บทที่ 115 ความพยายามที่น่านับถือ
หลังจากการมอบของขวัญชิ้นใหญ่ งานเลี้ยงนี้ก็จบลงอย่างเป็นทางการ สำหรับวันที่จะนัดเพื่อมาเจรจากัน พระราชวังจะนัดหมายเป็นการส่วนตัวให้ขุนนางอาณาจักรเซินและกลุ่มการค้าสกุลทงมาเจอหน้ากันในพื้นที่เฉพาะ
โดยลำดับขุนนางที่จะได้เข้าร่วมถูกจัดเตรียมเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว แน่นอนว่าตระกูลหลี่นั้นแทบจะเป็นอันดับท้ายๆเลยก็ว่าได้ ซึ่งอันดับนี้เป็นเพียงการใส่รายชื่อเข้ามาเผื่อว่ามีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีใครคิดว่าจะมีโอกาสได้เข้าไปเจรจาจริงๆหรอก
หวงซีเฉิงผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ได้รับลำดับด้วยเช่นกัน แต่เพราะเขาทำหน้าที่เพื่ออาณาจักร และต้องทำหน้าที่เพื่อตระกูลหวงด้วย ดังนั้นเขาจึงได้สิทธิเข้าไปเจรจาสองรอบด้วยกัน รอบแรกนั้นเป็นการพูดคุยเพื่อซื้อสินค้าอันเหมาะสมกับการฟื้นฟูกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือจะเป็นข้าวของที่ต้องใช้ เช่น อาหาร ยา และอุปกรณ์ฝึกฝน
โดยรอบแรกนั้นจะมีเหล่าขุนนางและคนของพระราชวังเข้าร่วมด้วย ส่วนรอบที่สองเป็นการซื้อขายในนามของตระกูลหวงที่ยิ่งใหญ่ ส่วนนี้จะมีแค่ตระกูลหวงเท่านั้นที่เข้าร่วม ซึ่งหวงซีเฉิงเลือกคนของเขาด้วยตนเอง
เดิมทีหลี่ชิงหมินไม่ได้สนใจเรื่องการแลกเปลี่ยนหลังจากนี้ เขาไม่มีอะไรที่จะสามารถแลกเปลี่ยนกับกลุ่มการค้าสกุลทงอีกต่อไปแล้ว ถึงทงยูจะต้องการแลกกับชาดอกไม้ หรือจะถุงหอม หลี่ชิงหมินก็ยังไม่สนใจในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม...น้องสาวนอกสายเลือดของเขากลับส่งจดหมายมาขอความช่วยเหลือจากเขาเสียอย่างนั้น
อันลี่ถิงตัวน้อยต้องการให้เขาเข้าไปช่วยเหลือในการเจรจาการค้าขายครั้งนี้ ตระกูลของสามีต้องการที่จะทำการซื้อ “หอยหยกม่วง” ที่กลุ่มการค้าสกุลทงนำมาด้วย โดยพวกเขาต้องการซื้อพวกมันทั้งหมดและเป็นเจ้าเดียวที่ได้รับสิทธินี้
หอยหยกม่วงนั้นเป็นหอยทั่วไปที่พบเจอได้จากอาณาจักรติดทะเลทางทิศใต้ อาณาจักรเซินอยู่หลังจากเส้นความเข้มข้นของน้ำทะเล ดังนั้นจึงไม่มีหอยหยกม่วงที่เติบโตที่นี่ได้ โดยหอยหยกม่วงนี้มีความพิเศษก็คือ...พวกมันจะมอบสีม่วงที่เป็นเอกลักษณ์ หากนำมาย้อมเสื้อผ้าก็จะได้ชุดสีม่วงที่มีประกายสว่างราวกับประดับไปด้วยไข่มุก ดังนั้นมันจึงเป็นหอยที่ขายได้อยู่เสมอ
ครั้งนี้หอยหยกม่วงที่ปกติแล้วจะนำเข้ามาขายโดยพ่อค้าจากอาณาจักรอื่นๆไม่ได้มาตามนัดหมายของพวกเขา ตระกูลกุยรู้ดีว่าหลังจากที่กลุ่มการค้าสกุลทงเข้ามา คงจะอีกสามถึงสี่เดือนจึงจะมีพ่อค้าเดินทางมาจากที่อื่นอีก นี่เป็นการเจรจาตกลงกันเองระหว่างพ่อค้าเดินเรือ พวกเขาจะให้เกียรติกลุ่มการค้าสกุลทงในการตัดสินใจก่อน เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งของสกุลทงเช่นกัน
ระยะเวลา 3-4 เดือนข้างหน้านี้ กลุ่มการค้าสกุลกุยของพวกเขามีกำหนดการเดินทางเพื่อไปขายสินค้าให้อาณาจักรอื่นๆ ดังนั้นผ้าที่ย้อมสีจากหอยหยกม่วงจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก พ่อค้าในอาณาจักรเซินไม่มีคนอื่นสามารถแย่งตลาดในด้านนี้ได้ถ้าหากว่าเขาเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ผูกขาดหอยหยกม่วง
ตระกูลกุยไม่กลัวอาณาจักรอื่น เนื่องจากรูปแบบเสื้อผ้าของแต่ละอาณาจักรนั้นไม่เหมือนกัน ผู้ที่ชื่นชอบในการตัดเย็บและรูปแบบชุดที่ช่างฝีมืออาณาจักรเซินมีอยู่ไม่น้อย เสื้อผ้าที่ต้องซื้อผ่านขบวนพ่อค้าอาณาจักรเซินจึงมีราคาแพงและเป็นที่ตั้งตารอของผู้คน
ทว่าที่ผ่านมา ตระกูลกุยไม่เคยกล้าที่จะกว้านซื้อหอยหยกม่วงจากพ่อค้าทั้งหมด เนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้คงจะมีพ่อค้าเดินเรือมาไม่น้อยแล้ว ผู้คนซื้อตุนหอยหยกม่วงที่ราคาไม่ได้แพงอะไรกันไว้มากมาย แต่...สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนกัน นี่คือการเริ่มต้นซื้อขายครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก หมายความว่าโอกาสที่ผู้คนจะยังเหลือหอยหยกม่วงในคลังจึงมีไม่มากนัก
พวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะแลกเปลี่ยนด้วยสินค้าระดับสูง ทว่าต้องการโอกาสทำกำไรในส่วนนี้แทน เนื่องจากรู้ดีว่าพระราชวังเองก็คงจะเสนอข้อแลกเปลี่ยนไปมากมายแล้ว สินค้าจากกลุ่มการค้าสกุลทงเวลานี้ ไม่ว่าจะสิ่งไหนก็ล้วนแต่เป็นที่ต้องการ
พวกเขาเป็นเพียงตระกูลขุนนางพ่อค้าเท่านั้น หากเทียบกันแล้ว...อำนาจไม่ได้เหนือไปกว่าพวกขุนนางหรือพระราชวังเลย
“คุณชายขอรับ ท่านจะเข้าร่วมการเจรจาของสกุลกุยจริงๆหรือขอรับ หากทำเช่นนั้น พวกเขาอาจจะใช้ความสนิทสนมของท่านกับกลุ่มการค้าสกุลทงก็ได้นะขอรับ”
“อืม” หลี่ชิงหมินก็คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฝูเซ่ายังคิดได้ แล้วเขาจะคิดถึงมันไม่ได้ได้อย่างไร
ชิงหมินรู้ว่านี่คงจะเป็นความคิดของสามีอันลี่ถิงเป็นแน่ เพื่อที่จะได้รับโอกาสนี้ เขาคงจะพูดมันกับอันลี่ถิง และนางก็ไม่สามารถปฏิเสธได้จนต้องส่งจดหมายมารบกวนเขา เด็กสาวผู้นั้นก็ไม่น่าจะรู้สึกดีที่ต้องรบกวนเขาเช่นนี้ แต่...นางก็ต้องทำเพื่อตระกูลกุยเช่นกัน
มีคำกล่าวว่า แต่งเข้าสกุลไหน ก็เป็นสุนัขรับใช้ของสกุลนั้น เวลานี้อันลี่ถิงก็คือเครื่องมืออย่างหนึ่งของพวกเขาแล้ว หากจะคิดทำสิ่งใด ล้วนต้องมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
หลี่ชิงหมินไม่ได้นึกรังเกียจการกระทำของเด็กสาว แต่เขาก็ไม่ต้องการให้กลุ่มการค้าสกุลทงต้องมาเห็นแก่ใบหน้าของเขาจึงยินยอมช่วยเรื่องเล็กๆน้อยๆนี้เหมือนกัน อ่า...แม้ว่าเขาจะไม่คิดว่ากลุ่มการค้าสกุลทงจะยอมเห็นแก่ความสัมพันธ์เล็กๆน้อยๆระหว่างพวกเขาเพื่อมอบผลประโยชน์ให้ก็เถอะ แต่ตอนเรียกเก็บผลประโยชน์เหล่านั้น ชิงหมินรู้ดีว่ามันจะต้องมาในนามของเขาแน่
อยากช่วยอันลี่ถิงก็อยากช่วย แต่ก็ไม่อยากจะรับภาระในอนาคตมา เช่นนั้น...เขาควรจะต้องทำเช่นไรดีล่ะ?
ก่อนที่ชิงหมินจะคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ครั้งนี้ได้ จู่ๆ เขาก็ได้รับจดหมายอีกฉบับ และมันก็เป็นจดหมายจากอันลี่ถิงอีกเช่นเคย แต่ครั้งนี้กลับเป็นจดหมายที่เนื้อความต่างออกไป
อันลี่ถิงในจดหมายครั้งก่อนขอร้องให้เขาเข้าร่วมการเจรจาด้วย แต่อันลี่ถิงในจดหมายนี้กลับส่งมาขอโทษ และเตือนไม่ให้เขาเข้าร่วมการเจรจาในครั้งนี้ ชิงหมินรู้สึกประหลาดใจ และเริ่มรู้สึกว่าไม่น่าจะใช่เรื่องปกติธรรมดาๆ เขาคิดเกี่ยวกับมันก่อนจะออกจากจวนในเวลาต่อมา ด้วยข้ออ้างที่ว่า...ต้องการจะไปเยี่ยมเจ้าสิงโตน้อยของตนเองที่ค่ายทหาร
ผู้นำตระกูลหลี่ไม่ได้ว่าอะไร แต่มารดาของเขาเป็นกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์เล็กน้อย ดังนั้นจึงให้ผู้ติดตามและข้ารับใช้แก่เขาไปเพิ่ม ไม่ให้เกิดข้อครหาเกี่ยวกับการที่บุรุษผู้กำลังจะแต่งงานเข้าเป็นฮูหยินของผู้อื่น วิ่งออกไปเล่นข้างนอกและเข้าไปยังลานฝึกซ้อมที่เต็มไปด้วยบุรุษมากมาย
ตอนนี้หลี่ชิงหมินทำตัวไม่ค่อยถูกมากนัก ทันทีที่เขากำลังจะกลายเป็นฮูหยินของคนอื่น ก็เริ่มถูกยัดเยียดประเพณีและคำสั่งสอนของสตรีมาให้บ้าง แม้จะไม่ได้รุนแรงเท่ากับที่เหล่าสตรีต้องปฏิบัติ แต่ชิงหมินก็ยังรู้สึกว่ามันน่าเบื่ออยู่ดี
รถม้าตระกูลหลี่เคลื่อนตัวออกไปอย่างไม่รีบร้อน ทางที่จะไปยังลานฝึกซ้อมของทหารนั้นอยู่ไกลจากตัวเมืองมาก หลี่ชิงหมินจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า 2 ชั่วโมง ยังดีที่ช่วงนี้เขามีวรรณกรรมดีๆให้อ่าน ซึ่งหลี่ชิงหมินวางแผนจะอ่านพวกมันให้หมดก่อน หลังจากนั้นจึงจะค่อยเดินทางเข้าพระราชวังตามที่องค์จักรพรรดิเมตตามอบโอกาสให้ได้อ่านตำราหวงจื่อ
เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายในพระราชวัง หลี่ชิงหมินสามารถเข้าไปอ่านตำราได้หลังจากที่การเจรจากับกลุ่มการค้าสกุลทงจบแล้วเท่านั้น นี่ก็เพื่อให้การตรวจสอบสถานการณ์ต่างๆของทหารรักษาพระราชวังเป็นไปอย่างรัดกุมนั่นเอง ถ้าเกิดปัญหากับตำราหวงจื่อในขณะที่กลุ่มการค้าสกุลทงก็อยู่ด้วย คาดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่และน่าปวดหัวมากจริงๆ
เส้นทางนั้นไม่ราบเรียบเหมือนกับถนนในเมืองหลวง หลี่ชิงหมินนั่งโยกหัวเล็กน้อยแต่ก็ยังพอทน ระหว่างทางนั้นยังมีร้านอาหารเล็กๆที่เปิดโดยพ่อค้าแม่ขายผู้หลีกหนีค่าเช่าแผงค้าขายในเมืองซึ่งมีราคาแพงมาก อีกทั้งยังสามารถขายให้กับนักเดินทางหรือพวกทหารที่ต้องออกไปฝึกฝนทุกวันได้ด้วย
กลุ่มเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ชนชั้นสูงอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับของที่ขายในเมือง หลี่ชิงหมินฆ่าเวลาด้วยการชะโงกออกไปดูสินค้าที่ขายอยู่เรียงราย แต่เมื่อผ่านไปสักพัก เขาก็รู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดจากใบหน้าของเหล่าพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายที่นี่
“ดูเหมือนจะเกิดปัญหาขึ้นกับพวกเขา?” หลี่ชิงหมินเอ่ยถามฝูเซ่าที่กำลังควบม้าอยู่ข้างๆ
ฝูเซ่าเองก็น่าจะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเหมือนกัน เขาจึงรีบควบม้าออกไป สอบถามผู้ค้าขายรอบๆก่อนจะควบม้ากลับมาหาเจ้านายของตนเองด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“เกิดอะไรหรือ?”
“เรื่องนี้...เป็นเพราะช่วงนี้พวกเขาไม่สามารถขายอาหารได้ขอรับ ดังนั้นจึงไม่มีความสุขมากนัก”
“อ่อ” เมื่อได้ยินเหตุผล หลี่ชิงหมินก็แทบจะไม่ได้สนใจอีกต่อไป สำหรับเรื่องการค้าขาย วันหนึ่งขายดี อีกวันก็อาจจะขายไม่ได้ก็ล้วนเป็นเรื่องปกติ ทว่าฝูเซ่ากลับยังคงพูดต่อ
“ที่จริง ที่พวกเขาขายไม่ได้เป็นเพราะคุณหนูจางขอรับ”
“............” คิ้วของคนตัวเล็กกระตุกขึ้นอย่างช่วยไม่ได้เมื่อได้ยินชื่อนี้
“ตามปกติแล้ว พวกทหารประจำการในกองทัพ เมื่อเข้าเวรจะมีอาหารเลี้ยงทั้งมื้อเช้ากลางวันเย็น แต่เพราะเป็นอาหารที่จะซ้ำกันไปมา พวกทหารเหล่านั้นก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายจนออกมาหาของกินข้างนอก ส่วนทหารที่ไม่ได้ประจำเวรหลายวันติดต่อกัน พวกเขาจะได้รับอาหารเพียงมื้อกลางวันเท่านั้น มื้อเช้าและเย็นจะต้องนำมาเองหรือออกมาซื้อจากข้างนอก”
“ชาวบ้านทั่วไปจึงตั้งใจจะขายอาหารให้แก่พวกเขา ทำกำไรไม่มากมายนัก แต่ก็ยังเป็นอาชีพที่ทำให้ครอบครัวไม่อดอยาก ทว่าเป็นเวลา 3 วันติดกันแล้วที่พวกเขาไม่สามารถขายอะไรได้เลย นี่เป็นเพราะคุณหนูจางได้เข้าไปตั้งแผงอาหารแจกจ่ายทหารเหล่านั้นทุกวันขอรับ”
“ถึงแม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในกองทัพ นางก็ยังตั้งแผงอาหารอยู่ไม่ไกลจากทางเข้าค่ายของกองทัพมากนัก โดยนางบอกว่าจะตอบแทนบุญคุณของเหล่าทหารหาญที่ช่วยเหลืออาณาจักรเซิน เอาชีวิตไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในช่วงสงครามที่ผ่านมา”
“พวกทหารชื่นชอบกันมาก อาหารที่คุณหนูจางนำมาให้ทุกวันนั้นดีจริงๆ มีทั้งเนื้อที่ดีและรสชาติที่ยอดเยี่ยม คนที่นางว่าจ้างมายังเป็นคนของร้านอาหารขึ้นชื่อด้วยขอรับ”
ฝูเซ่าเล่าสิ่งที่ได้ยินมาพร้อมกับแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วน ก่อนหน้านี้เคยได้ยินเกี่ยวกับความพยายามที่จะกลายเป็น “ฮูหยินอีกคน” ของท่านแม่ทัพใหญ่มาบ้าง ตัวเขาเป็นผู้เสพข่าวลืออยู่แล้ว เรื่องในรั้วในวังย่อมมีคุณหนูและบ่าวรับใช้มากมายที่ได้เห็นนำมาพูดต่อ
จำได้ว่าเมื่อฮูหยินใหญ่ของพวกเขาได้ยินเกี่ยวกับคุณหนูจาง นางยังไปสอบถามเอากับผู้นำตระกูล และได้รับคำตอบเพียงแค่ “อืม” กลับมาเท่านั้น ถือเป็นการยืนยันแล้วว่าตำแหน่งสำคัญในจวนแม่ทัพใหญ่มีคนจับจ้องอยู่ อีกทั้งคนที่จับจ้องยังเป็นคุณหนูใหญ่จวนสกุลจางเสียด้วย
หากเป็นผู้อื่นก็ยังไม่น่ากังวลใจมากนัก แต่นั่นคือคุณหนูจาง คุณหนูคนสำคัญของตระกูลขุนนางระดับสูง เพียงแค่แต่งเข้าจวนแม่ทัพ เชื่อได้เลยว่าคนของสกุลหวงจะต้องให้เกียรตินางมากกว่าคุณชายของเขาแน่
ดังนั้นหลังจากที่ได้ยินว่าคุณหนูจางกำลังเอาอกเอาใจพวกทหารอยู่เช่นนี้ ฝูเซ่าจึงรู้สึกอึดอัดใจแทน หรือว่า...เขาควรจะขอให้คุณชายช่วยนำน้ำชามาให้แก่พวกทหารเหล่านี้ด้วยดีนะ เทียบกันแล้ว...ชาดีๆของคุณชายจะสู้อาหารของผู้อื่นได้แน่นอน
ในขณะที่ฝูเซ่ากำลังกังวลใจแทนหลี่ชิงหมิน คนกลับหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ คุณหนูจางผู้นี้ช่างมีน้ำใจจริงๆ ก่อนหน้านี้รับงานช่วยเหลือองค์รัชทายาทมาแท้ๆ กลับยังมีเวลามากพอที่จะมาแจกจ่ายอาหารเช่นนี้อีก
ถ้าเขาเป็นหวงซีเฉิง ต่อให้ครั้งแรกไม่ถูกชะตาด้วย แต่นานวันเข้าจะต้องใจอ่อนต่อนางแน่นอน นอกจากนี้คุณหนูจางไม่ได้ทำสิ่งใดผิด นางมีใจที่จะขอบคุณพวกทหาร และเหล่าทหารก็ชื่นชอบด้วย มีเหตุผลอะไรที่ผู้บังคับบัญชาจะใช้เหตุผลส่วนตัวเพื่อขับไล่นางออกไป?
ไม่ยอมให้เข้ามาทำบัญชี ไม่ยอมให้เข้ามาวุ่นวายในกองทัพก็เป็นสิทธิของเขา แต่นางมาตั้งแผงอาหารด้านนอก ยังจะกล้าพูดอะไรได้อีก!
“คุณชาย ท่านยังจะหัวเราะได้หรือขอรับ” ฝูเซ่าอ้าปากค้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“แล้วทำไมข้าจึงไม่ควรหัวเราะเล่า”
“โถ่ คุณชายไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆสินะขอรับ คุณหนูจางทำเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าได้ใจพวกทหารไปแล้วหรือ? เช่นนั้น...ต่อไปในจวนสกุลหวงก็อย่างหนึ่ง ค่ายทหารก็อย่างหนึ่ง พวกเขาจะไม่มีใครเข้าข้างท่านเลย”
“แล้วอย่างไรหรือ?”
“แล้วอย่างไร? คุณชายเป็นคนฉลาดกว่าข้าน้อยเสียอีก คุณชายจะต้องรู้แน่ว่าชีวิตของท่านหลังจากที่ไม่ได้รับความสำคัญใดๆจะเป็นอย่างไร ข้าไม่ต้องการให้คุณชายต้องถูกรังแกนะขอรับ ยังไงท่านก็ต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง”
“เหลวไหลน่า คนอยากจะทำงานหนักก็ให้ทำไปเถอะ คุณหนูจางผู้แสนดีก็เป็นเช่นนี้มาตลอดไม่ใช่หรือ? ได้ยินว่านางเป็นคนดีมีเมตตามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว นางเป็นถึงสตรีอันดับหนึ่งของเมืองหลวง และตอนนี้ก็กลายเป็นวีรสตรีด้วย นี่อาจจะเป็นเพียงเรื่องปกติของนาง” หลี่ชิงหมินยักไหล่
เขารู้ในสิ่งที่ฝูเซ่ากังวล ทว่า...เขาไม่ได้คิดจะแย่งชิงความรักกับผู้ใดอยู่แล้ว ยิ่งในกองทัพเช่นนี้...เขามีความจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องคะแนนใดๆด้วยหรือ? ชีวิตของเขาหลังจากแต่งงานก็คงจะอยู่เพียงในจวนสกุลหวงเท่านั้น เขากับกองทัพถือว่าจะไม่เกี่ยวข้องกันอีก
หลี่ชิงหมินรู้ดีว่าการวุ่นวายกับกองทัพมากเกินไปจะทำให้ตนเองเหนื่อยมากขึ้น เขาเพียงต้องการเอาตัวรอดในตระกูลหวง แล้วก็กินและนอนไปวันๆก็พอแล้ว
หากคุณหนูจางอยากแต่งเข้ามาเพื่อทำงานหนักแทนเขาทุกอย่าง เช่นนั้นก็ให้งานนางไปทำเถอะ เขาเป็นฮูหยินขั้น 1 ไม่ว่าอย่างไร...ถ้าไม่พลาดท่าโง่ๆ เขาก็จะมีชีวิตที่ดีได้ภายใต้การใช้งานผู้อื่น....
…………………………………………………..