ตอนที่5 พี่น้อง
“เสี่ยวฮั่วเธอไม่เป็ไรใช่ไหม วันนี้พี่กับพี่ใหญ่ พี่รองเพิ่งได้ยินน้าชายบอกว่าเธอล้มเธอล้มตรงไหนล่ะ ? ” ฟู่เหมี่ยวกลับมาก็รีบดึงมือฟู่เยี่ยนมาถามไถ่ด้วยความเป็ห่วง
“พี่ฉันไม่เป็ไรแล้ว ท้ายทอยของฉันกระแทกกับพื้นน่ะ แต่ตอนนี้มันไม่ค่อยเจ็บแล้ว”
“อะไรนะท้ายทอยกระแทกโดนพื้น ? ” ฟู่เซินที่ไม่รู้เื่ภายในเบิกตากว้างด้วยความใ
“จะเพราะอะไรได้อีกล่ะเป็เพราะหนิวชุ่ยฮวานั่นที่เข้ามาขโมยของไม่ได้ จึงผลักเสี่ยวฮั่วลงกับพื้น”หวังซู่เหมยได้ยินเสียงพูดคุยของพวกเขาจึงเดินออกมาจากห้องครัวในมือยังถือจานใส่ผัดผักบุ้งมาด้วย
“ฮั่วเยี่ยนสลบไม่ได้สติไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเกือบทำแม่และพ่อเป็กังวลแทบตาย”
“อะไรนะ! สลบไม่ได้สติไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ! ” ฟู่เซิน ฟู่เหมี่ยว และฟู่ซินต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน
ฟู่เหมี่ยวรีบดึงฟู่เยี่ยนไปนั่งฟู่ซินและฟู่เซินก็เข้ามาถามไถ่อาการด้วยความเป็ห่วงทั้งสามคนยกผมของฟู่เยี่ยนขึ้นมองดูท้ายทอยของเธอเมื่อเห็นว่าแผลแดงบวมและกำลังจะตกสะเก็ด พวกเขาก็รู้สึกสงสารน้องสาวจับใจ
“แม่ทำไมแม่กับพ่อไม่บอกพวกเราล่ะ ถ้ารู้เร็วกว่านี้ พวกเราก็จะได้รีบกลับมาสะใภ้ที่ลูกพี่ลูกน้องเราแต่งงานด้วยไม่เห็นสวยเลย ! ถ้ารู้ว่าจะเป็แบบนี้พวกเราก็คงไม่ไปช่วยแล้ว หนูก็จะได้อยู่บ้าน และเสี่ยวฮั่วก็คงไม่ถูกผลักแบบนั้น !” ฟู่เหมี่ยวเกิดความรู้สึกผิดต่อน้องสาวขึ้นมา
“ตอนนั้นใครจะไปคิดทันกันเล่าพ่อกับแม่นึกว่าประเดี๋ยวเสี่ยวฮั่วคงฟื้นได้สติแต่ใครจะไปคิดว่าเสี่ยวฮั่วจะไม่ได้สติอยู่อย่างนั้น ทำเอาแม่ใแทบตาย ! ” จนถึงตอนนี้หวังซู่เหมยยังคงรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจไม่เลือนหาย
“หนิวชุ่ยฮวามาที่บ้านเราทำไม! เธอทำแบบนั้นแล้วไม่มีใครทำอะไรเธอได้เลยหรือ ? ” ฟู่ซินจับประเด็นคำพูดของหวังซู่เหมย
ส่วนฟู่เซินกำหมัดแน่นเตรียมจะวิ่งออกไปด้านนอกด้วยดวงตาที่แดงก่ำ“ฉันไปถามกับเธอให้มันรู้เื่ไปเลย ! ”
โชคดีที่ฟู่ต้าหย่งกลับมาก่อนเขาถึงได้เข้าไปคว้าตัวฟู่เซินที่กำลังจะวิ่งออกไปด้วยความอารมณ์ร้อนไว้ได้ทัน
ฟู่เซินนั่งลงอย่างไม่เต็มใจเขาก้มหน้าลงไม่พูดอะไร ดวงตาของเขาแดงก่ำ
“พี่ใหญ่พี่รอง พี่ พวกเรานั่งลงพูดคุยกันก่อนหนูไม่เป็ไรแล้วจริง ๆ ไม่เชื่อพวกพี่ก็ดูสิ หนูะโได้ด้วยนะ ! ” ฟู่เยี่ยนะโขึ้นลงเพื่อให้พวกเขาเชื่อเธอ
“เสี่ยวฮั่วทำอะไรน่ะ! รีบนั่งลงเร็วเข้า” แม้แต่คนที่เข้มงวดกับคำพูดอย่างฟู่ซินก็ยังเป็กังวล
“จริงนะหนูไม่ได้เป็อะไรแล้วจริง ๆ อีกอย่างหนิวชุ่ยฮวาก็โดนลงโทษไปแล้วเธอต้องชดใช้เงินให้ครอบครัวของเราสิบหยวน ! ”
ฟู่เยี่ยนเล่าให้พี่ชายและพี่สาวฟังอีกครั้งถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าเมื่อได้ยินว่าหนิวชุ่ยฮวาถูกลงโทษไปแล้ว ฟู่ซินและคนอื่นถึงเริ่มใจเย็นลง
“สมควร! คนแบบหนิวชุ่ยฮวาไม่ใช่คนดีเหมือนจู่จื่อลูกชายของเธอนั่นแหละ ! นิสัยเลวทรามกันทั้งแม่ทั้งลูก! ” ฟู่เซินกัดฟันกรอดด้วยความโมโห
ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใดแต่เพราะจู่จื่อ ลูกชายของหนิวชุ่ยฮวาไม่ใช่คนดี
จู่จื่ออายุเท่ากับฟู่เซินนับได้ว่าทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันแต่หลังจากที่หนิวชุ่ยฮวาแต่งงานกับปู่ของพวกเขาแล้วจู่จื่อกลับทำตัวอวดดีต่อหน้าฟู่เซิน เขาเรียกแทนตัวเองว่า ‘อา’ อย่างหน้าไม่อายสองแม่ลูกคู่นี้เชื้อไม่ทิ้งแถวจริง ๆ
ตอนนี้อารมณ์ของทุกคนสงบขึ้นมากแล้วและอาหารก็เสร็จแล้วเช่นกัน หวังซู่เหมยเป็คนทำอาหารเก่งทำให้ทุกคนในครอบครัวติดรสมือของเธอ และชอบกินข้าวที่บ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน
ผักบุ้งมีความนุ่มและมีกลิ่นหอมเมื่อนำมาผัดกับพริกแจวส่วนโจ๊กฟักทองก็มีความนุ่มหนึบและมีรสหวานติดปาก นอกจากนี้ยังมีซุปไข่ไก่ในยุคนี้ผู้คนกินนำมันน้อยมากดังนั้นไข่ไก่จึงเป็อาหารเสริมชั้นดีที่อุดมไปด้วยโปรตีน
“เสี่ยวฮั่วกินผัดผักบุ้งนี้สิ ! แม่เราทำอาหารอร่อยที่สุดแล้ว สองสามวันมานี้พวกพี่ไปกินอาหารฝีมือของพวกน้าสะใภ้ มันไม่มีรสชาติเอาเสียเลย”ฟู่เซินคีบผัดผักบุ้งให้ฟู่เยี่ยน และยังไม่ลืมที่จะบ่นพวกน้าสะใภ้ของตนเอง
“เสี่ยวฮั่วกินซุปไข่เถอะ แม่ตั้งใจทำให้เลยนะ รีบกินบำรุงร่างกายดีกว่า”ฟู่ซินเองก็ดึงชามข้าวของฟู่เยี่ยนมา แล้วตักซุปไข่ใส่ชามของน้องสาวเต็มชาม
ฟู่เหมี่ยวเองก็ตักข้าวสวยให้เต็มชามของฟู่เยี่ยนเช่นกัน
ฟู่ต้าหย่งเห็นแบบนั้นก็หัวเราะด้วยความเอ็นดู“เสี่ยวฉุ่ย ลูกตักข้าวให้น้องหมดหม้อแล้ว ! ”
“เสี่ยวฮั่วาเ็น้องต้องกินเยอะ ๆ หน่อย”
ชาติก่อนฟู่เยี่ยนไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่มากนัก เธอไม่เคยมีพี่ชายพี่สาวและไม่เข้าใจว่ามันเป็ความรู้สึกแบบไหน จนถึงตอนนี้เธอก็ยังอธิบายไม่ได้
แต่หัวใจของเธอดูเหมือนจะเต็มไปด้วยบางสิ่งที่แสนอบอุ่นเธอคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเรียกว่าความสุข ความรักของพ่อแม่และความเอาใจใส่ของพี่น้อง
“สะใภ้ที่ลูกพี่ลูกน้องของลูกแต่งเข้ามาเป็อย่างไรบ้าง? ” หวังซู่เหมยหันไปถามฟู่ซินเพราะที่บ้านนั้นมีเธอแค่พี่ชายเป็พี่น้องกันอยู่สองคนเท่านั้น
“ไม่เห็นสวยเลยเธอตัวอวบ ไม่สูง นอกจากก้นและเอวแล้ว ที่เหลือก็ดูธรรมดาทั่วไปหนูว่าหนูสวยกว่าเยอะ” ฟู่เหมี่ยวเม้มริมฝีปากด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม
พูดจบเธอก็ตบบ่าฟู่เยี่ยนเบา ๆ ฟู่เยี่ยนหันไปมอง ฟู่เหมี่ยวก็ขยิบตาให้ราวกับว่าฟู่เยี่ยนได้พลาดฉากตื่นเต้นบางฉากไปอย่างไรอย่างนั้น
หวังซู่เหมยเห็นลูกสาวเป็แบบนี้เธอจึงตีลูกสาวด้วยตะเกียบในมือ “พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย เลิกว่าคนอื่นได้แล้วแม่ไม่เห็นลูกจะพูดถึงใครในแง่ดีเลย”
“แม่ตีหนูทำไม! หนูพูดเื่จริงนะ แม่ไม่รู้อะไรสะใภ้ที่พี่เขาหามากล้ามองค้อนใส่ยายต่อหน้าพวกหนูด้วย แถมเวลาพูดจาก็พูดแบบห้วน ๆราวกับว่าตัวเองสูงส่งนักแหละ เฮอะ คนแบบนี้คิดจะมาดูถูกใครกัน ! ” ฟู่เหมี่ยวเอามือกุมหัวขณะพูด
“เธอเป็ลูกสะใภ้ที่ยังไม่แต่งเข้าบ้านอย่างเต็มตัวจะกล้ามองยายแบบนั้นได้อย่างไร ลูกพูดไร้สาระหรือเปล่า ? ” หวังซู่เหมยเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“หนูจะพูดไร้สาระอะไรได้ล่ะ พวกพี่ใหญ่เขาก็เห็นไม่เชื่อแม่ก็ลองถามพี่ใหญ่กับพี่รองดู” ฟู่เหมี่ยวพูดอย่างไม่สบอารมณ์
หวังซู่เหมยมองลูกชายคนโตลูกชายคนโตของเธอเป็คนหนักแน่นและไม่เคยพูดโกหก
ฟู่ซินพยักหน้าเช่นกัน:“ผมเองก็เห็นเหมือนกัน”
หวังซู่เหมยถึงได้เชื่อว่าเป็เื่จริงในใจของเธอได้แต่บ่นว่าหลานชายของตนเองหาสะใภ้แบบไหนเข้าบ้านกันแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่ลืมอบรมลูกสาวของตน“จะดีหรือไม่ดีก็เป็ภรรยาของลูกพี่ลูกน้องเขา ไม่ใช่เื่ที่ลูกต้องมาพูด”
“เอาล่ะไปเก็บโต๊ะเตรียมกินข้าวได้แล้ว แม่ทำอาหารเสร็จตั้งนานแล้ว โตกันขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่รู้จักสังเกตกันบ้าง”หวังซู่เหมยกำลังอารมณ์ไม่ดี พูดจบเธอก็กลับเข้าไปในห้องครัวทันที
“หนูก็แค่ว่าเธอเองนะฮึ่ม ! ” ฟู่เหมี่ยวทำหน้าบูดบึ้ง ฟู่เยี่ยนเห็นแบบนั้นก็หัวเราะพี่สาวของเธอยังทำตัวเหมือนเด็ก ๆ อยู่เลย
เมื่อเห็นว่าหวังซู่เหมยเดินเข้าไปในครัวแล้วฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวมองหน้ากันแล้วรีบไปยกอาหารมาทันที
เวลาที่แม่ของพวกเขาโมโหพวกเขาต้องอยู่ให้ห่างไว้ถึงจะปลอดภัยที่สุดนี่คือประสบการณ์ที่พวกเขามีมาอย่างโชกโชนหลังจากพี่น้องช่วยกันเตรียมโต๊ะอาหารแล้วพวกเขาก็เหลือแต่รอฟู่ต้าหย่งกลับมากินข้าวที่บ้าน
กินข้าวเสร็จแล้วทุกคนต่างแยกย้ายกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตนเอง ฟู่ต้าหย่งกำลังดื่มชาหวังซู่เหมยนำเข็มและด้ายมาเย็บซ่อมแซมเสื้อผ้าภายใต้แสงตะเกียงตอนนี้เสื้อผ้าของฟู่เซินสภาพไม่ค่อยดีแล้ว ลูกชายของเธอต้องใส่เสื้อผ้ามีรูขาดไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ กับเขา
“นี่พ่อพ่อว่าหนิวชุ่ยฮวามารื้อของหาอะไรในบ้านของเราตั้งหลายครั้งในบ้านของเราจะมีอะไรได้ หรือเธอคิดว่าพ่อเขาให้เงินพวกเรามาเก็บไว้ ? ” หวังซู่เหมยถามด้วยความสงสัย
ฟู่ต้าหย่งได้ยินเสียงดังมาจากห้องอื่นเขาจึงยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูหวังซู่เหมย“พ่อของผมคงหลุดปากบอกเธอเื่สินเดิมของแม่น่ะ ! ”
“อะไรนะ? พ่อคุณบอกเธอแม้กระทั่งเื่นี้น่ะหรือ ? ! ” หวังซู่เหมยวางงานในมือลงแล้วพูดด้วยความใ
“คุณอย่าเสียงดังสิเดี๋ยวลูก ๆ ก็ได้ยินหมดหรอก ! เื่นี้มีอะไรที่พูดไม่ได้กันเื่เงินทองไม่เข้าใครออกใคร เขาจะพลาดได้อย่างไร ? ”
“ฉันก็ว่าทำไมแม่เขาอยู่กับพ่อมาทั้งชีวิตแต่กลับไม่เชื่อในตัวพ่อ ตอนนั้นเราบอกไม่อยากได้เพราะสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะควบคุมได้ใครจะคิดว่าพ่อของคุณจะมีความคิดแบบนี้ และสนับสนุนให้หนิวชุ่ยฮวามาขโมยมันไป ? ! ”หวังซู่เหมยมองพ่อสามีของเธอในแง่ดีไม่ได้เลย
“พ่อคิดมาตลอดว่าสินเดิมของแม่คือเครื่องประดับเงินทองคนธรรมดาทั่วไปหาสิ่งนั้นไม่เจอ คุณรู้อยู่ในใจก็พอแล้ว อย่าพูดถึงต่อหน้าลูก ๆของเรา”
“นี่ก็ดึกมากแล้วรีบอาบน้ำนอนกันเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องทำงาน”
ฟู่ต้าหย่งเก็บของส่วนหวังซู่เหมยก็เก็บอุปกรณ์เย็นผ้าและดับไฟที่ตะเกียงเช่นกัน