บทที่ 15 สามี โปรดรอสักครู่
การจะแก้ไขสถานการณ์ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับจ้าวผิงแล้ว
จ้าวผิงก้าวไปข้างหน้าและช่วยพยุงอวิ๋นหม่านให้ลุกขึ้น พลางว่า “อวิ๋นหม่าน ในเมื่อข้ารับเ้าเป็ศิษย์แล้ว จะปล่อยเ้าไปง่าย ๆ ได้อย่างไรเล่า?"
“เ้าทำเช่นนี้ หมายความว่าไม่ไว้ใจอาจารย์คนนี้หรือ?”
“ข้า...” อวิ๋นหม่านพูดไม่ออก
หลู่ซิ่วกล่าวว่า “จ้าวผิง อย่างไรแล้วการเดิมพันของเราจะต้องมีกำหนดเวลาด้วย”
“ข้าให้เวลาท่านหนึ่งเดือน เพียงพอรึไม่?"
“ไม่ต้องถึงหนึ่งเดือนหรอก” จ้าวผิงกล่าวเสริม “ข้าจะลงมือตอนนี้เลย”
“ตอนนี้หรือ?” หลู่ซิวคิดว่าตนคงจะหูฝาดไปแล้วแน่
“ถูกต้อง ลงมือตอนนี้เลย” จ้าวผิงกล่าว “ส่งสมุดบันทึกของเ้ามาให้ข้า แล้วข้าจะวาดโครงร่างให้”
“หลังจากนั้นข้าจะสอนวิธีทำ แล้วเ้าก็ลงมือทำได้เลย”
“ให้ข้าลงมือทำน่ะหรือ?” หลู่ซิวพูดด้วยความฉงน “เ้าไม่กลัวว่าข้าจะทำพลาดหรือ?”
“ฮ่า ๆ สำหรับเื่นี้เ้าไม่ต้องกังวลไป ตราบใดที่เ้าทำตามขั้นตอนที่ข้าสอน รับรองว่าจะต้องประสบผลสำเร็จ” จ้าวผิงหัวเราะพลางเอ่ยเสริม “แต่ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ก็ถือว่าข้าแพ้เดิมพัน เ้าก็พาอวิ๋นหม่านไป”
“เช่นนั้นเ้าก็วาดเถอะ”
แม้หลู่ซิวไม่เต็มใจที่จะยอมแพ้ แต่เพื่อแลกกับอิสรภาพของสหายรักแล้ว เขายังคงมอบสมุดบันทึกให้จ้าวผิงด้วยความไม่เต็มใจ
จ้าวผิงเหลือบมองหน้าที่เขาวาดเตียงไว้ก่อนหน้านี้ แล้วจึงเริ่มวาดหน้าไม้ขึ้นมา
ชายหนุ่มไม่เคยทำหน้าไม้เลยก็จริง ทว่าตอนเรียนเขาก็เคยไปที่พิพิธภัณฑ์และเคยเห็นว่าหน้าไม้นั้นมีหน้าตาเป็อย่างไร และด้วยเป็คนสมัยใหม่ ชายหนุ่มย่อมเข้าใจหลักการของหน้าไม้ได้ไม่มากก็น้อย เพียงไม่นานเขาก็วาดหน้าไม้ออกมาได้สำเร็จ
“นี่คือหน้าไม้งั้นหรือ?” หลู่ซิวมองภาพวาดแล้วเอ่ยถาม
“ใช่” จ้าวผิงพยักหน้าแล้วพูดว่า "ครั้งก่อนข้าเคยเห็นภาพที่เ้าวาดเอาไว้ จึงหยิบยกมาเป็แรงบันดาลใจ”
“แค่เพิ่มรังธนูกับกระบอกใส่ธนูไว้ตรงนี้ เวลาใช้ก็เหนี่ยวไก แรงดีดกลับของเอ็นจะส่งลูกศรไปข้างหน้า”
“รอจนกว่าลูกศรจะออกจากรังลูกศร ลูกศรในกระบอกจะตกลงในรังแทนที่ลูกศรเดิมเอง"
“แล้วการสร้างคันโยกไว้ที่ด้านหลังตรงนี้ เวลาใช้ก็แค่กดลง แล้วกลไกภายในจะหมุนกลับ จากนั้นเ้าก็เหนี่ยวไกตามเดิม ลูกศรอีกดอกก็จะถูกยิงออกไป นี่ก็คือหน้าไม้แบบใหม่”
ยิ่งหลู่ซิวได้ฟังมากขึ้นเท่าไร ดวงตาก็ยิ่งเป็ประกายมากขึ้นเท่านั้น
เขาชอบศึกษาอาวุธเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว และมีความปรารถนาจะสร้างหน้าไม้ที่ทรงพลังให้แก่สหายรักอวิ๋นหม่านมาโดยตลอด
เดิมทีเขาได้ออกแบบด้ามและคันศรไว้แล้ว แต่ติดปัญหาตรงที่ว่าจะทำให้ลูกศรยิงอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร
เขาศึกษานานกว่าครึ่งปีแล้ว สุดท้ายก็ยังคงมืดแปดด้าน ไม่คาดคิดว่าจ้าวผิงจะทำได้จริง
ในรูปวาดของจ้าวผิงอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดที่ชัดเจน ไม่ว่าจะมีการวางกลไกตรงจุดใด ก็ล้วนมีคำอธิบายการทำงานของกลไกเ่าั้ไว้ด้วย
“เห็นแบบนี้แล้วเ้าทำได้หรือไม่?” จ้าวผิงถาม
“ข้า… ข้า...” หลู่ซิวเอาแต่พูดอึกอัก
หลู่ต้าซานยกเท้าเตะบั้นท้ายของอีกฝ่ายและดุด้วยใบหน้าที่เข้มงวด “ไอ้ลูกกระต่าย สรุปว่าเ้าทำได้หรือไม่? พูดให้หนักแน่นหน่อยสิ”
“แม้ว่าตระกูลหลู่ของพวกเราจะเป็เพียงช่างไม้ แต่เราก็เป็ผู้มีทักษะ เป็บุคคลน่าเชื่อถืออีกด้วย”
“หากว่าเ้าไม่สามารถทำได้ พวกเราก็ยอมแพ้เื่ที่เดิมพันเสียเถอะ”
“...ข้าไม่แน่ใจ”
หลู่ซิวคว้าสมุดบันทึกแล้วหันหลังวิ่งหนี แต่เขายังพูดทิ้งไว้หนึ่งประโยคว่า “ข้าจะกลับบ้านไปทำตอนนี้เลย และหากทำได้จริง ๆ ข้าจะมาขอโทษท่านถึงหน้าประตูบ้าน”
สิ้นเสียง เ้าของเสียงก็หายลับไปแล้ว
“เ้าเด็กคนนี้!”
หลู่ต้าซานก็แสร้งทำเป็โกรธ จากนั้นเขาก็กล่าวคำอำลาและกลับไปเช่นกัน
เหวินฮุ่ยทำหน้าที่เก็บชานกับตะเกียบไปล้าง ส่วนหลิ่วเมิ่งหรูนำหญ้าแห้งมาปูทับเตียงใหม่ทางห้องปีกตะวันตก ปูทับด้วยเสื่อฟางอีกชั้น แล้วนำผ้าห่มมาวางอีกหนึ่งผืน เท่านี้นี่ก็กลายเป็ห้องนอนของเหวินฮุ่ย
สำหรับจ้าวเสียวเสี่ยวที่ยังเด็ก เมื่อได้เห็นสิ่งของใหม่ ๆ ก็อยากจะัั นางส่งเสียงร้องว่าอยากนอนเตียงใหม่ไม่ขาดปาก
และนี่ก็คือจุดประสงค์ของจ้าวผิงด้วย
เหวินฮุ่ยจึงมีหน้าที่กล่อมให้จ้าวเสียวเสี่ยวเข้านอน ส่วนจ้าวผิงก็พาหลิ่วเมิ่งหรูกลับห้องปีกตะวันออก
ทันทีที่ปิดม่านประตู จ้าวผิงก็แทบรอไม่ไหวที่จะลากหลิ่วเมิ่งหรูไปที่เตียง
“สามี โปรดรอสักครู่เถอะ ตอนนี้เหวินฮุ่ยกับเสียวเสี่ยวน่าจะยังไม่หลับ” หลิ่วเมิ่งหรูเขินอายมาก นางพูดเสียงอู้อี้เหมืองยุง ขณะพิงศีรษะอยู่ในอ้อมแขนของจ้าวผิง
แน่นอนว่าจ้าวผิงไม่สนใจ
ด้วยเขาครองโสดมานานกว่ายี่สิบปี เขาจึงมีความปรารถนาที่จะร่วมเตียงกับภรรยามากเหลือเกิน ในเมื่อตอนนี้เขามีภรรยาที่งดงามราวกับบุปผา อีกทั้งยังได้อยู่กันตามลำพังในห้อง แล้วจะให้อดใจไหวได้หรือ
โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงใด ๆ อีก เขาเริ่มจูบริมฝีปากสีแดงเรื่อของหลิ่วเมิ่งหรู แล้วกดนางลงกับเตียง ทว่าหลิ่วเมิ่งหรูก็ผลักเขาออกไปอีกครั้ง
จ้าวผิงขมวดคิ้ว แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ถามเหตุผล ก็เห็นหลิ่วเมิ่งหรูหยิบผ้าขาวผืนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วปูทับผ้าปูที่นอน
ฮ่า ๆ คนสมัยโบราณช่างให้ความสำคัญต่อเื่นี้เสียจริง
แม้จ้าวผิงจะนึกขบขันอยู่ในใจ แต่เขาก็เข้าใจได้เช่นกัน เพราะนี่เป็ครั้งแรกของหลิ่วเมิ่งหรู และนาง้าพิสูจน์ตัวเอง
เขาจึงไม่รีบเร่งเหมือนสัตว์ป่าอีกต่อไป ชายหนุ่มโอบกอดหลิ่วเมิ่งหรูเอาไว้ แล้วค่อย ๆ คลี่ชุดแพรบางออก
หลิ่วเมิ่งหรูตอบสนองด้วยความไร้เดียงสา
จากนั้น เตียงนอนก็เกิดเสียงร้องประท้วงต่อความรุนแรง
แม้จ้าวผิงจะมีความปรานีอยู่บ้าง แต่เขาก็ใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามเต็ม ๆ ก่อนที่จะยอมรามือ
เมื่อหลิ่วเมิ่งหรูทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วก็เข้านอนภายใต้อ้อมแขนของจ้าวผิง
จากนั้นจ้าวผิงพูดคำที่เป็กันเองอีกไม่กี่คำกับนางก่อนจะหลับไป
สำหรับหนึ่งวันที่ยุ่งเหยิงนี้ จ้าวผิงออกแรงไปอีกเทียบเท่ากับสองชั่วยาม เขาเหนื่อยมาก จนทำให้ผล็อยหลับไประหว่างพูดด้วยซ้ำ
หลิ่วเมิ่งหรูมองใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวผิง เมื่อได้ฟังเสียงลมหายใจของเขา นางก็รู้สึกสบายใจนัก
จ้าวผิงคนนี้ ในที่สุดก็กลายเป็เสาหลักของครอบครัวได้
ส่วนตัวนางหลิ่วเมิ่งหรูก็กลายเป็สตรีที่ได้รับความรักและทะนุถนอมจากสามี
เมื่อจินตนาการถึงอนาคตอันแสนหวานในใจ หลิ่วเมิ่งหรูก็หลับไปพร้อมกับความหอมหวาน
กระทั่งในเช้าวันรุ่งขึ้นจ้าวผิงจะถูกเสียงไก่ของเพื่อนบ้านขันปลุก เขาก็ยังคงเห็นรอยยิ้มอันแสนหวานบนใบหน้าของหลิ่วเมิ่งหรู จ้าวผิงอดเอาแต่ใจอีกเล็กน้อยไม่ได้ จากนั้นก็ลุกขึ้นด้วยความไม่เต็มใจ
เหวินฮุ่ยยังคงยุ่งอยู่กับการทำอาหาร แต่ไม่เห็นอวิ๋นหม่านอยู่ที่นั่น เหวินฮุ่ยบอกเขาว่าอวิ๋นหม่านขึ้นเขาไปจับกระต่าย
จ้าวผิงได้ยินเช่นนี้ก็ค่อนข้างพอใจ
มีทั้งคนทำอาหาร คนทำงาน และยังมีภรรยานอนร่วมเตียงอีก การใช้ชีวิตเป็คนยุคโบราณก็สบายใจดีไม่น้อย
เนื่องจากจ้าวผิงว่างงาน เขาจึงออกไปรำไท่เก๊กที่ลานบ้าน ด้วยเ้าของร่างเดิม นอกจากจะไร้มนุษยธรรมแล้ว ก็ยังเป็พวกคอทองแดง ทำให้สุขภาพทรุดโทรมมาก
จ้าวผิงใช้เวลาฝึกเพียงสองชั่วยาม ก็ทำให้หมดแรงและหายใจไม่ออกแล้ว ทว่านี่เป็ผลจากหลิ่วเมิ่งหรูคนเดียวเท่านั้น หากว่าเขายอมรับเหวินฮุ่ยด้วยอีกคน เกรงว่าเขาจะไม่สามารถยืดหลังตรงได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงต้องออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพ และป้องกันความเหนื่อยล้า
เมื่อเขาออกกำลังเสร็จแล้ว หลิ่วเมิ่งหรูกับจ้าวเสียวเสี่ยวก็ตื่นนอนเช่นกัน เด็กหญิงบอกว่าเตียงใหม่นอนสบายมาก และต่อไปนี้นางจะนอนกับเหวินฮุ่ย
จ้าวผิงย่อมไม่ปฏิเสธ
หลังจากที่หลิ่วเมิ่งหรูได้รับการเอาอกเอาใจ ทำให้ใบหน้าที่เดิมขาวซีดกลายเป็สีแดงเรื่อ ทุกการขมวดคิ้วและทุกรอยยิ้มเต็มไปด้วยเสน่ห์ ทำให้นางดูน่าดึงดูดยิ่งขึ้น
ตอนนี้เอง อวิ๋นหม่านก็กลับมาแล้ว
เขาหิ้วกระต่ายมาถึงสิบตัวพลางหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าบนใบหน้าก็มีรอยยิ้มที่หุบไม่ได้อยู่เสมอ
เมื่อนับรวมรุ่นบิดาแล้ว ตระกูลของเขาออกล่าสัตว์มานานหลายทศวรรษ แต่ก็ไม่เคยได้เหยื่อมากมายในคราวเดียวเช่นนี้มาก่อน อาจกล่าวได้ว่า บัดนี้อวิ๋นหม่านเต็มไปด้วยจิติญญานักล่า และเขาก็เต็มไปด้วยความหวังสำหรับอนาคต
เมื่อหลิ่วเมิ่งหรูเห็นกระต่ายมากมายเช่นนี้ นางก็คิดว่าจะขายให้หมด พลันรอยยิ้มบนใบหน้าก็กว้างมากขึ้น
กระต่ายตัวหนึ่งราคาหนึ่งร้อยอีแปะ ถ้าขายได้สิบตัว ก็เป็เงินหนึ่งตำลึง ถ้าวางกับดักกระต่ายเพิ่ม ก็จะจับได้มากกว่านี้แน่นอน บางทีอาจจะจ่ายหนี้ห้าสิบตำลึงที่ติดค้างหวังชื่อเหรินได้ภายในหนึ่งเดือน
จ้าวผิงไม่ได้พูดอะไรออกมา
เขาคิดว่าไม่มีทางที่จะชำระหนี้มากมายขนาดนั้นได้ด้วยการจับกระต่ายขาย ถึงอย่างไงกระต่ายก็มีจำกัด ตอนนี้เขาได้วางกับดักกระต่ายไปสี่สิบจุด แต่จับได้เพียงสิบจุดเท่านั้น ยิ่งวางเพิ่มเท่าไร ก็จะได้น้อยลงเท่านั้น
เว้นเสียแต่จะเปลี่ยนูเา
แต่การล่ากระต่ายนั้นทำง่าย และคนอื่นก็สามารถเรียนรู้ได้ง่ายเช่นกัน ถึงตอนนั้นคงมีคนจับกระต่ายมากขึ้น และทำให้เรามีรายได้น้อยลง
แต่ตอนนี้หลิ่วเมิ่งหรูกำลังมีความสุข เขาจึงไม่้าทำลายความสุขของนาง หลังมื้ออาหาร เขาจึงนำกระต่ายไปหาหลี่โฉ่ว และขอให้ช่วยนำไปขายที่อำเภอ
“พ่อหนุ่มจ้าว เ้าจับกระต่ายเก่งมากเลยนะ จับกระต่ายได้ทุกวันแบบนี้ เรียกว่าชำนาญกว่าพวกนายพรานด้วยซ้ำ” หลี่โฉ่วกล่าวชื่นชม
จ้าวผิงแค่อธิบายว่าเพราะโชคดีเท่านั้น
อาสะใภ้สี่ครุ่นคิดบางสิ่งขึ้นได้ นางจึงคว้าแขนของจ้าวผิงแล้วพูดว่า “พ่อหนุ่มจ้าว เ้าคิดว่าอาสะใภ้สี่ปฏิบัติต่อเ้าดีหรือไม่?”
หืม?
จ้าวผิงชะงักไปครู่หนึ่ง หลังจากคิดไตร่ตรองแล้ว เขาก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “อาสะใภ้สี่ ท่านมีเื่ใดก็พูดมาตามตรงเถอะ”
“เราไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านกันเท่านั้น แต่ท่านช่วยดูแลครอบครัวของข้าด้วยดีเสมอ ถ้ามีเื่ใดที่ข้าสามารถช่วยได้ ข้าจะช่วยแน่นอน”
“พ่อหนุ่มจ้าว ถ้าข้าจะฝากหลี่หู่ไปทำงานด้วยได้หรือไม่?"
อาสะใภ้สี่กังวลว่าจ้าวผิงจะปฏิเสธ นางจึงรีบพูดเสริมว่า “เขาแข็งแรงมากนะ สามารถช่วยทำงานหนักให้พวกเ้าได้”
“เราไม่้าค่าจ้างด้วย แค่ให้อาหารเขากินสองมื้อก็พอ"
หลี่หู่เป็ลูกชายของหลี่โฉ่วกับอาสะใภ้สี่ อาจมีปัญหาทางสติปัญญาบ้าง แต่ร่างกายสูงใหญ่ไม่น้อย
เขาอายุยังไม่ถึงสิบแปดปี แต่สูงกว่าสามฉื่อไปแล้ว อีกทั้งเขามีน้ำหนักเกือบสองร้อยจิน และได้รับฉายาจากชาวบ้านซีผิงว่า ‘เ้าโง่’ มิหนำซ้ำเขายังกินจุยิ่ง หนึ่งคนสามารถกินได้เท่ากับสองสามคน แต่ก็ยังรู้สึกหิวตลอดเวลา
ด้านหลี่โฉ่วเป็เพียงพ่อค้าเร่ จะทำเงินได้สักเท่าไร เขาแทบจะเลี้ยงดูลูกชายไม่ไหวแล้ว นั่นเป็เหตุผลที่อาสะใภ้สี่ขอร้องจ้าวผิง
“ถ้าเงื่อนไขเป็เช่นนี้ ย่อมไม่มีปัญหา” จ้าวผิงตอบรับด้วยความเต็มใจ
ก็แค่เลี้ยงคนโง่คนหนึ่ง เขาจ้าวผิงคนนี้จะจ่ายไม่ไหวหรือ อีกทั้งการเลี้ยงหลี่หู่ จ้าวผิงก็ยังสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหลี่โฉ่วได้ด้วย นี่จะทำให้การขนส่งสมุนไพรในอนาคตสะดวกสบายมากขึ้น
ทั้งสองไม่คาดคิดว่าจ้าวผิงจะเห็นด้วยรวดเร็วเช่นนี้ พลันก็เกิดความรู้สึกประทับใจมากจนพูดแต่คำว่า ‘ดีจริง’ ไม่หยุด
จ้าวผิงพูดคุยอีกไม่กี่คำก็พาหลี่หู่กลับบ้านมาด้วย
ต้องยอมรับว่าหลี่หู่คือผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานจริง ๆ เขาเพียงคนเดียวก็สามารถแบกกระสอบสมุนไพรได้ถึงสามกระสอบต่อเที่ยว ทั้งในมือยังถือตะกร้าหวายสามใบไว้ได้ด้วย
เมื่อมีหลี่หู่ช่วยแบก จ้าวผิงกับเหวินฮุ่ยประหยัดเวลาไปมาก ตอนนี้ทั้งสองจึงมีหน้าที่ขุดหาสมุนไพรเท่านั้น ทำให้ขุดได้มากยิ่งขึ้นด้วย
หลังจากผ่านไปสามวัน จ้าวผิงก็ขุดหาสมุนไพรได้มากถึงเก้าร้อยชั่ง เมื่อเขาคัดแยกสมุนไพรและตากแห้งออกมา ก็มีน้ำหนักสองถึงสามร้อยชั่ง เลยทีเดียว
จ้าวผิงขอให้หลี่หู่ไปแจ้งกับบิดาว่า เขาวางแผนจะเข้าเมืองเพื่อขายสมุนไพรในวันรุ่งขึ้น