ดวงจันทร์ลอยเหนือนภานานแล้ว อ๋องเยี่ยเหลียงและเซี่ยะเหลียนจึงกลับถึงวังอ๋อง และเมื่อทั้งคู่ก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลางเรือนใหญ่ ก็พบกับครอบครัวของราชครูที่นั่งล้อมโต๊ะกินข้าว หากแต่กับข้าวบนโต๊ะยังไม่ถูกแตะต้องแม้แต่น้อย
“คาราวะท่านราชครู”
อ๋องเยี่ยเหลียงประสานมือทำความเคารพ
ปัง !
ราชครูตั้งใจวางตะเกียบลงโต๊ะแรง ๆ ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ !!!
“เ้าช่างเป็อ๋องที่ควรแบบอย่างจริง ๆ พาหญิงรับใช้ชมวัง แล้วปล่อยให้พระชายาของตนเองเฝ้าเรือน และทิ้งให้พ่อตาแม่ยายนั่งรอทานข้าวเย็น ประเสริฐนัก ประเสริฐนัก !”
ใบหน้าอวบอูมแดงก่ำของราชครูนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโกรธเกี้ยวสักแค่ไหน เดิมทีเขาคิดว่าอ๋องเยี่ยเหลียงก็เป็ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่มีภรรยามากกว่าหนึ่งคนได้ แต่เมื่อเขาต้องมานั่งหิ้วท้องรอร่วมโต๊ะอาหารกับบุตรเขยนานถึงสามชั่วยามมันก็สุดจะทนจริง ๆ ซ้ำบุตรสาวของเขาต้องถูกสามีทิ้งให้อยู่เฝ้าเรือนอย่างไม่ไยดี !
“ข้าขออภัยท่านราชครูเป็อย่างยิ่ง ข้าเพิ่งกลับจากงานน้ำชา ไม่ทราบจริง ๆ ว่าท่านจะมาเยือนจึงไม่ได้เตรียมต้อนรับ”
อ๋องเยี่ยเหลียงก้าวขึ้นหน้าใช้ร่างสูงใหญ่บังเซี่ยะเหลียนเอาไว้
“ฮึ !”
ท่านราชครูสะบัดแขนเสื้อ อย่างไม่รับฟังคำแก้ตัวใด ๆ
“เอาเถอะ ๆ ไหน ๆ ท่านอ๋องเยี่ยก็มาถึงแล้ว พวกเรามาทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันดีกว่านะ”
ฮูหยินของท่านราชครูพยายามไกล่เกลี่ย ยังไม่ได้คุยเื่สำคัญกันเลย ผู้เป็สามีก็ทำท่าจะล่มเรือเสียแล้ว ในขณะที่ท่านหญิงชิงชิงจ้องเซี่ยะเหลียงที่หลบด้านหลังของอ๋องเยี่ยอย่างแค้นเคือง
อ๋องเหลียงส่งสัญญาณให้เว่ยกงกงพาเซี่ยะเหลียนออกไปข้างนอกก่อนที่ท่านหญิงชิงชิงจะหาเื่ให้นางเดือดร้อน แล้วจึงนั่งลงเก้าอี้ข้าง ๆ พระชายาของเขา ท่านราชครูจึงยอมหยิบตะเกียบขึ้นมานำทุกคนทานอาหาร
“ท่านอ๋อง เราก็ถือว่าเป็ครอบครัวเดียวกันแล้วไยต้องเรียกท่านราชครู เรียกท่านพ่อ และเรียกข้าว่าท่านแม่ เหมือนกับชิงเอ๋อร์เรียกจะดูเหมาะกว่า”
หญิงสูงวัย หากแต่มีเค้าโครงความงามฉายอยู่ในหน้าเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าอารมณ์ทุกคนค่อย ๆ สงบลงแล้ว นางต้องลดระยะห่างระอ๋องเยี่ยเหลียงกับครอบครัวของนาง เพื่อที่เขาจะได้ยอมรับในตัวบุตรสาวของนางง่ายขึ้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
อ๋องเยี่ยเหลียงยอมแต่โดยดี เพื่อลดอารมณ์ขุ่นเคืองของราชครู เหตุที่เขาไม่ยอมเรียกอย่างชนิดชิดเชื้อั้แ่ต้นเพราะเขายังไม่ยอมรับท่านหญิงชิงชิงเป็ภรรยาอย่างแท้จริง
“ดีมาก ต่อไปนี้ข้ากับท่านราชครูก็จะได้ตายตาหลับสักที ชิงเอ๋อร์ของเรามีคนดูแลแล้ว แม่ฝากน้องด้วยนะลูก”
ฮูหยินยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง บุตรสาวลูบมือนางเบา ๆ พลางลอบยิ้มให้กันและ
“อ่อ ยังมีอีกเื่ที่แม่กังวลใจนัก ขอพูดกับเ้าตรง ๆ สักหน่อยได้ไหม”
“ท่านแม่ไม่ต้องเกรงใจ โปรดเอ่ยมาเถิด”
“ชิงเอ่อร์ของเราได้แต่งเข้าวังอ๋องถูกต้องตามประเพณีทุกอย่าง แต่เ้ากลับให้นางพักที่เรือนรับรอง แม่เกรงว่าเ้าจะตกเป็ที่ครหา และแม่กับท่านราชครูก็จะถูกดูิ่ได้”
มารดาของท่านหญิงชิงชิงเป็ออกปากเอง ในขณะที่บุตรสาวหลุบตาลงต่ำ
“เื่นี้ ก็ข้าคิดอยู่เช่นกัน เพียงแต่ว่า่นี้ยุ่ง ๆ จึงไม่เวลาจัดการ จนต้องลำบากท่านทั้งสองมาถึงจวนอ๋อง”
แม้น้ำเสียงจะราบเรียบแต่ความั์บ่งบอกว่าเขาเองก็รู้เช่นกันว่าท่านชิงชิงกลับไปฟ้องท่านราชครูเื่ห้องหอ แต่มันเป็เื่ในจวนของเขาที่ต้องสะสางเองคนอื่นไม่ควรแหย่มือเข้ามาสอด
“ลำบากที่ไหนกันหล่ะเราเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว”
ฮูหยินยิ้มเจื่อน ๆ ส่วนผู้เป็สามีได้แต่คำรามฮึในคอ
“เ้าก็ให้ชิงเอ่อร์พักที่เรือนหอไม่ดีกว่ารึ ไหน ๆ ก็ตบแต่งกันแล้ว”
ฮูหยินราชครูค่อย ๆ ตะล่อมชี้นำให้อย่างไม่ยืดเยื้อ
“เอ่อ คือ”
อ๋องเยี่ยเหลียงมีสีหน้าลำบากใจ พระชายาตวัดสายตามองดูสามีตน มีหรือนางจะไม่รู้เหตุใดเขาถึงไม่ยอมรับปากเลย
“คงไม่ได้หรอกท่านแม่ เพราะห้องหอของท่านอ๋องบัดนี้ไม่ว่างสำหรับตำแหน่งพระชายาเสียแล้ว”
ท่านหญิงชิงชิงอดประชดประชันไม่ได้
วาจาอ่อนหวานนั่นเหมือนจะรู้ใจท่านอ๋อง แต่กลับทิ่มแทงใจเขานัก ท่านราชครูถึงกับถลึงตาใส่อ๋องเยี่ยแล้วตวาดขึ้น
“ถ้าห้องหออ๋องไม่ว่างสำหรับพระชายา แล้วจะว่างสำหรับผู้ใด ! ท่านกล้าขัดพระบรมราชโองการรึ !”
อ๋องเยี่ยเหลียงมองราชครูไม่หลบสายตา เพราะเขาไม่กล้าขัดพระบัญชา เขาจึงต้องยอมอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้า คลายไม่ออกเช่นนี้ แต่เมื่อเหตุการณ์มันเลยเถิดถึงขั้นนี้เขาก็ต้องยอมจำนน
“คืนนี้ ลูกจะสั่งคนให้ย้ายของน้องหญิงเข้ามาเรือนหอพ่อจะได้ไม่ต้องเป็ห่วง”
“ฮึ !”
ราชครูสะบัดตัวลุกขึ้น ไม่มีอารมณ์จะร่วมโต๊ะอาหารกับผู้ใดอีกแล้ว ฮูหยินจึงฝืนยิ้มขึ้นมาทีหนึ่ง แล้วกล่าวคำร่ำลาบุตรสาวและบุตรเขย ก่อนตามราชครูกลับจวน
....................................................................................
“ท่านพี่.....”
พระชายาผลักประตูห้องเข้ามาโดยไม่ต้องรอให้ผู้เป็เ้าของห้องอนุญาต เพราะอย่างไรเสียห้องนี้ก็เป็ห้องของนางแล้ว
อ๋องเยี่ยเหลียงยังคงนั่งนิ่งที่โต๊ะมุมห้อง ดวงตาจับจ้องตำราในมือโดยไม่มีปฏิกิริยาตอบรับนางแม้แต่น้อย ท่าทีของเขานั้นทำให้กำลังใจของพระชายาที่้าเผด็จศึกสามีหายไปส่วนหนึ่ง แต่เมื่อคิดว่าคืนนี้นางต้องอยู่ในห้องหอกับท่านอ๋องทั้งคืน ดวงหน้าสวยก็ยิ้มพรายขึ้นเต็มหน้า
“ดึกแล้วไยท่านพี่ยังตรากตรำอ่านตำราอยู่อีก ท่านพี่โปรดถนอมพลานามัยด้วย”
ร่างอรชรในชุดรัดอก กระโปรงจีบรอบ ้าคลุมไว้เพียงผ้าโปร่งเบาบาง เปิดเผยเนินเนื้ออกที่ล้นทะลักออกมาอย่างเห็นได้ชัด
พระชายาขยับเข้าชิดวาดมือนุ่มแตะลงที่แขนผู้เป็สามี ต่อให้เป็ยอดบุรุษที่ไหนก็ต้องละสายตาจากทุกสิ่งแล้วเหลียวมองสตรีข้างกาย แสงเทียนกลางห้องส่องแสงวับแวม ขับให้ผิวนวลภายใต้ผ้าโปร่งดูน่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น
“ท่านพี่ นี่ก็ดึกมากแล้ว ได้เวลาพักผ่อนแล้วเพคะ”
พระชายานั่งลงข้างกาย แนบอกนุ่มเข้าหาต้นแขนแกร่ง ริมฝีปากแต้มสีแดงอ่อน ๆ ระเรื่อเผยอออกน้อย ๆ อย่างออดอ้อน
“อะ เอ่อ น้องหญิง”
อ๋องเยี่ยเหลียงขนลุกเกรียวขึ้นทั่วตัว สัญชาติญาณดิบในการชายมันถูกปลุกด้วยกลิ่นหอมละมุนของเนื้อสาว เขารีบวางหนังสือแล้วพยายามดันเรือนร่างนุ่มนิ่มที่เบียดแซะเขาออก ก่อนที่เขาจะห้ามตนเองไว้ไม่ไหว
“เพคะท่านพี่”
พระชายาช้อนตาหวานฉ่ำขึ้นมองราวกับสาวน้อยผู้ไร้เดียงสา แต่เมื่อเห็นผู้เป็สามีคล้ายจะต้านทานการเย้ายวนของนางไม่ไหวแล้ว ร่างอรชรจะขยับชิดยิ่งขึ้นพร้อมกับโน้มคอบุรุษหนุ่มเข้าหา ริมฝีปากแดงระเรื่อัักับริมฝีปากของอ๋องเยี่ยดังใจปรารถนา
“อืม”