เมื่อถึง่หัวค่ำ
ทุกคนภายในบ้านของคุณหญิงเฟื่องทองกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา ยกเว้นก็แต่เพียงคุณเอมิกาที่ไปเที่ยวกับเพื่อนฝูงเช่นเดิม คาดว่ากว่าจะกลับก็คงใช้เวลาอีกหลายวัน คุณสร้อยสิรินทร์เองก็พยายามที่จะโทรไปหาคุณเอมิกาเพื่อบอกเล่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในบ้าน แต่คุณเอมิกาคงเที่ยวเพลิดเพลินจนเกินไป แม้กระทั่งโทรศัพท์ก็ไม่ได้สนใจ ตอนนี้ได้เวลารับประทานอาหารค่ำที่ทุกคนมานั่งรับประทานด้วยกัน
"หนูดานั่งข้างป้าเลยลูก" คุณหญิงเฟื่องทองที่นั่งเป็ประธานอยู่หัวโต๊ะก็ได้จัดแจงให้ดาริกานั่งข้างตนเอง
ดาริกาตอบรับด้วยความอ่อนหวานแล้วลงไปนั่งข้างๆ คุณหญิงเฟื่องทอง
วันนี้คุณหญิงเฟื่องทองได้จัดที่นั่งให้ดาริกานั่งตรงข้ามกับธนาวินทร์ หันไปเห็นว่าธนาวินทร์กำลังเดินลงมาพอดี
"ตาธนา ลงมาพอดีเลยลูกมานั่งข้างๆ แม่สิวันนี้ นั่งตรงข้ามหนูดานี่แหล่ะ นานๆ ทีครอบครัวเราจะได้กินข้าวแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ปกติลูกงานยุ่งจะตาย" คุณหญิงเฟื่องทองคุยกับบุตรชายคนโต
"โอ๊ย คุณแม่เฟื่องครับ พี่ธนางานยุ่งมากๆเลย เหนื่อยแน่ๆ พักผ่อนไม่พอ ตาล้าใช่มั้ยพี่ธนา นั่งข้างคุณแม่เฟื่องแสงไฟตรงนั้นมันจะทำให้พี่ธนาปวดตา พี่ธนาเขยิบมานั่งตรงนี้ดีกว่า" ธนินทร์จึงเป็ผู้เสียสละนั่งข้างคุณหญิงเฟื่องทองเอง
"อ้อ! คุณแม่เฟื่องไม่ต้องขอบคุณผมนะครับ ผมยินดีทำเพื่อพี่ธนา"
คุณหญิงหันมากระซิบกับธนินทร์พร้อมกับหยิกต้นแขน
"ขอบคุณอะไรกันตาธัน ฉันจะหยิกแกให้หลังเขียวล่ะสิไม่ว่า ไอ้ลูกคนนี้ มาขัดทำไม แม่จะให้ตาธนานั่งคุยกับหนูดา แบบสะดวก"
แน่นอนว่าธนินทร์แกล้งทำหน้าตาเหมือนไม่เข้าใจที่คุณหญิงพูดเขาหันไปพูดกับคุณสร้อยสิรินทร์ต่อทันที
"คุณแม่ครับ แหม่! พอคุณแม่นั่งข้างคุณดาริกานี่แยกไม่ออกเลยนะครับว่าคนไหนพี่ คนไหนน้อง"
"พูดอะไรแบบนั้นเล่า แม่รู้ว่าแม่หน้าเด็ก ขนาดตอนนี้อายุ 50 ปลายๆ แล้ว คนยังคิดว่าแม่อายุแค่ 40 ต้นๆ เอง"
"จริงครับผมว่าคุณแม่โชคดีนะครับได้ยีนหน้าเด็ก เกิดได้ยีนที่หน้าแก่มาคงเครียดแย่ ฮ่าๆๆๆๆ" เขาหัวเราะ แอบเอ่ยว่ากระทบดาริกาที่หน้าของเธอดูแก่เกินอายุ แล้วจึงแสร้งหยุดหัวเราะทำเป็คิดได้
"อุ๊ย! ผมไม่ได้ตั้งใจว่าใครนะครับ มาครับๆ มากินข้าวกันดีกว่าผมหิวแล้ว"
ด้วยความสามัคคีของผู้คนในบ้านจึงทำให้ผู้ที่นั่งตรงข้ามดาริกาคือธนินทร์และผู้ที่นั่งข้างดาริกาคือคุณสร้อยสิรินทร์
คุณหญิงเฟื่องทองเกิดความไม่พอใจ ความ้าให้ดาริกาสานสัมพันธ์กับธนาวินทร์ถูกขัดขึ้นตลอดเวลา เมื่อเธอจะให้ดาริกาตักอาหารให้ธนาวินทร์ก็ถูกธนินทร์บอกขัดขึ้น
"อย่าครับๆ คุณดาริกาเดี๋ยวผมตักให้พี่ผมเอง พี่ธนาชอบกินปลา กินเยอะๆ นะครับ นี่ครับผมตักให้"
ว่าแล้วธนินทร์ก็ตักปลานึ่งซีอิ๊วให้พี่ชายทันที ตัดหน้าดาริกาไปแบบเฉียดฉิว ดาริกาที่กำลังจะวางปลาลงในจานธนาวินทร์ก็หน้าเจื่อนลงเพราะชายหนุ่มรีบปฏิเสธ
"ขอบคุณครับคุณดาริกา แต่ธันเขาตักให้ผมแล้ว ผมพอแล้วครับ"
"เก็บไว้ตักให้ตัวเองดีกว่าเถอะค่ะคุณดาริกา พวกเราไม่ค่อยอยากรับของจากมือคนนอกค่ะ"
"คุณสิรินทร์ หนูดาไม่ใช่คนนอกค่ะ" คุณหญิงเฟื่องทองพูดด้วยอารมณ์ที่เริ่มจะโมโห
"คุณเฟื่องคะ คุณดาริกาเป็คนนอกค่ะ ตอนนี้คุณดาริกายังไม่ใช่คนในครอบครัวของพวกเรา เธอยังไม่ได้เป็อะไรกับใคร
ในบ้านเราทั้งนั้น ถึงคุณเฟื่องจะบอกว่าเธอเป็หมอประจำตัว แต่นั่นมันคืออาชีพของเธอค่ะไม่ใช่บทบาทของคนในครอบครัว เธอไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่ใกล้เคียงกับคำว่าคนในครอบครัวเราแม้แต่สักนิดเดียวค่ะ คุณดาริกาอย่าร้องไห้นะคะ ฉันเป็คนรำคาญพวกน้ำตาจระเข้ ร้องไห้พร่ำเพรื่อ ร้องไม่รู้จักเวลา ทำเหมือนตัวเองอ่อนแอ แต่เป็พวกสร้างภาพทั้งนั้นค่ะ ขอโทษนะคะที่ฉันพูดตรงๆ "
ดาริกาทำหน้าจ๋อยไม่ตอบรับคุณสร้อยสิรินทร์ หน้าตาตอนแรกที่จะร้องไห้ ก็หยุดชะงักไป คุณหญิงเฟื่องทองเห็นแล้วทนไม่ได้ จึงกินข้าวต่อด้วยอารมณ์ไม่มีความสุขที่คุณสร้อยสิรินทร์หาทางขัดแข้งขาดาริกาทุกอย่าง แถมลูกตัวดีอย่างธนินทร์ก็อีกคน ที่ทำตัวขัดดาริกาตลอดไม่ต่างกัน
มื้ออาหารนั้นจบลงด้วยความไม่สบายใจของคุณหญิงเฟื่องทองและดาริกา แต่กลับเป็ความสบายใจของคุณสร้อยสิรินทร์ ธนินทร์ แม้แต่ธนาวินทร์ก็ยังสบายใจ คุณหญิงเฟื่องทองเมื่อรับประทานเสร็จจึงสะบัดหน้าเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับดาริกา
"หนูดา มากับป้าเถอะ อย่ามาอยู่กับคนแถวนี้เลยลูก เดี๋ยวจะติดนิสัยชอบขัดใจ เห็นใครดีกว่าไม่ได้"
ดาริกาได้ฟังจึงรีบเดินตามคุณหญิงเฟื่องทองไปทันที นับว่ามื้อนี้ดาริกาไร้การพูดคุยในวงสนทนาโดยสิ้นเชิง
"ฟู่วววว โล่งอกไปที รอดไปได้อีกวันนะครับคุณแม่"
"เฮ้อ! ดีจริงๆ มื้อนี้จบลง แม่รู้สึกว่าั้แ่แม่ดาริกาเข้ามาอยู่ในบ้านวันนี้ บ้านเราก็ร้อนอย่างกับไฟแหน่ะ"
"จริงด้วยครับคุณแม่"
"นี่ตาธัน แล้วพรุ่งนี้บ้านเราจะร้อนกว่านี้หรือเปล่า" ที่คุณหญิงพูดแปลว่า พรุ่งนี้จะมีคนมาทำให้บ้านเราร้อนกว่านี้หรือเปล่า ซึ่งผู้ที่มาก็ไม่ใช่ใคร เธอหมายถึง ลัลลภัสนั่นเอง
"แน่นอนครับคุณแม่" ธนินทร์อมยิ้มด้วยความมีเลศนัย
"อะไรกันครับคุณแม่ นายธัน ผมว่าทั้งคู่มีพิรุธนะ ไม่ได้พูดคุยถึงสภาพอากาศแน่ๆ ใช่มั้ย"
"โถ พี่ธนา พี่ธนาไม่ต้องรู้ก็ได้ครับ เอาเป็ว่าพวกเราคือทั้งผมกับคุณแม่เนี่ย จะทำทุกวิถีทางเพื่อชีวิตคู่อันราบรื่นของพี่ธนากับคุณพี่เพนนีแน่นอน พี่ธนาไปพักผ่อนเถอะครับ ไปตั้งใจทำงานที่มีปัญหาไป แล้วมีเื่อะไรน่าสนใจ เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังเอง พรุ่งนี้ผมจะอยู่บ้านทั้งวัน"
"ไม่ต้องกังวลหรอกตาธนา แม่กับน้องไม่ก่อเื่ให้คุณเฟื่องปวดใจแน่นอน"
แต่ไม่ปวดใจใช่ว่าจะไม่ปวดหัว ทั้งคู่ที่เตรียมรอดูเหตุการณ์วันพรุ่งนี้ได้แต่ขำในใจ
"อ้อ! เดี๋ยวก่อนสิพี่ธนา นี่ใกล้วันเกิดคุณพี่เพนนีแล้วนะครับอีกไม่ถึงเดือน พี่เตรียมของขวัญให้เธอไว้รึยัง"
"เตรียมแล้วสิ แต่พี่ไม่บอกใครหรอกนะ"
ธนาวินทร์เก็บอุบเื่นี้ไว้เป็ความลับ อีกไม่กี่อาทิตย์ ไม่ถึงเดือน ก็จะถึงวันเกิดอายุครบ 30 ปีของเพนนี ปีนี้เขาตั้งใจว่าสวมแหวนขอเพนนีแต่งงาน เขามั่นใจว่าเพนนีต้องตอบรับอย่างแน่นอน หญิงสาว ซึ่งแต่เดิมเขาจะจัดงานที่คฤหาสน์ของเพนนีในทุกปีที่คบกัน แต่ปีนี้เขาจะจัดงานเซอร์ไพรส์สวมแหวนที่บ้านของเขา ปีที่พิเศษนี้ทุกอย่างต้องแตกต่างจากเดิม แผนที่เตรียมไว้อย่างธนาวินทร์คงไม่รู้ว่าเลยว่าเหตุการณ์ในอนาคตจะพลิกผันมากกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้
"พี่ธนาต้องมีความลับอะไรแน่ๆ เลย"
"เอาน่ะตาธัน อย่าไปเซ้าซี้พี่เขาเลย ตาธนาไปพักผ่อนเถอะลูก" คุณสร้อยสิรินทร์กล่าว
"คุณแม่ก็พักผ่อนเยอะๆ เหมือนกันนะครับ นายธันอย่ามัวแต่พาคุณแม่คุย พูดเหลวไหลนะ"
"รับทราบครับผมมมมมม"
ธนาวินทร์จึงเดินออกไปเพื่อเตรียมตัวพักผ่อน
เมื่ออยู่กันสองคน คุณสร้อยสิรินทร์จึงบอกกับธนินทร์ให้โทรหาเพนนี
"ตาธัน ลูกโทรหาหนูเพนนีสิลูก ป่านนี้มืดค่ำแล้ว ที่นั่นคงยังบ่ายเกือบเย็น หนูเพนนีคงคุยได้"
ธนินทร์ว่าแล้วจึงโทรหาเพนนีทันที เมื่อหญิงสาวรับสาย ฝั่งธนินทร์จึงเปิดลำโพงเพื่อให้คุณสร้อยสิรินทร์ได้ยินด้วยกัน
"ฮัลโหลว่ายังไงน้องธัน มีอะไรจ๊ะสุดหล่อ"
"คุณพี่เพนนีนี่ปากหวานอีกแล้วนะครับ ทำอะไรอยู่หรอครับ"
"พี่หรอ กำลังเลือกชุดอยู่น่ะ เตรียมขึ้นงานแสดงวันพรุ่งนี้"
"คุณพี่เพนนีกลับวันไหนหรอครับ"
"พี่มีเหลือรอบการแสดงเปียโนอีกสองวันจ่ะ พรุ่งนี้กับมะรืน วันหลังจากวันมะรืนแล้วพี่ก็คงกลับเลย คิดถึงทุกคนที่ไทยน่ะ"
ชีวิตเวียนว่ายตายเกิดของเพนนีก็เป็แบบนี้มาตลอด ทุกครึ่งปีเธอมักมีงานแสดงใหญ่ระดับโลกที่รออยู่ เธอเป็นักเปียโนหญิงอันดับหนึ่งของประเทศ เห็นได้ชัดว่า ถ้าเพนนีไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในตอนอายุครบ 30 ปี ในทุกครั้ง เธอก็คงจะสามารถขึ้นคว้ารางวัลระดับโลกได้ และมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับสากลได้อย่างไม่ยากแน่นอน
"แล้วนี่น้องธัน โทรมาหาแค่นี้หรอ พี่ว่าต้องมีอะไรแน่ๆ เลยใช่มั้ย"
"แหม่! มีสิครับ" จากนั้นธนินทร์จึงบอกเล่าเื่ราวเกี่ยวกับดาริกาในวันนี้ให้เพนนีฟังตบท้ายประโยคว่า
"นี่ผมโทรไปบอกพี่ภาสเขาก่อนแล้วนะครับเนี่ย"
"นี่ขนาดนายพงษ์ยังรู้เื่นี้ก่อนพี่อีกหรอ แต่ไม่เป็สงสัยนายนั่นไม่อยากให้พี่โมโห แล้วนี่จะทำยังไงกันต่อ พี่ว่านะที่คุณป้าสิรินทร์พูดก็ถูกต้อง มองด้วยตาแบบไร้อคติ ยังเห็นเลยว่ามันมีพิรุธ คนเดียวที่คงชื่อชอบยัยดาริกามากจนถึงขนาดนี้ คงเป็คนที่เจอทุกวันนั่นแหล่ะ พี่เห็นตามที่พูดเลย คนจะทำก็คงมีแต่นายพันรบ คนขับรถ นี่คงสร้างเื่ชัดๆ เอางี้จัดการกันไปเลย ในเมื่อยัยดาริกามาไม้นี้ พี่คงยังกลับไปไม่ทันแน่ ฝากน้องธันกับคุณป้าด้วยนะคะ"
"ผมให้คุณลูกแพร์เธอมาช่วยนะครับ จะได้ป่วนให้คุณดาริกาเธอปวดประสาท"
"ดีเลยๆ ยัยลูกแพร์ก็ร้ายพอๆ กับพี่ แต่อาจจะร้าย ฉลาดน้อยกว่านิดนึง ฮ่าๆๆ" เพนนีหัวเราะด้วยความชอบใจ
"คุณพี่เพนนีไม่โกรธหรอครับ"
"จะไปโกรธทำไมกัน ดีซะอีก ตอนมีปัญหาก็มาช่วยกันป่วนยัยดาริกา พอหมดปัญหาก็กลับไปทะเลาะกันก็ยังไม่สาย นี่ต้องขอบใจยัยลูกแพร์ด้วยซ้ำ ที่มาช่วย"
เพนนีไม่บอกหรอกว่าตอนแรกหญิงสาวจะขอความช่วยเหลือจากลัลลภัส แต่เธอล้มเลิกความตั้งใจไป แต่ไหนๆ ธนินทร์ก็สามารถจับมือพาลัลลภัสมาร่วมกลั่นแกล้งดาริกาได้ ศัตรูของศัตรูที่เป็มิตรกันขนาดนี้ ทำไมเธอจะไม่ยินดี
"คุณพี่เพนนีนี่น่ารักมาเลย ฮ่าๆๆๆ ได้ครับคุณพี่เพนนี คุณแม่ก็ฝากบอกว่าโอเค เดี๋ยวพวกพิทักษ์พี่ธนาให้เอง" ธนินทร์พูดพร้อมกับทำนิ้วโอเค
"แต๊งกิ้วนะน้องธัน พี่ไปก่อนละนะ บ๊ายบาย"
เพนนีพูดจบจึงวางสายไป
"ไปพักผ่อนตาธัน พรุ่งนี้ต้องเตรียมรับมือแม่ดาริกาคนนั้น เฮ้อ! แม่รู้สึกสนุก ตื่นเต้นรอวันพรุ่งนี้แล้วสิ ั้แ่คุณพ่อของลูกตายไป แม่ก็ไม่ได้รู้สึกมีชีวิตชีวาอะไรขนาดนี้ ไปลุยพรุ่งนี้กันเลยลูก"
คุณสร้อยสิรินทร์หันมายิ้มให้ธนินทร์ด้วยความรับ ทั้งสองตัดสินใจร่วมมือเพื่อเอาดาริกาไปจากบ้านหลังนี้
ทางฝั่งดาริกา เธอยังไม่ได้นอน แต่รอคอยเวลา มาเคาะประตูหน้าห้องของธนาวินทร์