เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 46 ภาพจำ

    บทที่ 46 ภาพจำ

     

            การเดินทางของคนในจวนตระกูลจ้าวจากเมืองหลวงสู่เมืองเว่ยผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยการคุ้มกันของทหารในชินอ๋องซึ่งนับว่าเป็นภาพที่ประหลาดไม่น้อยที่แม่ทัพแห่งแผ่นดินแห่งแคว้นฝูอย่างชินอ๋องและแม่ทัพหวงจือเหว่ยแห่งแคว้นลี่เดินทางไปพร้อมกับครอบครัวของกุนซือผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งในและนอกแคว้น

             

            หากแต่ตลอดการเดินทางนั้นระหว่างจ้าวซินเยว่และหวงจือเหว่ยมิได้มีบทสนทนากันสักคำทั้งสองคนล้วนเพียงมองหน้ากันแล้วหันไปทำหน้าที่ของตนเอง โดยที่หวงจือเหว่ยมักจะวางสายตาไว้ที่หญิงสาวอยู่เสมอล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในสายตาของผู้ร่วมทางทุกคน

             

            สายตาที่บุรุษผู้นี้มอบให้แก่น้องสาวของพวกเขานั้นมิได้มีภัยสิ่งใดล้วนแต่เป็นความรู้สึกที่ทุกคนล้วนเคยตกอยู่ในห้วงนั้น

             

            ส่วนหญิงสาวนั้นก็รู้ตัวดีว่ามีบุรุษผู้หนึ่งจ้องมองนางทุกการกระทำและตัวนางย่อมรู้ดีกว่าใครว่าสายตาเหล่านั้นมิได้มีความประสงค์ร้ายมีแต่ความเป็นห่วง เพราะยามที่นางต้องการความช่วยเหลือมักเป็นคนผู้นั้นที่เข้าถึงตัวนางเร็วกว่าใครจนเสี่ยวโยวและอาจิงรู้สึกราวกับถูกแย่งหน้าที่ไปเลย

             

            จนยามนี้มาถึงเรือนสกุลจ้าวที่เมืองเว่ย บุรุษผู้นั้นก็ยังไม่ได้แสดงท่าทีอะไรไม่แม้แต่จะเรียกร้องการต้อนรับเป็นพิเศษเพราะตนเป็นคนสำคัญเขาล้วนทำตัวราวกับเป็นคนธรรมดาผู้หนึ่ง พูดคุยกับคนทุกคนอย่างไม่ถือตัวแม้แต่กับอาจิงหรือเสี่ยวโยวเขาก็ไม่รังเกียจที่จะพูดกับพวกนางแม้ทั้งสองคนจะมองหวงจือเหว่ยไม่ดีก็ตาม

             

            "แม่ทัพหวงพักได้ใช่หรือไม่"จ้าวชางชิงแม่ทัพตะวันออกที่ออกมารับแขกขณะที่คนอื่นๆกำลังเตรียมการการไหว้บรรพบุรุษเอ่ยถามหวงจือเหว่ย

             

            ห้องพักที่ว่าคือห้องรับรองในเรือนของจ้าวซินเยว่แทนที่จะเป็นเรือนรับรองอื่นๆเพราะยามนี้คนสกุลจ้าวทั่วทั้งแคว้นต่างมารวมตัวกันห้องจึงไม่พอชายหนุ่มจำต้องไปพักที่นั่นอย่างช่วยไม่ได้

             

            "ข้านอนที่ใดก็ได้ขอบคุณแม่ทัพจ้าวที่เป็นห่วง" หวงจือเหว่ยประสานมือให้จ้าวชางหยางอีกฝ่ายก็ก้มลงเล็กน้อยรับ

             

            ส่วนจ้าวซินเยว่ล้วนอยู่เงียบๆมาตั้งแต่เริ่มพร้อมกับเสี่ยวโยวที่แสดงท่าทีอึดอัดส่วนอาจิงดูเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออกเพราะเจ้านายอยู่ตรงนี้กันเยอะ

             

            "หากแม่ทัพมีสิ่งใดขาดเหลือให้บอกข้าข้าจะให้บ่าวหามาให้"ในฐานะเจ้าของเรือนนางเองก็จำเป็นต้องต้อนรับขับสู้บุรุษผู้นี้อยู่บ้างชายหนุ่มร่างวูงจึงหันมายกยิ้มให้นางบางๆ

             

            "ขอบคุณท่านหญิงที่เป็นห่วง หวงจือเหว่ยผู้นี้นอนบนดินกินบนทรายมาตั้งแต่ยังเด็ก เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว"ชายหนุ่มแสดงความเกรงใจตามมารยาท

             

            "เช่นนั้นข้าก็ขอตัวไปดูแลเรื่องงานเทศกกาลกับท่านพ่อก่อนน้องสาวกับแม่ทัพเชิญตามสบาย"จ้าวชางชิงโค้งให้แขกผู้มีตำแหน่งสูงกว่าตนก่อนจะเดินออกไป เหลือเพียงเจ้าของเรือนแขก และบ่าวอีกสองคนเท่านั้น

             

            "พวกเจ้าไปพักเถอะส่วนนี้เบี้ยพิเศษให้พวกเจ้าเก็บไว้ไปเที่ยวเล่นในงาน หากไม่พอก็มาบอกข้า"จ้าวซินเยว่เตรียมเบี้ยพิเศษให้บ่าวของนางมากน้อยต่างกันไปส่วนสองคนนี้นางให้มากเสียหน่อย เพราะดูแลนางเกือบตลอดเวลาทั้งสองคนรับเบี้ยด้วยรอยยิ้ม

             

            "แล้วคุณหนูไปออกไปเที่ยวเล่นหรือเจ้าคะ"อาจิงถามซื่อๆ หญิงสาวจึงยิ้มเล็กๆ ให้บ่าวตัวน้อยของตน

             

            "พวกเจ้าไม่ต้องห่วงข้าหรอก"เพราะข้างๆ ห้องของนางคือแม่ทัพผู้กอบกู้ทั้งสองแคว้นเชียวนะคือประโยคที่จ้าวซินเยว่ไม่ได้กล่าว แต่นางใช้วิธีมองไปยังแม่ทัพผู้นี้เล็กน้อยก่อนจะหันมายิ้มให้บ่าวทั้งสอง

             

            "หากเจ้านายของพวกเจ้าจะออกไปไหน ข้าจะตามไปดูแลนางด้วยพวกเจ้าไม่ต้องห่วง" หวงจือเหว่ยเสริม

             

            หากแต่บ่าวทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างเข้าใจสายตาของทั้งสองคนต่างกล่าวถึงกันว่า 'แม่ทัพหวงน่ากลัวกว่าคนข้างนอกนั่นเสียอีก'

             

            "ข้าว่าไม่เป็นอะไรก็ไม่เป็นอะไรนี่เรือนสกุลจ้าวนะ เมืองเว่ยก็ถิ่นสกุลจ้าวคิดว่าคนข้างนอกนั่นจะกล้าทำอะไรข้าหรือ ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงข้า" เจ้านายพูดเช่นนั้นบ่าวทั้งสองคิดตามก็เห็นว่าเป็นความจริงจึงเบาใจ

             

            ทั้งสองคนโค้งทำความเคารพทั้งสองคนก่อนจะหันหลังหัวเราะคิกคักพูดคุยเรื่องานเทศกาลเสียแล้วนั่นทำให้จ้าวซินเยว่ยกยิ้มให้บ่าวทั้งสองอย่างช่วยไม่ได้

             

            "เช่นนั้นคุณหนูจ้าวช่วยพาข้าเที่ยวเล่นสักหน่อยจะได้หรือไม่"เสียงของบุรุษข้างกายนางเอ่ย ร่างบางหันไปตามเสียงก็พบกับรอยยิ้มบางๆ ของชายหนุ่ม

             

            บุรุษผู้นี้นึกว่าจะนิ่งๆ เงียบๆ ก็เกี้ยวสตรีเป็นเหมือนกันหรือข้าวซินเยว่คิดในใจ นางพยักหน้าเล็กๆ เป็นการรับปาก

             

            คงจะไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง

     

     

    ... ... ...

     

     

            จวนสกุลจ้าวมิได้ห่างจากถนนสายหลักมากและงานเทศกาลนี้ก็เป็นเทศกาลใหญ่งานหนึ่งของแคว้นไม่ว่าจะถนนเส้นไหนก็ล้วนแต่มีร้านรวงมากมายไม่ต่างจากครั้งก่อน สองหนุ่มสาวเลือกเดินมาจากจวนไม่นานก็ถึงเขตของงานเทศกาลยิ่งใหญ่แห่งนี้

             

            บรรยากาศเหล่านี้ทำให้หัวใจของจ้าวซินเยว่รู้สึกเบิกบานเป็นพิเศษคล้ายกับยามที่นางถูกพามายังโลกนี้มันเหมือนกับว่านางได้กลับมาที่บ้านของนางที่จากไปนาน

             

            "ท่านแม่ทัพอยากไปที่ใดเป็นพิเศษหรือไม่" บุรุษร่างสูงใต้หน้ากากที่เคยเป็นจุดสนใจกลับกลายเป็นกลมกลืนเพราะในงานเทศกาลนี้ผู้คนล้วนมีคนใส่หน้ากากต่างๆ เดินปะปนกันเป็นปกติร่างสูงที่เดินเคียงข้างหันมามองตามเสียงพลางทำท่าคิด

             

            "มีร้านเครื่องประดับพื้นเมืองหรือไม่"หวงจือเหว่ยถามขึ้น ส่วนหญิงสาวด้วยความที่เคยอยู่ที่นี่เป็นเวลาสั้นๆแต่ก็จำได้ว่าครั้งหนึ่งจ้าวชางชิงเคยพานางไปทำปิ่นจึงพยักหน้ารับหวงจือเหว่ยก่อนจะพาชายหนุ่มเดินเข้าถนนสายหลักที่มีร้านนั้นอยู่

             

            แม้ผู้คนจะมากแต่ก็ไม่มากเท่าในเมืองหลวงยามต้อนรับคนจากแคว้นลี่ทั้งสองคนจึงเดินถึงร้านด้วยเวลาอันสั้น

             

            "ยินดีต้อนรับๆ โอ๊ะคุณหนูจ้าวซินเยว่ใช่หรือไม่ ไม่ได้พบกันนาน ท่านงดงามขึ้นมากที่เดียว"เถ้าแก่เนี๊ยะทักขึ้น อีกฝ่ายจำได้เพราะนางคือน้องสาวของแม่ทัพจ้าวผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยอันเป็นที่นับหน้าถือตาหญิงสาวก็ยิ้มอย่างมีมารยาทก่อนที่เถ้าแก่เนี๊ยะจะถามต่อ

             

            "วันนี้คุณหนูให้เกียรติมาที่ร้านข้าต้องการสิ่งใดข้าจะหามาให้"

             

            "มิใช่ข้าหรอกเจ้าค่ะ เป็นสหายท่านนี้ข้าเพียงนำทางมาเท่านั้น" จ้าวซินเยว่กล่าวพลางผายมือไปยังหวงจือเหว่ยที่ยืนข้างๆ

             

            "เช่นนั้นก็เชิญเจ้าค่ะ"เถ้าแก่เนี๊ยะเชิญหวงจือเหว่ยเข้าไปส่วนตัวนางเลือกจะเดินดูของในร้านเพื่อรอให้ชายหนุ่มซื้อของเสร็จ

             

            ทั้งสองคนคุยธุระบางอย่างตัวนางไม่ได้สนใจมากนักมัวแต่สนใจเครื่องประดับในร้านนี้ ก็ยังคงงดงามไม่แพ้ที่เมืองหลวงหญิงสาวมีความคิดจะซื้อข้าวของเหล่านี้เพื่อเก็บไว้เป็นทรัพย์สินของตนอยู่บ้างเก็บไว้ในหลายๆ รูปแบบย่อยดีกว่า

             

            "รับเป็นสิ่งนี้นะเจ้าคะราคาเท่านี้ท่านรับได้หรือไม่" หญิงสาวได้ยินคำเหล่านั้นจากเถ้าแก่เนี๊ยะก็รู้ว่าหวงจือเหว่ยนั้นทำการซื้อของเกือบจะเรียบร้อย

             

            ร่างบางหันไปตามเสียงพอดีกับที่ชายหนุ่มล่วงแขนเสื้อเพื่อนำตำลึงทองมาจากในจังหวะที่ชายหนุ่มดังเอาถุงเงินออกมา ก็มีบางอย่างร่วงลงมาด้วยเป็นถุงหอมสีเข้มกับปิ่นไม้คุ้นตา คุ้นจนตัวนางยืนตัวตรงมองมันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามส่วนชายหนุ่มที่เห็นว่าของสิ่งนั้นตกก็ก้มลงไปเก็บโดยไม่ได้รับรู้ว่าการกระทำของตนเองอยู่ในสายตาของใคร

             

            ยามนี้ร่างกายของจ้าวซินเยว่แข็งทื่อโสตประสาทไม่ทำงานราวกับคนหูหนวกตาบอด นางกำลังคิดถึงถุงหอมนั่นนั่นมิใช่ของที่นางให้ไว้กับเฉินจือหานก่อนเขาจะออกไปตามล่าหลี่รุ่ยเต๋อหรอกหรือแม้มันจะดูเก่าลงไปมากแต่ด้วยฝีมือการปักของนางยามนั้นเรียกได้ว่าอ่อนหัดนักนางไม่มีทางที่จะจดจำมันได้ผิด

             

            'ปิ่นไม้ของข้าก็อยู่ที่มัน...' คำพูดของสตรีชุดแดงที่นางลืมไปแล้วก็พุดขึ้นมา

             

            แต่... พอมานึกถึงความเป็นไปได้ก็เกิดคำถามมากมายในหัวของนาง ทำไมเขาถึงมีมันเล่ามีความจำเป็นใดที่เขาต้องเก็บของของศัตรูไว้กับตัว? แล้วเขาเอามันมาจากเฉินจือหานได้อย่างไรในเมื่อการตายของเขาพี่ชายของนางพูดเองว่าไม่สามารถพบศพของเขาได้ เพราะศพของเขาถูกสายน้ำพัดหายไป

             

            อยู่ๆนางก็คิดถึงความเป็นไปได้ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมา...

             

            "ท่านหญิง"วินาทีที่ฝ่ามือของชายหนุ่มสัมผัสกับแขนของนางร่างบางก็สะดุ้งเฮือกพร้อมเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าของคนที่ไม่มีสติราวกับจมกับอะไรบางอย่าง

             

            นางคิดอะไรอยู่นะ จะเป็นไปได้ยังไง

             

            "เป็นอะไรหรือ"บุรุษตรงหน้าถามนางด้วยความเป็นห่วง

             

            "เปล่าเจ้าค่ะ เพียงใจลอยเท่านั้น"นางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อนางหรือไม่ เพราะหน้ากากนั้นมันปิดใบหน้าไว้เกือบครึ่งแต่เขาก็พยักหน้ารับ ก่อนจะยื่นบางอย่างให้นาง เป็นกำไลหยกเกลี้ยงสีแดงที่หายากดูท่าทางจะเป็นของมีราคามากชิ้นหนึ่งหญิงสาวมองของสิ่งนั้นด้วยสายตาสงสัยก่อนจะช้อนขึ้นไปมองอีกคน

             

            "อะไรหรือเจ้าคะ"

             

            "ท่านคงไม่อยากกลับเมืองหลวงไปมือเปล่าโดยไม่มีสิ่งใดไปถวายไทเฮาหรอกนะ"ชายหนุ่มเอ่ย อันที่จริงนางก็ไม่ได้คิดถึงเลย ไม่คิดเลยว่าคนคนนี้จะคิดแทนถึงขนาดนี้

             

            "ไม่เห็นจะต้องรีบเลย"เสียงหวานบ่นเล็กน้อย ยังไงก็ต้องอยู่อีกหลายวัน

             

            "งานเทศกาลย่อมมีของหายากจากต่างถิ่นต้องรีบซื้อไว้ก่อนถูกแล้ว อันนี้ของไทเฮาท่านนำไปมอบให้นาง ส่วนของท่านไว้ข้าจะหามาให้ทีหลัง"

             

            "เกี้ยวอยู่หรือเจ้าคะ"หญิงสาวขมวดคิ้วถาม ชายหนุ่มไม่ได้ตอบเพียงยกยิ้มเท่านั้น

             

            "ข้าได้ยินว่ามีเหลาสุราสำหรับสตรีข้าไม่ได้ร่ำสุรานานแล้ว ไปพักที่นั่นดีหรือไม่"จ้าวซินเยว่จ้องอีกฝ่าย ก่อนจะหยักหน้ารับพร้อมเก็บความสงสัยทุกอย่างไว้ในใจของตน

             

            จนกว่าจะกลับเมืองหลวงนางจะต้องรู้ให้ได้ว่าใบหน้าที่แท้จริงใต้หน้ากากนั่นแท้จริงคือหวงจือเหวยหรือใครกันแน่

     

     

    ... ... ...

     

     

            ร้านสุราขนาดเล็กบนถนนสายรองอันเป็นส่วนหนึ่งของร้านสุราข้างๆหากแต่การเปิดร้านสุราเล็กๆ และเน้นสุราชนิดอ่อนๆเป็นหลักให้เหมาะกับสตรีนั้นจะเปิดเฉพาะช่วงงานเทศกาลเท่านั้น

             

            ภายในร้านยังคงเน้นการตกแต่งให้สวยงาม เพื่อดึงลูกค้าสตรีและกลุ่มบัณฑิตให้มาจับกลุ่มคุยกันเป็นหลักเมื่อเดินเข้ามาด้านในก็เป็นกลุ่มบัณฑิตปะปนกับคู่รักหนุ่มสาวชายหญิงหลากหลายฐานะนั่งอยู่เป็นคู่ๆ เช่นเดิม

             

            "ไม่ทราบว่าคุณหนูกับใต้เท้าอยากนั่งตรงไหนเป็นพิเศษหรือไม่"เสี่ยวเออร์หนุ่มน้อยหน้าหวานเอ่ยถามทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มยังไม่ทันที่จ้าวซินเยว่จะคิดอะไรได้ทันอีกคนก็ตอบแทนเสียก่อน และเขายังพูดต่ออีก

             

            "ที่นั่งบนชั้นสองนั่นขึ้นไปได้หรือไม่"

             

            "ได้เลยขอรับ เชิญทั้งสองท่าน"

             

            เสี่ยวเออร์หนุ่มน้อยผายมือพลางเดินนำลูกค้าทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มสองหนุ่มสาวเองก็เดินตามไปโดยมีสตรีเดินก่อน บุรุษเดินปิดท้ายจนขึ้นมาชั้นสองที่ผู้คนไม่มากนัก จึงทำให้มีที่ว่างให้เลือกเยอะอาจเพราะนี่ยังเป็นช่วงจัดเตรียมงานเทศกาล ผู้คนยังไม่ค่อยมาทั้งสองคนจึงเหมือนได้ครอบครองชั้นสองเพียงลำพังเมื่อเด็กหนุ่มลงไปทำหน้าที่ของตัวเอง

             

            ที่แห่งนี้ก็ยังเหมือนปีก่อนไม่มีผิดบรรยากาศเดิมๆ อันแสนสงบท่ามกลางความวุ่นวายข้างล่างนั่น ทั้งสายลม แสงแดดและก้อนเมฆก็ยังคล้ายกันราวกับเวลาพึ่งจะผ่านไปไม่นานจะมีเพียงสิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือบุรุษที่นั่งอยู่ด้วยกันกับนาง

             

            หญิงสาวที่เคยสดใสร่าเริงในวันนั้นกลายเป็นสตรีที่ไม่เคยยิ้มออกมาอย่างมีความสุขในวันนี้พร้อมกับบุรุษตรงหน้า จากคนร้ายกาจที่เคยแกล้งนางให้นางหัวปั่นเป็นคนอื่นที่ดูลึกลับ สงบและเคร่งขรึมกว่าคนผู้นั้นหลายเท่า

             

            "ที่นี่สงบดีนะ"

             

            "ท่ามกลางความวุ่นวายข้างล่างนั่นก็สงบจริงๆ อย่างท่านว่า" เสียงหวานเอ่ยตอบก็จริงแต่เจ้าตัวกลับไม่ได้มองคู่สนทนา ใบหน้านางหันออกไปด้านนอกเพื่อมองผู้คนจากมุมบน

             

            ภาพตรงหน้าชายหนุ่มยามนี้คือสตรีที่งดงามมากทั้งใบหน้าสวย ผิวขาวละเอียดตัดกับผมดำขลับที่ช่วยเสริมใบหน้าของนางให้ดูโดดเด่นแม้นางจะแต่งแต้มใบหน้าอ่อนๆแต่ทุกอย่างกลับยิ่งดูส่งเสริมตัวนางมากขึ้น ทั้งชุดเรียบๆ ที่นางใส่ล้วนแล้วแต่ทำให้นางดูงดงามกว่าใครที่เขาเคยพบเจอมาตลอดชีวิต

             

            แต่สิ่งที่ทำให้จิตใจบุรุษเช่นเขารู้สึกเจ็บแปลบในอกคือดวงตาของนางคู่นั้นมันไม่ได้มีความเป็นประกายเช่นเด็กสาวอายุเท่าๆ กันกลับเป็นสายตาที่มองโลกอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรในนั้นมีแต่ความเศร้าสลับกับความว่างเปล่าแสดงว่าตัวนางต้องผ่านเรื่องที่เลวร้ายมาก่อน และตัวเองก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของเหตุการณ์เหล่านั้น

             

            ยามเมื่อพบนางอีกครั้งตอนที่ได้กลับมาที่ที่แคว้นฝูหัวใจของเขาสั่นผิดจังหวะ เขาแอบมองนางเช่นนี้จากที่ไกลๆ ที่งานแต่งชินอ๋องยามนั้นเขาเห็นเพียงรอยยิ้มของนาง ไม่อาจจะสังเกตแววตาได้ชัดเจน และเมื่อพบกันอีกครั้งที่งานเลี้ยงนั่นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเหมือนถูกกรีดหัวใจเพราะสายตาของนางช่าวดูเย็นชาและเศร้าหมอง ไร้ความสดใสเช่นก่อนๆ และมันค่อยๆกรีดเขาทีละนิดทุกๆ ครั้งที่เจอ

             

            และเขาก็รู้ดีว่าเพราะอะไรทำให้นางกลายเป็นเช่นนี้

             

            "เชิญทั้งสองท่านตามสบาย"เสี่ยวเออร์นำของที่สั่งมาวางบนโต๊ะอย่างครบถ้วนสตรีตรงหน้ายกมือบางเล็กที่ดูน่าจับต้องนั่นขึ้นมาจัดแจงจอกและเทสุราให้ทั้งเขาและตนเอง

             

            "เชิญเจ้าค่ะ" หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงเรียบโดยไม่ทันได้มองฝั่งตรงข้ามส่วนตัวเขานั้นก็คอยจับจ้องใบหน้าสวยนั้นด้วยสายตาแบบใดเขาเองก็ไม่อยากจะจินตนาการ

             

            "จ้าวซินเยว่" หากไม่นับเรื่องในคืนนั้นนี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มเรียกชื่อของนางตรงๆใบหน้าสวยเงยหน้ามองสบเข้าไปในดวงตาอีกฝ่ายตมสัญชาตญาณ ก่อนที่เขาจะเอ่ยต่อ"ข้าขอโทษ"

             

            หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสับสนในหัวใจเหตุใดหวงจือเหว่ยจำต้องมาพูดกับนางเช่นนี้ด้วยมีเรื่องอะไรที่เขาต้องขอโทษนางด้วยหรือ

             

            "เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ"เสียงหวานถามด้วยความอยากรู้จริงๆ เพราะท่าทางของอีกฝ่ายจ้องนางอย่างจริงจังแต่เขาก็ไม่พูดกลับในทันที มือหนายกจอกสุราที่นางคิดเขาแทบจะไม่รู้รสชาติขึ้นทีเดียวหมดจอกแล้วหันไปมองทางอื่นก่อนจะเปิดปากออกมา

             

            "แววตาของเจ้า มันทำให้ข้ารู้สึกสงสัยว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกมันถูกต้องหรือไม่"

             

            จ้าวซินเยว่เองก็พอจะรู้ว่ามันคืออะไร นางไม่ตอบเพียงหันมารินสุราให้เขาเพิ่ม นางเองก็ไม่ได้โทษทุกอย่างให้อีกฝ่ายเช่นเดียวกับที่คิดเรื่องเฉินจือหาน ชินอ๋องหรือพี่ชายของนางเพราะมันคือหน้าที่ในฐานะทหาร หากไม่ฆ่าก็จะถูกฆ่าเสียเองแล้วตัวนางก็ไม่รู้ว่ายามนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง จึงไม่ได้ตัดสินอะไร

             

            คนหนึ่งที่นางโทษที่สุดคือตัวนางเองที่หาวิธีดีๆในการรั้งเฉินจือหานเอาไว้ไม่ได้ แต่ถึงนางจะรั้งเขาไว้ได้แล้วอย่างไรทหารที่หนีทัพละทิ้งหน้าที่ของตัวเอง ก็ไม่พ้นโทษตายอยู่ดียิ่งตัวเฉินจือหานเป็นแม่ทัพพี่ชายของนางบอกเอาไว้ว่าต่อให้คืนนั้นเฉินจือหานไม่ไปตามที่นางร้องขอเขาก็ไม่อาจพ้นการลงโทษของฝ่าบาท และถ้าหากเฉินจือหานไม่ออกไปบั่นคอหลี่รุ่ยเต๋อในคืนนั้นความสงบสุขในวันนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น

             

            ไม่ว่าทางใดก็ ชายคนนั้นก็ไม่มีทางพ้นจากความตายอยู่ดีหากเป็นเช่นนั้นก็ให้เขาตายเช่นวีรบุรุษเช่นนี้แหละ ดีแล้วส่วนตัวนางจะขอชดเชยสิ่งที่ตัวเองไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยการใช้ชีวิตแทนเขาแม้ตัวนางคิดจะตายไปหลายต่อหลายครั้งแล้วก็ตามที

             

            "ท่านเป็นทหาร ทุกอย่างล้วนเป็นหน้าที่ท่านก็ชดเชยในสิ่งที่เคยทำผิดอย่างยิ่งใหญ่แล้วไม่ควรจะต้องมาขอโทษผู้หญิงเพียงคนเดียวเช่นนี้นะเจ้าคะ"จ้าวซินเยว่ตอบหวงจือเหว่ยด้วยความจริงใจ ก่อนจะพูดต่อ "หากรู้สึกผิดขนาดนั้นก็รีบทำให้ความขัดแย้งหายไปจะไม่ดีกว่าหรือ"

             

            หากไม่มีการสู้รบกันแล้วก็หมายความว่าจะไม่มีใครสูญเสียจากการต่อสู้อีก นั่นคือสิ่งที่นางคิดและนางก็รู้ดีว่าสงครามอยู่คู่กับมนุษย์มาทุกช่วงสมัยคนคนเดียวไม่มีทางเปลี่ยนมันได้ขนาดนั้นหรอก

             

            "ท่านเอาแต่จ้องสตรีเช่นนี้ไม่มีมารยาทเลยนะเจ้าคะ"จ้าวซินเยว่เปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นว่าบรรยากาศมันชวนอึดอัดพิกลนางว่าจบก็ยกจอกขึ้นมาดื่มจนหมด ก่อนจะรินสุราเพิ่มแล้วกระดกอีกสองจอกติดๆ ขณะที่ชายหนุ่มมองด้วยท่าทางยิ้มเอ็นดู

             

            "หวังว่าท่านหญิงจะไม่ได้เมาง่ายๆ"

             

            ตุบ!

             

            ไม่ทันขาดคำ หญิงสาวก็ฟุบลงไปโดยมือหนายกขึ้นรองไว้ก่อนกระแทกโต๊ะทันใบหน้าสวยเริ่มขึ้นสีเล็กๆพร้อมกับเงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยสายตาจับผิดอย่างไม่ปิดบังสตรีผู้นี้เมาง่ายดายเกินไปไหม นี่สุรารสอ่อนเพียงจอกเดียวเองนะ

             

            "ข้าเมาหรือไม่ ท่านก็ต้องรับผิดชอบพาข้ากลับเรือนอยู่ดี"เสียงหวานเริ่มพูดด้วยท่าทางอ่อนแรง ใบหน้าแดงกล่ำ จ้องเขาไม่หยุดชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เล็กน้อยจ้องนางกลับเช่นกัน

             

            "ท่านหญิงเมาแล้ว" เสียงนุ่มเอ่ยเบาๆจบ หญิงสาวก็ขยับตัวยกมือขึ้นมาสัมผัสกับริมฝีปากของเขาที่ไม่ได้อยู่ใต้หน้ากากพลางมองมันด้วยสายตาโหยหา

             

            "ท่านเหมือนเขามากไปนะเจ้าคะท่านกำลังจะทำให้ข้าทำผิดต่อเขา" จ้าวซินเยว่ผู้ออกมาอย่างเผลอไผลพร้อมกับสัมผัสริมฝีปากของชายหนุ่มเบาๆลามไปกรอบใบหน้าเกลี้ยเกลาจนชายหนุ่มยกยิ้มอย่างเอ็นดู

             

            "เจ้าเมาแล้วซินเยว่ข้าจะพาเจ้ากลับเรือน" ร่างสูงพูดอย่างอ่อนโยนจนมันออกมาทางสายตามือหนาหยิบตำลึงเงินวางบนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นไปช้อนตัวหญิงสาวขึ้นมาบนอ้อมอกคนโดนอุ้มเองก็ให้ความร่วมมือยกแขนขึ้นเกาะคอชายหนุ่มอย่างรู้งาน

             

            "ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าท่านเป็นใคร..."เสียงครางเบาๆ ทำให้ร่างสูงชะงักก่อนจะยกยิ้มส่ายหน้าเบาๆ

             

            "เจ้านี่นะ... น่าเอ็นดูเสียจริง"

     

     

    #####

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน