ตอนที่ฉันเดินออกมาจากในห้อง เสี่ยวไป๋ถูกมองเหมือนสัตว์ประหลาด น้องชายทั้งสามคนบวกกับแม่อีกหนึ่งคนต่างยิ้มซื่อๆ แล้วถามเขา จากนั้นพ่อก็เดินกลับมาจากไร่
เมื่อพ่อเห็นฉันกำลังอ่านหนังสือ จึงหันมาถามว่า “งานที่นายังไม่เสร็จ แกก็ทำตัวเป็เด็กี้เีอีกแล้ว ไม่เอาอย่างน้องๆ บ้าง แบ่งเบาภาระของครอบครัว”
พ่อแบกจอบเดินมาที่ฉัน ฉันรีบยัดหนังสือใส่กางเกงทันที เดินออกไป จูงวัวแก่ของครอบครัวที่ชื่อ ‘มารวย’ ออกไปเดินที่ไร่
“ไอ้เด็กคนนี้ หนีไปเร็วจริงๆ!” พ่อะโไล่ตามหลังของฉัน
“ไม่เร็วได้ไง จอบของพ่อจะฟาดผมตาย” พ่อโเี้มาก เขามักพูดว่ามีลูกชายอีกถึงแม้จะตายสองสามคนก็ไม่กลัว ดังนั้นฉันจึงกลัวว่าเขาจะฆ่าฉันแล้วมีลูกคนใหม่ เพราะเขามักพูดเสมอว่าฉันดื้อและซน ลูกคนอื่นที่เกิดมาอีกสองสามคนเป็เด็กว่านอนสอนง่ายมากกว่าฉัน
ไป๋ซุ่นตงวิ่งตามฉันออกมา ไอ้หมอนั่นงุนงง น้ำตาและขี้มูกเกรอะกรังเต็มใบหน้า และยังมีฝุ่นสกปรกเป็หย่อมๆ ดูแล้วทุเรศมาก
“ปานจ่างคุณชื่อพี่เฟิงเหรอ” เสี่ยวไป๋ยิ้มถาม
“เฟิงแม่แกน่ะสิ...” ฉันนั่งอยู่บนคันนา หยิบหนังสือออกมาจากในกางเกง เริ่มท่องหนังสือเรียนของฉัน
ชื่อของฉันคือปานฉางเฟิง ฟังแล้วดูดีมาก แต่เมื่อนำมาเรียงกับน้องชายทั้งสามคนของฉัน ก็จะพบว่าชื่อนี้แค่ฟังดูดีเท่านั้น ในความเป็จริงไม่ดีเลยสักนิด ครอบครัวของพวกเรามีลูกสี่คน ชื่อตัวแรกกับแซ่ไม่เปลี่ยน แล้วเรียงลำดับชื่อว่าเฟิง หม่าน ฟู่ กุ้ย
มีความเฉิ่มเชยเป็อย่างมาก ทุกครั้งที่ผู้อำนวยการโรงเรียนมอบรางวัลฉันเกลียดมากที่ได้ยินชื่อของตัวเอง
“ปานจ่าง คุณชอบอ่านหนังสือเหรอ” เสี่ยวไป๋ถามอีก
ฉันไม่อยากสนใจเขา รู้สึกว่าเขาน่ารำคาญมาก
“ปานจ่าง ต่อไปผมขอกลับบ้านพร้อมกับคุณได้ไหม” เสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างซื่อๆ ดวงตาของเขาดูเหมือนลูกสุนัขข้างทาง ตอนนี้ท่าทางของเขาเหมือนคนที่หิวโซ ดวงตาโตนั่นอยากจะขอของกินจากฉัน
“ปัญญาอ่อน บ้านของนายอยู่คนละทางกับฉัน” ฉันกล่าว
“อย่างงั้น...” เสี่ยวไป๋หงุดหงิดขึ้นมา
“เชอะ” ฉันอ่านบทเรียนหน้าแรกจบแล้ว จากนั้นเปิดบทเรียนถัดไป
เวลาของฉันน้อยมาก ตอนเช้าตีสี่ครึ่งต้องตื่นมาให้อาหารไก่ แล้วจึงปลุกน้องสองไปหุงข้าวให้คนให้ครอบครัวกินจากนั้นก็ปลุกคนทั้งบ้านให้ตื่นแล้วแบ่งงานของวันนี้ และต้องคอยเตือนแม่อย่าดื่มน้ำมนต์ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่พ่อเอากลับมาที่บ้านเด็ดขาด จากนั้นก็เอาข้าวเช้าไปส่งให้พ่อกินที่ไร่ หลังจากนั้นก็วิ่งไปโรงเรียน
หลังจากเลิกเรียนกลับบ้าน ฉันยังต้องพา ‘มารวย’ ไปเดินเล่น แล้วถือโอกาสไปดูไร่ของพ่อ เพื่อป้องกันนกอนุรักษ์ข้างนอกบินโฉบมากินต้นข้าวของเขา
อันที่จริงฉันอยากจะซื้อหนังสติ๊กมายิงนกพวกนี้ให้หมดเกลี้ยง จะได้ประหยัดเวลาอ่านหนังสือที่ต้องมาอ่านที่นี่ทุกวัน แต่หัวหน้าหมู่บ้านที่เลี้ยงนกและรักนกมากบอกว่า นกที่ไร่ของฉันเป็นกอนุรักษ์ ถ้าหากฉันฆ่าพวกมัน เขาจะผ่านกน้อยของฉันไปทำผัดเปรี้ยวหวานแล้วแจกให้คนกินทั้งหมู่บ้าน คำพูดของเขาทำให้ฉันใ ดังนั้นฉันจึงได้แต่ไล่นกไม่กล้ายิงนก
....................................................................................
รอจนฟ้ามืดแล้ว ฉันถึงกลับไปกินข้าวที่บ้าน แล้วค่อยอ่านหนังสือต่ออีกนิดหน่อย สุดท้ายก็ผล็อยหลับไป
ฉันผู้น่าสงสาร นักเรียนชั้นประถมศึกษาผู้น่าสงสาร
“อย่างนั้น...คุณกลับบ้านเป็เพื่อนผมก่อน บ้านของผมอยู่ห่างจากโรงเรียนสิบนาทีเท่านั้น ผมกลับบ้านแล้วคุณค่อยกลับบ้าน แบบนี้ได้ไหมครับ” เสี่ยวไป๋เผยแววตาแห่งการรอคอย
“แน่นอนว่าไม่ได้” ฉันรำคาญจนทนไม่ไหว โยนหนังสือไปบนตัวของเขา
เสี่ยวไป๋ใ เขายืนอยู่บนคันนาแล้วลื่นล้มลงไปบนพื้น
ฉันลุกขึ้นยืน ใช้เท้าเหยียบไปที่ใบหน้าของเขาอย่างแรง รอยดินโคลนพวกนั้นเปื้อนใบหน้าของเขาจนสกปรก
“ฉันขอเตือนนายด้วยความเคารพ ถ้าหากวันพรุ่งนี้ฉันเจอนายที่โรงเรียนอีก นาย...เสร็จ...แน่...” หลังจากใช้แรงเหยียบระบายอารมณ์แล้ว ฉันก็หยิบหนังสือเรียนมาตบๆ แล้วจูง ‘มารวย’ เดินไปที่อื่น
“ฮือๆๆ...” เสี่ยวไป๋ร้องไห้อยู่ข้างหลังฉัน “ปานจ่าง คุณเกลียดผมเหรอ...คุณอย่าเกลียดผมได้ไหม”
“ไปตายซะ...” ฉันหันหลังไป ะโใส่เขาสุดแรง
-------------------------
วันถัดมา เสี่ยวไป๋ก็ไม่มาเรียนจริงๆ ฉันครองโต๊ะคู่เพียงคนเดียว เงยหน้าผิวปากอย่างสบายใจ
ในที่สุดก็หลุดพ้นจากไอ้หมอนั่นแล้ว ฉันสามารถอ่านหนังสือได้อย่างมีความสุขเสียที
แต่เพิ่งสบายใจได้แค่ตอนเช้า หลังจากกินข้าวเที่ยงนอนกลางวันเสร็จ เสี่ยวไป๋ก็กลับมาอีก
ฉันขึงตามองไอ้หมอนั่นอย่างแรงไปทีหนึ่ง
เสี่ยวไป๋คราวนี้ไม่ได้มาเรียนคนเดียว มีผู้หญิงสวยคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเขา ผู้หญิงสวยคนนั้นหน้าตาเหมือนคนในเมืองใหญ่ ม้วนผมเป็ลอน และยังใส่เสื้อผ้าสีขาวทั้งชุด
คนในครอบครัวของพวกเราไม่ใส่เสื้อผ้าสีขาว ดังนั้นฉันรู้สึกว่าสีขาวเป็สีของนางฟ้า มีแต่คนที่ลอยอยู่บนฟ้ากินอะไรก็ไม่เลอะเสื้อผ้าถึงจะสวมใส่กัน ฉันเองก็อยากใส่เสื้อผ้าสีขาวมาก แต่พ่อบอกว่าสีขาวถ้าเลอะสกปรกแล้วซักลำบากไม่เหมือนกับสีเทา ถึงแม้จะถูกเหยียบอยู่บนพื้น หยิบขึ้นมาตบนิดหน่อยก็ยังเป็สีเทา มากสุดก็แค่เปลี่ยนจากสีเทาอ่อนเป็สีเทาเข้มเท่านั้น
คาบนี้เป็วิชาของสโนว์ไวท์ เธอเห็นแม่ของเสี่ยวไป๋พาเสี่ยวไป๋มาโรงเรียน จึงรีบเดินไปรับพวกเขาที่หน้าห้องทันที
“ขอโทษจริงๆ นะคะ วันนี้เด็กไม่ค่อยสบายนิดหน่อย ฉันเพิ่งพาเขาไปหาหมอค่ะ” แม่ของเสี่ยวไป๋พูดเช่นนี้
“ไป๋ซุ่นตงเธอกลับไปนั่งที่ก่อนนะ” สโนว์ไวท์พูดพลางยิ้มเล็กน้อยเรียกเสี่ยวไป๋เข้าห้องเรียน จากนั้นก็พูดกับแม่ของเสี่ยวไป๋สองสามประโยค
เสี่ยวไป๋ก้มหน้าต่ำๆ ค่อยๆ เดินมาข้างฉัน ถอดหมวกสีเหลืองของเด็กนักเรียนด้วยท่าทางที่เชื่องช้า แล้วแขวนกระเป๋านักเรียนบนเก้าอี้
“ปานจ่าง สวัสดีตอนบ่ายครับ” หลังจากเสี่ยวไป๋ทักทายฉันแล้วก็นั่งพัก ท่าทางดูเป็เด็กเชื่อฟัง ไม่กล้าขยับเลยสักนิด
ฉันอยากจะบ้าตาย...
ทำไมไอ้หมอนี่ต้องทำตัวติดฉันเหมือนแมลงวันด้วยเล่า
-------------------------