้า? เ้าตอบข้ามาซิ”
“กระหม่อมสมควรตาย ฝ่าา พวกกระหม่อมสมควรตาย” เหล่าขันทีที่หนีเอาชีวิตรอดจากคมดาบของผางเยว่ก็พากันร้องระงมเมื่อรู้ว่าฮ่องเต้ทรงกริ้วยิ่งนัก
“ทหาร! เอาพวกขันทีสวะพวกนี้ไปหักแขนหักขาแล้วเอามันไปแขวนตากแห้งบนกำแพงเมืองจนตายอย่าให้ใครเอาเป็เยี่ยงอย่าง”
“ฝ่าา โปรดประทานอภัยให้พวกกระหม่อมด้วย ฝ่าา....” เหล่าขันทีต่างร้องไห้ใเมื่อรู้ว่าโทษทัณฑ์ของตัวเองนั้นคือการปล่อยทิ้งให้ตายอย่างช้าๆ และทุกข์ทรมาณ เหล่าทหารองครักษ์เมื่อได้ยินรับสั่งก็รีบคุมตัวเหล่าขันทีสิบกว่าชีวิตที่ยังรอดชีวิต
“ท่านเสนาบดีหลี่”
“พ่ะย่ะค่ะ” หลี่ต้งผู้เป็อัครมหาเสนาบดีก็รีบรับคำ
“ผู้ที่ก่อฏคือใคร?”
“ตอนนี้กระหม่อมรู้เพียงว่ามันชื่อผางเยว่พ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้กระหม่อมให้คนของกระหม่อมไปสืบประวัติมันเพิ่มเติมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“แซ่ผางงั้นหรือ? ข้าสงสัยว่ามันเป็คนของผิงซีอ๋องน่ะสิ”
“...” หลี่ต้งไม่ตอบประการใด “นายพลจงอี้ออกคำสั่งปิดประตูเมืองทั้งแปดด้านไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วได้ตัวมันหรือไม่”
“ฝ่าารอฟังข่าวดีเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วมีทหารองครักษ์ที่รอดตายเหมือนเ้าขันทีพวกนี้อีกหรือไม่”
“ราวสามสิบคนพ่ะย่ะคะ”
“เอาเ้าพวกนั้นไปปะาด้วยวิธีเดียวกันหมด แล้วทหารองครักษ์ในวังหลวงทั้งหมดก็เอาไปตัดหัวปะาสิ้นทุกคนด้วย ข้ามั่นใจเหลือเกินว่าต้องมีใครสักคน ที่เป็คนของผิงซีอ๋องแฝงกายเป็ไส้ศึกอยู่ในหมู่เ้าพวกนี้อีกแน่นอน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ต้งเพียงแค่รับคำ พลางนึกในใจว่าพวกทหารองครักษ์ที่เพิ่งลากตัวขันทีเ่าั้ไปสำเร็จโทษ ก็มีปลายทางคือโทษปะาเช่นกัน ต่างแต่เพียงว่าเหล่าทหารองครักษ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่นั้นถูกตัดหัวตายเร็วหน่อยเท่านั้น ส่วนขันทีองครักษ์ในตำหนักในก็ดี ทหารองครักษ์เวรยามรอบตำหนักก็ดี หากรอดชีวิตจากคมดาบของฏผู้นั้นก็ย่อมถูกฮ่องเต้เอาโทษถึงตายด้วยวิธีทรมาณทั้งสิ้น ด้วยถือว่ามิเป็ใจทำราชการขี้ขลาดตาขาวเอาตัวรอด
“ถ้านังผู้หญิงคนนั้นหนีรอดได้ล่ะก็....ข้าคงต้องประเมินทหารในเมืองหลวงใหม่ทั้งหมด”
“ฝ่าาทรงวางพระทัยเถิด ตอนนี้ท่านกงซุนเหลิ่งอ้าวคงจัดการโจรฏได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
หวังฮุ่ยขมวดคิ้ว
“เขาผู้นั้นคือผู้ที่รำทวนพระจันทร์เสี้ยวถวายพระองค์เมื่อปีที่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ ข้าจำได้ ทหารที่ใส่เกราะแดง ผู้สะบัดทวนที่หนักถึงห้าสิบจินได้ว่องไวจนข้ามองตามมิทันใช่หรือไม่”
“ถูกต้องพ่ะย่ะคะ มิเพียงเท่านั้น น้องชายเขากงซุนตู้ยังเพลงทวนธนูอันพิสดารนัก ฝีมือธนูบนหลังม้าก็ทั้งแคล่วคล่องและแม่นยำ ต่อให้เ้าขบถผางเยว่ผู้นั้นฝีมือดีเพียงใดหาได้คณนามือคนทั้งสองแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ต้งพยายามอวดอ้างสรรพคุณของทหารอารักขาเมืองหลวง เพื่อที่จะให้เพลิงพิโรธขององค์ฮ่องเต้บรรเทาลง
“ก็ดี....งั้นข้าจะคอยดู”
หลี่ต้งเหงื่อตก ความกลัดกลุ้มก็โป่งพองอัดแน่นอยู่ข้างในใจแม้นว่าจะแสร้งปั้นสีหน้าเป็ปกติแล้วก็ตาม เพราะหากว่าการจับตัวผู้ฏครั้งนี้ล้มเหลว นั่นก็แปลว่า กลุ่มอำนาจของสกุลหลี่ของเขาในราชสำนักก็จะง่อนแง่นลงทันที นายพลจงอี้ที่มีหน้าที่รักษาพระนครก็เป็พรรคพวกของเขา แม้ว่าหลี่กุ้ยเฟยบุตรสาวของเขานั้นจะเป็ที่โปรดปรานเพียงใด แต่หากเื่นี้ล้มเหลว องค์ฮ่องเต้ย่อมคาดโทษพวกเขาเป็แน่
แผนการใส่ร้ายเสวียนฮองเฮานั้น...ก็หลี่กุ้ยเฟยบุตรสาวเขามิใช่หรือที่เป็ผู้เสนอ ตอนนี้อำมาตย์หลิวคงกำลังนั่งหัวเราะอยู่กระมัง
หลี่ต้งได้แต่ฝากอนาคตของตนเองไว้ที่สองพี่น้องตระกูลกงซุนนั่นแล้ว....
“เคร้งงงงง”
กงซุนเหลิ่งอ้าวตกตะลึง เมื่อเ้าผู้นี้มิเพียงปัดเกาทัณฑ์ของน้องชายเขาทันได้มิพอ ยังสามารถเอาทวนของมันมาปัดเอาทวนพระจันทร์เสี้ยวที่เล็งแทงไปยังหน้าอกของมันได้ ไม่เคยมีผู้ใดหาญกล้าใช้วิธีนี้กับเขามาก่อน ทวนที่ชี้ตรงเล็งไปที่หน้าอกของข้าศึกนั้น พุ่งแทงเข้าไปหาด้วยความแรงของฝีเท้าม้าที่ตะบึงเข้าไป ถ้าหากไม่พุ่งหลบเอาตัวรอดก็ต้องตายเป็เหยื่อคมทวนเขาทั้งสิ้น
ม้าของสองนักรบวิ่งสวนกัน พร้อมกับเสียงของสองคมอาวุธที่กระทบกันจนดังลั่นดั่งสายฟ้าคำรณ ประกายไฟแลบแปลบปลาบบ่งบอกถึงความรุนแรงของการสัประยุทธ์
ไป๋อี้ตะบึงไปข้างหน้า เป้าหมายของผางเยว่ของนายทหารผู้ถือธนูผู้นั้นต่างหาก เขากระตุกบังเหียนสั่งให้ไป๋อี้ควบสุดฝีเท้า ภายในอึดใจ ปลายทวนของผางเยว่ก็ไปถึงกงซุนตู้ผู้ลั่นเกาทัณฑ์ใส่เขาเมื่อครู่
ฝีเท้าไป๋อี้ดุจเทพเซียน กงซุนตู้จึงได้แต่เพียงเบี่ยงตัวหลบคมทวนเท่านั้น ร่างกายเขาตกลงจากหลังม้าทันที แต่ผางเยว่ไม่ยอมเสียโอกาส กรายทวนสะบั้นขาเขาจนแหว่งวิ่นเกือบขาดทันที!
ไป๋อี้วิ่งผ่านไปสี่ห้าจั้ง อาชาสีขาวหมุนกลับตัวโดยเร็วแล้วก็ห้อตะบึงไปยังร่างรุ่งริ่งของนักรบขาขาดที่กองอยู่บนพื้น กีบเท้าหน้าของไป๋อี้ก็เหยียบย่ำลงไปที่กระโหลกศีรษะของมือเกาทัณฑ์ผู้ชะตาขาด
“โพละ!!” เสียงของกะโหลกมนุษย์แตกกระจายดังลั่น เนื้อในพุ่งกระจายดุจลูกแตงโมแตกไม่มีผิด
“เคร้งง!” เสียงคมทวนปะทะกันดังสนั่นอีกครา เสวียนฮวาได้แต่หลับตาด้วยเสียงนั้นดังจนนางแสบแก้วหู
และทวนสองเล่มก็ฟาดฟันใส่กัน ผู้หนึ่งสู้ด้วยการเอาชีวิตของตัวเองกับหญิงคนรักเป็เดิมพัน ส่วนอีกผู้หนึ่งนั้นทุ่มเทอย่างสุดชีวิตเพราะ้าแก้แค้นให้น้องชายตัวเอง ทวนพระจันทร์เสี้ยวนั้นไม่ได้เล็งแค่ชีวิตของชายผู้ฏแต่ยังหมายเอาชีวิตของหญิงที่อยู่ข้างหลังเขานั้นอีกด้วย แต่ก็มิอาจกร้ำกรายเสวียนฮวาได้แม้นแต่ปลายผม
ถึงกงซุนเหลิ่งอ้าวจะฟาดฟันสุดแรง แต่ศัตรูของเขาหนนี้มีฝีมือมากกว่าเขาหลายเท่านัก สองทวนห้ำหันกันไม่กี่อึดใจ ในที่สุด นักรบในเกราะสีแดงก็ตกลงจากหลังม้า พร้อมกับแผลฉกรรจ์ของคมทวนที่เสียบทะลุเกราะหน้าอกของเขา
และครรลองสายตาที่กำลังจะมอดดับนั้นก็เห็นแต่ภาพของม้าสีขาวที่ควบตะบึงไปข้างหน้า และถ้าหากว่าเขาสามารถมองเห็นได้ชัดกว่านั้น เขาก็จะได้พบสายตาอันเศร้าสร้อยของหญิงงามบนหลังม้าที่หันหลังกลับมามองที่เขาและน้องชายด้วยความเห็นอกเห็นใจ
ไป๋อี้ตะบึงไปจนเกือบถึงประตูเจิ้งหยางแล้ว ประตูเมืองทั้งแปดล้วนทำมาจากท่อนซุงใหญ่สิบกว่าท่อน แต่ละอันก็ถูกยึดโยงกันด้วยไม้กระดานขนาดใหญ่จนกลายเป็ลูกกรงใหญ่ั์ ประตูไม้มหึมาพวกนี้ถูกเปิดขึ้นปิดลงทุกวัน คอยทำหน้าที่ขังคนไว้ในกำแพงเมืองตามเวลาอย่างเคร่งครัดมาหลายปี ตอนนี้มันกำลังถูกหย่อนลงมาช้าๆ ด้วยกลไกที่เหล่าทหารเฝ้าประตูกำลังช่วยกันหมุนฟันเฟืองให้ปิดประตูก่อนที่ผู้ฏจะหนีทัน
ผางเยว่ยังคงสั่งให้ไป๋อี้วิ่งไปข้างหน้าไม่หยุด เสวียนฮวาก็ทั้งใทั้งกลัว เพราะนางเห็นอยู่ชัดๆ ว่าประตูเมืองมันถูกหย่อนลงมาต่ำจนเหลือช่องให้คนก้มหัวเดินผ่านเท่านั้น
มือกอดร่างแกร่งของชายคนรัก เม้มเปลือกตาแน่นด้วยความหวาดผวา นางคิดไม่ออกว่าเขาจะพานางผ่านประตูนี้ไปได้อย่างไร
เหล่าทหารเฝ้าประตูก็มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าเขาสามารถกักตัวพวกฏทันท่วงทีเป็แน่ หากมันไม่ชักม้ากลับก็ต้องกระแทกประตูตายกันหมดอย่างแน่นอน
สุดท้าย...ทุกคนก็ได้แต่อ้าปากค้างประหนึ่งว่าหัวใจจะทะลักออกมาจากทางปาก เมื่อเห็นม้าสีขาวตัวนั้นมันย่อขาทั้งสี่ข้างลงได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่จะกระแทกประตูเมือง แล้วเอนกายไถลตัวพาคนทั้งสองลอดผ่านประตูเมืองที่กำลังจะปิดลงอย่างฉิวเฉียด
และเสวียนฮวาก็หนีพ้นเงื้อมมืออิงจงฮ่องเต้พ้นไปอีกคำรบหนึ่ง โดยที่ความมุ่งร้ายพระองค์ไม่อาจจะกร้ำกรายนางได้แม้นเพียงผมสักเส้นเดียว