เสียงรองเท้าหนังของรอน ก้าวดังหนักแน่นไปตามพื้นโรงพยาบาลเอกชนหรู ข้างกายมีวาทีเดินเคียงกันมา ใบหน้าของทั้งคู่ยังเต็มไปด้วยคำถาม
ั้แ่ที่พาเ้านายตัวเองขึ้นรถมา รอนหันมองแฟรงค์ที่ตอนนี้นั่งเอนหลังอยู่บนเตียงคนไข้ หน้าตาไม่ได้เ็ปอะไรมากนัก แต่ออกจะดูสบาย ๆ เกินไปด้วยซ้ำ
“บอสครับ… ผมขออนุญาตถามตรง ๆ” รอนกอดอก สีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก
“นี่บอสเจ็บจริง หรือแค่เล่นละครกันแน่ครับ”
แฟรงค์เหลือบตามองลูกน้องคนสนิท ริมฝีปากหยักยกขึ้นนิดหน่อย คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่
“ถ้าฉันบอกว่าเจ็บนิดเดียว… นายจะยอมเชื่อไหมล่ะ!”
“แล้วทำไมต้องให้พวกผมเล่นใหญ่ พามาส่งโรงพยาบาลละครับ?”
วาทีเสริมเสียงเข้ม พลางขยับแว่นอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะบอดี้การ์ดทุกคนรักและเป็ห่วงแฟรงค์มาก
ยิ่งรู้ว่าเขาถูกเด็กในบาร์ใช้มีดแทง ทั้งหมดก็รีบเข้าไปช่วยเ้านาย พร้อมเล่นงานเด็กคนนั้นกระอักเื โชคดีที่แฟรงค์ห้ามเอาไว้ไม่เช่นนั้นเด็กคนนั้นคงได้ไปเฝ้าท่านยมเป็แน่
“ลูกน้องผม..พากันคิดว่าบอสจะไม่รอดซะอีก ทุกคนเป็ห่วงมากนะครับ”
แฟรงค์หัวเราะเบา ๆ ยกมือขึ้นลูบผ้าพันแผล ซึ่งจริง ๆ แล้วแค่แผลกรีดเล็ก ๆ แต่เืดันออกเยอะก็เท่านั้น
“ก็ต้องทำให้น่าเชื่อไงวาที..เสียดายจัง..เด็กคนนั้นหน้าตาไม่เลว..หึ!”
แฟรงค์คิดถึงเด็กขายบริการที่บาร์ ซึ่งเขาบังคับให้เด็กคนนั้นทำบางอย่าง และเมื่อเด็กคนนั้นไม่ทำ เขาก็แกล้งโยนมีดให้แล้วท้าทายให้แทงเขา แล้วเขาจะปล่อยเด็กคนนั้นไป และก็ไม่น่าเชื่อเด็กหนุ่มหน้าใสแต่ใจเด็ดกล้าแทงเขาจริงๆ
“น่าเชื่อ… กับใครครับ?” รอนขมวดคิ้ว
แฟรงค์เงียบไปอึดใจ ยกสายตามองเพดานห้อง ก่อนจะเอ่ยเสียงเหนื่อยๆ
“ก็ว่าที่คู่หมั้นของฉันยังไงล่ะ”
คำตอบนั้นทำให้ทั้งรอนกับวาทีหันมามองหน้ากันทันที ก่อนจะอุทานออกมาพร้อมกัน
“คุณซานิ?!”
แฟรงค์หัวเราะในลำคอเหมือนเห็นสีหน้าทั้งคู่แล้วชอบใจ
“ก็ถ้าเธอเห็นว่าฉันเต็มไปด้วยเื่ยุ่ง ๆ อันตรายไปหมด แถมเที่ยวบาร์เก เธออาจจะเลิกล้ม ไปบอกพ่อของเธอ ไม่อยากหมั้นกับฉันก็ได้”
“โธ่… บอสต้องเล่นแรงเบอร์นี้เลยเหรอ?”
รอนส่ายหัวอย่างระอา แต่ในใจกลับแอบโล่งอกที่เ้านายไม่ได้เป็อะไรมาก วาทีถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ขอโทษค่ะ”
พยาบาลกุ๊กไก่เดินเข้ามาตรวจวัดความดันและเช็กอาการหลังจากหมอทำแผลให้แฟรงค์แล้ว
“ไม่ต้องตรวจหรอกครับคุณพยาบาล บอสผมแข็งแรงดี”
วาทีส่งเสียงแซว แต่ยังไม่ทันจะได้รับคำตอบจากพยาบาลคนส่วนเสียงหนึ่งแทรกขึ้น
“ถ้าไม่ให้ตรวจ ก็แสดงว่าหายแล้ว งั้นก็เชิญกลับ ที่นี่โรงพยาบาล ไม่ใช่ม่านรูด”
หมอโซอี้เดินเข้ามาส่งเสียงจริงจัง จนทำให้เพื่อนรักและบอดี้การ์ดทั้งสองคนยืนอึ้ง จะมีก็แต่คนไข้ที่กระตุกยิ้มทั้งที่หน้าชาเพราะโดนด่าอย่างเจ็บแสบ
“โซอี้..”
กุ๊กไก่รีบกระตุกชายเสื้อเพื่อนเบาๆ เพื่อดึงสติ เพราะก่อนหน้าเธอพึ่งเล่าประวัติของแฟรงค์ มาเฟียสุดหล่อที่นั่งแผ่รังสีโหดร้ายให้ฟัง
ขณะที่หมอโซอี้ใช่ว่าจะจำไม่ได้ แต่เขาเกลียดพวกมาเฟีย ยิ่งเ้าเล่ห์มากเหลี่ยมอย่างแฟรงค์ด้วยแล้วเขาก็ยิ่งเกลียด
“เชี่ย!..หมอน่ารักแต่ปากร้ายฉิบหาย”
วาทีกระซิบเบาๆ ให้รอนได้ยิน แต่มันดังมาพอจนทำให้แฟรงค์ได้ยินด้วย
“อื้ม!..ผมซักจะสนใจคุณหมอ...เอ่อ..หมอ..”
แฟรงค์แกล้งเอ่ยถามชื่อทั้งๆ ที่คุณหมอก็ติดบัตรประจำตัวแพทย์ที่หน้าอกอยู่แล้ว ทำให้กุ๊กไก่รีบตอบเสียงสั่น
“อะ..เอ่อ..คะ.คุณหมอโซอี้ค่ะ..คุณแฟรงค์..คะคุณหมอพึ่งกลับมาจากค่อยอาสา และพึ่งมาอยู่ฉุกเฉินเวรดึกแทนคุณหมอประจำ ก็เลย...เอ่อ”
“ก็เลยได้เห็นว่า..กลางคืน..ห้องฉุกเฉินที่มีไว้เพื่อช่วยเหลือรักษาคนไข้ กลายเป็ที่วิ่งเล่นของพวกบ้าอำนาจ”
หมอโซอี้จ้องมองใบหน้าของแฟรงค์อย่างไม่ลดละ ขณะที่เพื่อนพยาบาลรีบห้ามปราม
“โซอี้....”
“ไม่เป็ไรคุณพยาบาล..ผมพูดในฐานะหมอ” โซอี้ตอบกลับเสียงเรียบ
“เอ่อ..คุณหมอโซอี้ครับ..อะ..คือว่า..”
รอนรีบเดินเข้าหาหวังจะอธิบายให้กับคุณหมอ แต่แล้วเสียงของใครบางคนก็พุ่งเข้ามา
“แฟรงค์คะ!”
เสียงหวานแต่ทรงอำนาจดังขึ้น จากหน้าประตูห้องฉุกเฉิน ทำให้ทุกสายตาหันขวับไปมองพร้อมกัน
ร่างงามในชุดเดรสหรูสีงาช้างเดินเข้ามาอย่างสง่างาม รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็จังหวะมั่นใจ ผมยาวดำสนิทถูกรวบเรียบหรู สร้อยเพชรบนลำคอวาววับกับแสงไฟโรงพยาบาล
“คุณซานิ…” รอนกับวาทีหันมองหน้ากันทันที รู้แล้วว่า แผนบอสได้ผล
“คุณมาทำอะไรที่นี่..ดึกแล้ว”
แฟรงค์เลิกคิ้วเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ยกยิ้มมุมปากคล้ายคนรู้ทัน ขณะที่ซานิรีบเดินเข้าไปหา เขยิบเก้าอี้นั่งข้างเตียงคนไข้ โดยไม่สนใจใครอื่น
“ฉันได้ข่าวว่าคุณถูกทำร้าย แฟรงค์ คุณรู้ไหมว่าฉันเป็ห่วงแค่ไหน” เสียงหวานเจือด้วยอารมณ์สั่นไหว แต่แฝงด้วยความกดดันในที
โซอี้ที่ยืนพิงผนังอยู่ หรี่ตามองภาพตรงหน้าอย่างหงุดหงิด เขาไม่ชอบพวกไฮโซเล่นละครในห้องฉุกเฉินเลยสักนิด
“อาการคุณเป็ยังไงบ้างคะ”
ซานิเอื้อมมือจะจับตัวของแฟรงค์เพื่อหาาแ แต่แฟรงค์กลับเบี่ยงหนีเล็กน้อย รอยยิ้มยังคงติดอยู่บนริมฝีปาก
“ก็อย่างที่เห็น… แค่แผลเล็กน้อย”
“เล็กน้อยแล้วทำไมต้องมาโรงพยาบาลค่ะ..กลับไปทำแผลที่บ้านก็ได้”
“เล็กน้อยเหรอ?”โซอี้หลุดพูดขึ้นเสียงห้วน จนซานิหันมามองเขาด้วยสายตาเฉียบขาด
“ขอโทษนะครับ คนไข้ของผมจะเป็อะไร ‘เล็กน้อย’ หรือ ‘สาหัส’ นั่นคือหน้าที่ของผมในการประเมิน ไม่ใช่ใครอื่น”
กุ๊กไก่ที่ยืนใกล้ ๆ รีบสะกิดแขนเพื่อนอีกครั้ง “โซอี้… พอแล้ว” แต่ซานิกลับหัวเราะเย็น
“คุณหมอค่ะ ฉันเป็คู่หมายของคุณแฟรงค์ เื่สุขภาพของเขา ฉันมีสิทธิ์ที่จะรู้เหมือนกัน”
บรรยากาศในห้องแข็งค้างทันที เหมือนทั้งอากาศถูกกดทับ รอนกับวาทีถึงกับเม้มปากไม่กล้าพูดแทรก
ขณะที่โซอี้ก้าวออกมายืนเต็มตัว ดวงตาสีเข้มจ้องซานิอย่างไม่เกรง
“สิทธิ์ของคุณ… ไม่มีผลอะไรกับที่นี่ ในห้องฉุกเฉินที่อยู่ภายใต้การดูแลของหมอเวร และตอนนี้ คนนั้นคือหมออย่างผม”
เสียงในห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรที่ดังติ๊ด ๆ อย่างต่อเนื่อง แฟรงค์ทิ้งกายเอนพิงเตียง ฟังการโต้เถียงของทั้งคู่ ริมฝีปากยกยิ้มชัดขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรู้สึกสนุก
บรรยากาศขึงตึงขึ้นเรื่อยๆ รอนคิดในใจ นับั้แ่รู้จักคุณซานิมา ไม่มีใครเคยกล้าพูดกับเธอ แบบนี้แม้แต่เ้านายของเขายังต้องตามใจ
ขณะที่ซานิหน้าแดงด้วยความโกรธ กำมือแน่น แต่ก็พูดอะไรไม่ออก เพราะถูกกดด้วยสายตานิ่งเฉยของคุณหมอ ที่ไม่ได้แสดงความเกรงกลัวต่อเธอแม้แต่น้อย
แฟรงค์ที่แอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ ถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ั์ตาคมวาวระยับด้วยความพอใจ
“พวกนายยืนทำบ้าอะไรพาเขากลับบ้านสิ!”