ตอนที่ 9 คนตระกูลหลีที่เหลือ
ในระหว่างเดินทางเพื่อกลับเขตป้องกันตนเอง E08 พวกเสี่ยวลู่ได้บังเอิญพบเห็นข้อความหนึ่งที่เกิดจากการพ้นสีสเปย์อยู่ข้างทาง ถ้าไม่กำลังเดินทางออกจากเมืองคงยากที่จะพบเจอข้อความนี้ได้ ‘ลงใต้ไป 30 Km’ ทำให้ทุกคนที่สังเกตเห็นต่างหันมามองหน้ากัน พร้อมกับตั้งคำถามอยู่ภายในใจ
“ข้อความนี้หน่วยอื่น ทำไว้หรือเปล่า” เสี่ยวลู่ถามคนในทีมทันที
“ไม่แน่ใจครับ แต่ว่าในเขตนี้ยังไม่มีบันทึกการมาสำรวจเลยครับ” นายทหารคนหนึ่งตอบ
“พี่หลิน ทางใต้ลงไป 30 กิโลจากที่นี่มีอะไรหรือครับ” เสี่ยวลู่ถาม
แน่นอนว่าทันทีที่หลิงต้วนปิงเห็นข้อความนี้ เขาก็ได้เปิดแผนที่ดูทันทีก่อนที่เสี่ยวลู่จะหันมาถามเขาก่อนแล้ว ใช้เวลาไม่นานหลินต้วนปิงก็พบพื้นที่ดังกล่าว มันทำให้เขาเกิดความประหลาดใจขึ้นมาก่อนจะรีบตอบกลับเสี่ยวลู่เกี่ยวกับพื้นที่ในคำถาม
“นายน้อยมันเป็หุบเขาครับ จริง ๆ ต้องบอกว่ามันเป็เขตอุทยานแห่งชาติ”
“อืม…”
ทันทีที่เสี่ยวลู่ได้ยินก็คิดว่ามันเป็ไปได้ไหมที่จะมีกลุ่มผู้รอดชีวิตที่อพยพไม่ทัน แล้วจะไปอาศัยอยู่ที่นั่น เพราะในป่าที่ไม่มีทหารไปบุกเบิกมันอันตรายพอ ๆ กับในเขตกลางเมืองใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะยิ่งป่าอุดมสมบูรณ์สัตว์ป่าน้อยใหญ่ก็ต้องเยอะตามไปด้วย ดังนั้นสัตว์พวกนั้นย่อมมีโอกาสกลายเป็ซอมบี้เช่นเดียวกับมนุษย์ หากแต่จากการวิจัยเกี่ยวกับพวกซอมบี้พบว่าในตอนเกิดซอมบี้บูมครั้งแรก อัตราการเกิดซอมบี้ของพวกสัตว์น้อยกว่ามนุษย์ถึงหนึ่งในห้าส่วน อีกทั้งเขาไม่ค่อยรู้ว่าในเขตอุทยานแห่งนั้นเคยมีสัตว์ป่าอยู่จำนวนมากน้อยเท่าใด
“ใครพอจะมีข้อมูลของอุทยานแห่งนี้ไหมครับ” เสี่ยวลู่ถามคนในทีม ใน่นั้นคนในทีมก็ วอวิทยุระหว่างกันเพื่อถามเกี่ยวกับอุทยานในคำถาม ไม่นานก็มีคนมารายงานเสี่ยวลู่
“จากที่คุยกันเมื่อครู่ อุทยานแห่งชาตินี้ไม่ได้เป็อุทยานที่เน้นอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า หากแต่เป็ต้นไม้และสมุนไพรท้องถิ่น สัตว์ป่าที่อยู่ในนั้น มีหมีสีน้ำตาล หมาป่า วัวป่า หมูป่า แมวป่า กระต่ายป่า โดยปกติแล้วกระต่ายจะเป็สัตว์ที่มีมากที่สุดในเขตอุทยานแห่งนี้ แต่พวกมันก็เป็เหยื่อของหมาป่าและสัตว์อื่น ๆ พวกมันจึงถูกควบคุมโดยห่วงโซ่อาหาร ส่วนสัตว์ใหญ่อย่างหมีสีน้ำตาลมีไม่ถึง 10 ตัว วัวป่ามีไม่ถึง 50 ตัว ส่วนหมาป่าไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด เช่นเดียวกันหมูป่าแมวป่าก็เป็หนึ่งในห่วงโซ่อาหารของหมาป่าเช่นกันครับ…”
เสี่ยวลู่ที่ฟังรายงาน ก็รู้สึกได้ว่ามีความเป็ไปได้ที่จะมีคนหนีเอาชีวิตรอดไปที่แห่งนั้น แน่นอนว่าพวกเสี่ยวลู่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ อีกทั้งพอเขาได้ยินเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาตินี้อนุรักษ์พืชสมุนไพรด้วย มั่นจึงยิ่งทำให้เขาสนใจเข้าไปอีก
“กลับฐานกันก่อนครับ แล้วไปสืบด้วยว่ามีหน่วยไหนเคยไปที่นั่นหรือยัง แล้วค่อยวางแผนไปสำรวจที่แห่งนั้น”
เมื่อได้ยินคำสั่งทุกคนบนรถต่างขานรับคำพร้อมกัน ถึงเสี่ยวลู่จะเป็เด็กแต่ในความรู้สึกของทุกคนในหน่วยนายน้อยหลี เห็นเสี่ยวลู่ใหญ่โตยิ่งกว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศแห่งนี้เสียอีก
พอกลับมาถึงเขตป้องกันตนเอง E08 หน่วยนายน้อยหลีต้องทำตามขั้นตอนคัดกรองเหมือนคนอื่น ๆ ตรวจาแ ตรวจวัดความดันอุนหภูมิและกักตัวสองชั่วโมงเพื่อสังเกตอาการ นอกจากนี้จำต้องจ่ายภาษีเป็ของที่เก็บกู้มาให้กับทางเขตป้องกันตนเองด้วย โดยปกติหน่วยลาดคระเวรพิเศษอื่น ๆ จำต้องจ่ายสูงถึง 30% ของสิ่งที่หามาได้ แต่หน่วยนายน้อยหลีนี้มีเส้นสายใหญ่พอสมควรดังนั้นภาษีจึงลดลงเหลือเพียงแค่ 10% ภาษีเหล่านี้จะถูกรวบรวมแล้วส่งต่อให้กับคนในค่ายอพยพ ส่วนที่เหลือของหน่วยลาดตระเวรหากไม่้าสามารถนำไปตั้งร้านขายได้ จะเรียกว่าขายก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะว่าค่าเงินมันแทบไม่มีค่า ดังนั้นของที่นำไปขายจึงถูกแลกเปลี่ยนกับทรัพยากรอื่น ๆ ตอนนี้ทางรัฐบาลกำลังหาหนทางแก้ปัญหาในการสร้างสกุลเงินใหม่เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยน โดยกำหนดไว้ว่าของสิ่งนั้นต้องไม่หายากหรือง่ายเกินไป มีความคงทน มีมูลค่าในตัวของมันเองและเป็ที่้าของผู้คน ถ้าเป็เมื่อก่อนทองคำหรือแร่เงินก็จะเป็ตัวเลือกแรก ๆ แต่ในโลกเวลานี้ทองคำยังมีค่าน้อยกว่าน้ำสะอาดเสียอีก
หลังจากผ่านขั้นตอนทุกอย่างของทางเขตแล้ว ทันทีที่พวกเสี่ยวลู่ลงจากรถเมื่อถึงบ้าน เสี่ยวลี่ก็วิ่งเข้ามาหาด้วยสายตาเป็ห่วง พอเธอเห็นว่าเสี่ยวลู่ปลอดภัยไม่ได้รับาเ็เธอก็ถามหาของฝากทันที ทำให้พี่ชายอย่างเสี่ยวลู่อดไม่ได้ที่จะขำอย่างปลงตกขึ้นมา จากนั้นทหารอารักขาก็แบกถุงกระสอบสองใบลงมาจากรถ ก่อนจะมาวางด้านข้างเสี่ยวลู่ให้ได้เห็นถึงสิ่งของที่บรรจุอยู่ภายใน พอเสี่ยวลี่เห็นก็ยิ้มขอบคุณไปทางทหารที่แบกมาให้ ก่อนจะะโหอมแก้มเสี่ยวลู่เป็การขอบคุณ ทว่าใบหน้าของเด็กสาวกลับบิดเบี้ยวขึ้นมาทันที
“พี่ชาย ควรไปอาบน้ำนะ…” ด้วยคำพูดของเสี่ยวลี่ ทำให้ทุกคนที่เห็นและได้ยินต่างอดหัวเราะออกมากับความน่ารักของสองพี่น้องตรงหน้านี้ไม่ได้ ส่วนเสี่ยวลู่ที่ได้ฟังประโยคชวนน่าอายนี้จากน้องสาว เขาก็ได้แต่ยิ้มแห้งออกมาอย่างจนใจ
หลังจากที่เสี่ยวลู่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่จนตัวหอมฟุ้ง ต้องบอกก่อนว่าสบู่ที่พวกเสี่ยวลู่ใช้ไม่ได้หามาจากข้างนอก หากแต่เป็สบู่ที่พวกเขาทำขึ้นมาใช้เอง มันจึงเป็กลิ่นของดอกไม้และสมุนไพรที่พวกเขาปลูกไว้ กลิ่นของมันให้ความรู้สึกสบายตัวเมื่อได้กลิ่น ป้าหยานเสี่ยวลี่และเสี่ยวลู่เวลานี้กำลังคัดเลือกข้าวของที่เก็บกลับมาอยู่ อะไรที่พวกเขา้าก็ถูกแยกไว้ ส่วนที่เหลือเสี่ยวลี่และป้าหยานจะนำไปแจกให้เหล่าเด็กในค่ายอพยพ ซึ่งเื่เหล่านี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาไปบริจาค แต่ก่อนหน้านี้ข้าวของส่วนใหญ่มันไม่ค่อยมีของเด็กเสียเท่าไหร่ พอเสี่ยวลู่ไปด้วยตัวเองเขาจึงนึกถึงน้องสาวและเด็ก ๆ ที่เขารู้จัก
วันรุ่งขึ้นสองพี่น้องแซ่หลีได้แบกข้าวของเดินทางไปค่ายผู้อพยพ มีเพียงหลินต้วนปิงและหลินชิงเหมยมาคอยคุ้มกัน ทั้งสี่คนทำเื่ผ่านด่านไปในค่ายอพยพได้ไม่แยกเพราะเป็ที่คุ้นหน้าคุ้นตาของทหารในค่ายแห่งนี้แล้ว ต้องบอกก่อนว่าการคัดกรองไม่ได้มีแค่ที่ด่านตรวจก่อนเข้าเขตฯ ในแต่ละส่วนของค่ายและหน่วยงานอื่น ๆ จำต้องคัดกรองและบันทึกการเข้าออกเช่นกัน เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นจะสามารถตรวจสอบได้และแก้ไขได้ทันท่วงที หลังจากที่พวกเขาเข้ามาในเขตค่ายผู้อพยพแล้ว มันแตกต่างไปจากเมื่อหกเดือนก่อนที่เสี่ยวลู่มารับเด็กไปที่หลบภัย เพราะในเวลานี้จากที่เคยเป็เต็นท์ก็เปลี่ยนกลายเป็บ้านไม้หลังไม่เล็กไม่ใหญ่ พอให้ครอบครับสามถึงสี่คนอาศัยอยู่ได้ บางบ้านเป็ปูนคอนกรีตบ้านของคนเหล่านี้ส่วนมากมีคนในครับครัวได้เข้าร่วมหน่วยลาดตระเวรพิเศษ หรือได้ทำงานในหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จึงทำให้มีทรัพยากรมาแลกกับทางเขตปกครองและพัฒนาความเป็อยู่ของพวกเขาเอง
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้นับรวมไปถึงครอบครัวของหลีจิ่งด้วย หลังจากการช่วยเหลือของเสี่ยวลู่ในวันนั้นระดับพลเมืองของครอบครัวหลีจิ่งก็ยกระดับกลายมาเป็ระดับ A จากเส้นสายของเสี่ยวลู่ แต่เื่ที่หลีจิ่งเคยก่อเื่ร้ายแรงไว้กับเสี่ยวลู่ในอดีตนั้น มันได้ถูกรายงานไปทางเบื้องบนของเขตแล้วเช่นกัน ดังนั้นถึงพวกเขาจะอยู่สุขสบายขึ้นแต่ในสายตาของคนระดับสูงก็มองหลีจิ่งไม่ต่างจากขยะ แต่คนพวกนั้นก็ยังให้เกียรติหลีจิ่งอยู่บ้างเพราะเสี่ยวลู่ ในสายตาพวกนั้นหลีจิ่งคือสุนัขมีเ้าของ ในเวลานี้พวกหลีจิ่งมีบ้านและที่ทางเป็ของตนเอง ถึงจะไม่ได้ใหญ่โตเหมือนบ้านที่พวกเขาเคยอยู่ แต่ก็ดูดีกว่าบ้านของผู้อพยพทั่วไปอยู่หลายส่วน นอกจากนี้หลีจิ่งและภรรยาได้ถูกบรรจุทำงานในหน่วยงานของเขตฯ จึงทำให้พวกเขาไม่ต้องอดอยากมากนัก จุดหมายปลายทางแรกที่พวกเสี่ยวลู่มาในค่ายคือบ้านของหลีจิ่ง นั่นเพราะเสี่ยวลี่้านำเสื้อผ้าและขนมไปฝากหลีจีหยวนและหลีจูจี เวลานี้จูจีรู้ตัวแล้วว่าเมื่อก่อนเลวร้ายกับเสี่ยวลี่และเสี่ยวลู่เพียงใด ตอนนี้เธอได้สำนึกความผิดในครั้งอดีตแล้ว อีกทั้งเธอก็รู้ด้วยว่าที่ความเป็อยู่ของครอบครัวดีขึ้น ก็เพราะญาติทั้งสองคนที่เหลือของเธอช่วยเอาไว้
“เอานี่ขนมกับเสื้อผ้า” เสี่ยวลี่ส่งถุงใส่ของให้หลีจูจี ก่อนจะถามต่ออีกว่า
“แล้วพวกคุณอาล่ะ?”
“พ่อออกไปทำงานที่ฟาร์มยังไม่กลับ แม่ซักผ้าอยู่”จูจีตอบ
เสี่ยวลี่เป็คนพูดคุยกับคนในบ้านนี้เสียส่วนใหญ่ ส่วนเสี่ยวลู่แทบไม่พูดอะไรเลยได้แต่ฟังเด็กสามคนพูดคุยกัน เขาแค่ส่งสายตาสื่อความนัยให้กับเด็กชายอีกคนโดยไม่พูดอะไร โดยมีอาสะใภ้นั่งคุยกับหลินชิงเหมย ที่หลีจิ่งทำงานที่ฟาร์มได้เพราะว่าแต่เดิมเขาเคยทำงานอยู่กระทรวงเกษตรฯ เป็สัตวแพทย์ของที่นั่นมาก่อน ดังนั้นงานของเขาจึงหนีไม่พ้นการไปประกอบอาชีพเดิมในเขตฟาร์มปศุสัตว์ของเขตป้องกันตนเอง เดิมทีหลีจิ่งเคยไปสมัครงานที่นั่นั้แ่อพยพมาอยู่ใหม่ ๆ แต่เพราะไม่มีคนหนุนหลังจึงไม่ถูกรับเข้าทำงาน ทุกวันนี้จึงเรียกได้ว่าเป็เพราะบารมีของเสี่ยวลู่ หลานชายที่เขาเคยทอดทิ้งไป เสี่ยวลู่ขอตัวออกจากบ้านไปเดินเล่นรอบบ้านใหม่ของหลีจิ่ง ไม่นานหลีจีหยวนก็เดินตามออกมา พวกเขาเดินเล่นด้วยกันทั้งที่ไม่มีใครพูดอะไร นอกจากรอยยิ้มเล็ก ๆ ของพี่น้อง ก่อนที่เสี่ยวลู่จะกลับได้บอกกับหลีจีหยวนว่า
“พี่ใหญ่ เริ่มบ่มเพาะได้แล้วนะ”.