“คุณชายเอ้อร์เอ๋อร์!”
เท้าที่ก้าวไปข้างหน้าหยุดชะงักสองมือที่จับรถบรรทุกผักคันเล็กจิกเกร็ง ก่อนที่เขาจะตั้งสติได้และหันไปมองท่านแม่ที่ตอนนี้มีสีหน้ามิสู้ดีด้วยทุกครั้งที่มีคนมาที่นี่ ท่านแม่ก็จะคิดไปว่าเราสองคนถูกค้นพบ คนที่มาจะต้องคิดทำร้ายเก้าเทียนรุ่ย
“มิมีอันใดขอรับพวกเขาคงจะมา...ขอให้ข้ารักษานะ” เขารีบบอกพร้อมกับยื่นมือไปจับมือท่านแม่เอาไว้ ด้วยรู้ดีว่าท่านมิสบายใจเท่าไหร่ที่ได้เห็นทหารมาเยือนถึงเรือน
“คนพวกนั้น...คงจะยังไม่รู้ว่าเราสองคนแม่ลูกยังมีชีวิตอยู่นะขอรับ”เก้าเทียนรุ่ยกระซิบบอก แม้ก่อนหน้านั้นท่านแม่จะเป็เก้าฮูหยินก็ตาม หากเดี๋ยวนี้นั้นท่านแม่คือท่านแม่ของท่านหมอเอ้อร์เอ๋อร์ที่มีเพียงผู้คนในหมู่บ้านเล็ก ๆ เกือบจะอยู่ติดชายแดนเท่านั้นรู้จักที่นี่ห่างไกลความเจริญมากพอที่จะมิมีข่าวเื่ราวของเก้าฮูหยินและคุณชายเก้าเทียนรุ่ยหลุดรอดออกไปหากตอนนี้เขาก็เริ่ม...มิแน่ใจเสียแล้ว
“ขอรับ”ความจริงแล้วเขาอยากจะตอบไปว่ามิใช่ หากดูเหมือนทหารที่มาคงจะสืบสาวราวเื่มาเป็อย่างดีจนมั่นใจแล้วว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือคนที่พวกเขา้าพบตัว การปฏิเสธออกไปจึงน่าจะมิใช่เื่ดีที่ควรทำ
“มิทราบว่าพวกท่านมาหาข้าด้วยเหตุอันใดหรือขอรับ”
“ขอเชิญท่านไปกับเราด้วย”
“เดี๋ยว! หยุดก่อน” เก้าเทียนรุ่ยรีบยกมือกันมิให้ทหารสามนายเดินมาหา ก่อนจะรู้ว่ามันมิได้ผลก็เลยรีบใช้รถบรรทุกผักคันเล็กมาดักเอาไว้แทน
“ท่านต้องบอกให้ข้ารู้ก่อนจะให้ข้าไปที่ไหน ไปด้วยเื่อันใด...มิเช่นนั้นข้ามิไป ถึงพวกท่านจะใช้กำลังบังคับก็อย่าคิดว่าจะพาข้าไปจากที่นี่ได้ง่าย ๆ ข้า...ข้าสู้แค่ตายเท่านั้น”
เขามิ้าเปิดเผยความสามารถที่มีให้ผู้อื่นล่วงรู้แต่หากมันถึงคราวจำเป็ต้องใช้ เก้าเทียนรุ่ยก็มิรีรอเลย ถึงจะมิเก่งกล้าหากก็คิดว่าสามารถพาตนเองและท่านแม่หนีไปได้แน่นอนยิ่งสภาพที่เป็อยู่ยามนี้ หนุ่มน้อยร่างโปร่งบาง หน้าตามอมแมมเพราะคลุกดินคลุกโคลนกับหญิงชราผู้หนึ่งย่อมมิเป็ที่สนอกสนใจของผู้ใดแน่
“พวกเ้าหยุดก่อน”
เก้าเทียนรุ่ยรีบมองผู้มาใหม่ที่นั่งอยู่บนม้าสีดำราวกับนิลหากแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลัง ทำให้มองหน้าคนผู้นี้มิชัด ทว่าสิ่งหนึ่งที่ััได้คือรัศมีแห่งความมีอำนาจ...พลังที่ทำให้รู้สึกว่ารายรอบกายมันเย็นะเืมันอึดอัด มันกดดันจนแทบมิกล้าจะหายใจ ในหัวมีข้อความหนึ่งดีดขึ้นมา...
หากเป็ศัตรูกับคนผู้นี้ก็เหมือนกับว่าเขาย่างเท้าข้างหนึ่งไปเยือนน้ำพุเหลือง[1]แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น เขาก็ยังอยากอยู่เงียบ ๆ กับท่านแม่ ปลูกผักและค้าขายอย่างเช่นทุกวันนี้ก็เลยคิดว่า ต่อให้คนตรงหน้าจะน่ากลัวเพียงใด ก็ยังเลือกที่จะมิยุ่งเกี่ยวจะเป็การดีกว่า
“ขอรับรองแม่ทัพ”
รองแม่ทัพ!
“ท่านแม่มายืนใกล้ๆ ข้านะขอรับ หากมีสิ่งใดเกิดขึ้น ข้าสามารถมาพาท่านหนีได้ทันที” ถึงจะกล่าวออกไปเช่นนั้นหากเก้าเทียนรุ่ยก็มิมั่นใจเลยสักนิด ด้วยพลังและความสามารถของรองแม่ทัพผู้นั้น...คิดว่าอย่างไรก็คงจะต้องเก่งมิน้อยฝีมือเล็กน้อยของเขาคงจะหนีรอดได้ยาก
“ข้าทราบมาว่าคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์มีฝีมือด้านรักษาผู้คน”
น้ำเสียงเยือกเย็นและเต็มไปด้วยอำนาจทำให้เก้าเทียนรุ่ยรู้สึกหนาวะเืขึ้นมา “ไม่...ไม่ใช่หรอกขอรับ ข้าคิดว่าท่านคงจะเข้าใจอันใดผิดไปเสียแล้วข้าเป็เพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ปลูกผักปลูกหญ้าไปขาย คนที่ได้กินก็รู้สึกเพียงแค่ว่าตนเองแข็งแรงขึ้นเท่านั้นเอง”เขาเอ่ยเสียงเบาพร้อมกับฉีกยิ้มแหย ๆ
“คุณชายช่างถ่อมตนยิ่งนักแต่หากข้ามิมั่นใจ ก็คงจะมิมารบกวนคุณชายหรอกนะ”
“ข้ามิได้ถ่อมตัวนะขอรับแต่ท่านเข้าใจผิดไปไกลแล้ว เพราะพวกเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ได้กินอาหารอร่อย ๆ ที่ปรุงจากพืชสดๆ ที่ข้านำไปขายให้ ก็เลยทำให้มีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้นเอง”
“จะต้องให้ข้านำผู้ที่ได้รับการรักษาจากท่านมายืนยันหรือไม่เล่าคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์”
จริงแหละ...มากันเช่นนี้ถามหาคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์อย่างมิติดขัดเช่นนี้ เป็ไปมิได้เลยที่จะมิรู้มาก่อนแล้วตัวเขาที่พยายามคิดหาข้อแก้ตัวมากมายแต่ก็ไร้ผล ดูเหมือนทุกอย่างมันจะมืดมนไปเสียหมดจนมิรู้ว่าจะโต้ตอบออกไปเช่นไร
“ถ้าเช่นนั้นท่าน...ท่าน้าให้ข้าช่วยปรุงอาหารให้ใครหรือขอรับ” เก้าเทียนรุ่ยเอ่ยถามอย่างอ่อนอกอ่อนใจที่มิอาจหาทางหลีกเลี่ยงได้
“ท่านจะเรียกเช่นนั้นก็ตามใจข้าเพียงแค่ต้องนำท่านไปรักษาคนผู้หนึ่ง”
เก้าเทียนรุ่ยได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองที่สุดวาจาเหมือนจะมิมีอันใด หากดูเหมือนความหมายจากที่กล่าวมาคือ...ต้องไปและต้องหายเท่านั้น!
“ถ้า...ถ้าเช่นนั้นขอท่านโปรดนำผู้ที่จะให้ข้าปรุงอาหารให้และดูแลเข้าไปในเรือนก่อนเถอะขอรับ ข้ากับท่านแม่จะได้รีบจัดเตรียมทำอาหารให้...โดยเร็วไว”จะได้รีบกลับกันไปเสียที แม้จะรู้ว่ามิได้มาด้วยเื่ของเก้าเทียนรุ่ยแล้วก็ตามหากการมีทหารอยู่ในสายตา มันก็ทำให้เขากับท่านแม่รู้สึกใจคอมิดีอยู่นั่นแหละ
“ข้าว่าท่านเข้าใจผิดนะคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์...ข้ามารับท่านไปดูแลคนผู้นั้น”
มิเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความกดดันจนยากที่จะหายใจได้สะดวกแล้วน้ำเสียงก็ยังจะเยียบเย็นจนเก้าเทียนรุ่ยหนาวไปทั้งแผ่นหลังอีก
“เอ่อ...ท่านมิได้พาเขามาให้ข้าดูแลที่นี่หรือขอรับ”
“ในที่สุดท่านก็รู้จักที่จะฉลาดเสียที”
คนฉลาดย่อมจะมิโอ้อวดตนเองเขาจะต้องโง่เยอะ ๆ ถึงจะทำให้ตนเองและท่านแม่มีชีวิตรอดไปอีกนาน “แต่เอ่อ...”
“ท่านมีปัญหาอันใดหรือคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์”
อย่ากดดันกันเช่นนี้สิเขากล่าวมิอะไรมิถูกแล้วนะ
“ก็...เอ่อ...คือ...”ก็ว่าเขาโง่ เขาก็ควรต้องโง่ให้มาก ๆ สินะ “คือเวลาข้าช่วยทำให้ผู้ที่ป่วยอยู่หายจากอาการป่วยข้าก็จะเป็คนปรุงอาหารให้พวกเขาทานจากผักที่ข้าปลูก หากข้าไปกับท่าน...”
“มิต้องห่วงผักของท่าน พวกข้าจะนำไปให้”
“มิได้ขอรับ...มิได้”เขารีบกล่าวออกไปเสียงสั่น “ผักเหล่านี้จะต้องเป็ข้าที่เก็บมันเอง...ข้ามิรู้ว่าผู้ที่ท่านให้ข้าไปปรุงอาหารให้ทานป่วยหนักเพียงใดและป่วยมานานหรือยัง”
ดูจากการตามมาหาคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์ที่มิรู้ว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ถึงหมู่บ้านที่ห่างไกลเช่นนี้จนเจออีกทั้งยังมิรู้ว่าชื่อเสียงที่เล่าลือไปนั้นจะเป็จริงหรือไม่ของเขา รองแม่ทัพผู้นี้คงจะคาดหวังกับการรักษาในครั้งนี้มิน้อยหากเขาทำมิได้ รักษาคนผู้นั้นมิหาย...หัวกับตัวของเก้าเทียนรุ่ยผู้นี้กับท่านแม่จะยังคงอยู่ที่เดิมหรือเปล่าเนี่ยน่ากลัวจริง!
“ท่านต้องบอกข้านะขอรับข้าจะได้เตรียมผักไปให้เพียงพอ หากมิเพียงพอ ท่านจะมากล่าวหาว่าข้าปรุงอาหารให้คนผู้นั้นมิเพียงพอมิได้นะขอรับ...ข้ามิยอมรับความผิดที่มิได้กระทำแน่”ถึงจะเป็มด หากเขาก็มิยอมให้ถูกขยี้โดยมิโต้ตอบหรอกนะ
“หนัก...นาน”
สั้นๆ ได้ใจความดีจริง ๆ เก้าเทียนรุ่ยได้แต่ปาดเหงื่อบนขมับที่มันก็มิได้มีหรอก หากเขาคิดว่ามีไปแล้ว
“แล้ว...แล้วคนผู้นั้นอยู่ห่างไกลจากบ้านของข้ามากหรือไม่ขอรับ”
“แคว้นฮั่นหยางเมืองฟูหลิง”
เก้าเทียนรุ่ยรีบหันไปหาท่านแม่ถึงจะมาอยู่ที่นี่นับได้ก็หลายเดือนแล้ว หากสถานที่ซึ่งเขารู้จักก็มีเพียงแค่บ้านหลังนี้กับตลาดเท่านั้นเลยมิรู้ว่าเมืองฟูหลิงนี้อยู่ไกลไหมและที่สำคัญ...มันใกล้กับบ้านเก่าของท่านแม่หรือเปล่า
“ไกลอยู่...มิไกลจากที่นั่นด้วย”
ท่านแม่กล่าวเสียงสั่นใบหน้าก็ซีดเผือดและเต็มไปด้วยความวิตกกังวลยิ่งนัก มันทำให้เขาคิดไปว่า...ผู้ใดกันที่โยนเผือกร้อนมาให้จะปัดออกยังไงมันถึงจะมิลวกมือ หากตอนนี้ทำได้ก็เพียงแค่พยายามคิดหาทางออกไปก่อนเท่านั้น
“ถ้า...ถ้าเช่นนั้นรบกวนท่านรอข้าสักครู่...ข้ากับท่านแม่ต้องช่วยกันเก็บของก่อนท่านจะกล่าวว่ามิจำเป็มิได้ขอรับ ข้าจำเป็ต้องนำผักไปปรุงอาหารให้คนที่ท่านกล่าวถึงได้กินอย่างเพียงพอ”ถ้าเลือกได้ เก้าเทียนรุ่ยอยากจะส่งผักสดมอบให้บุรุษตรงหน้าไปจัดการเองนะ แต่...
“อย่าช้า”
อยากทำให้ช้าที่สุดนะแต่เจอสายตาที่เหมือนจะรู้เท่าทัน เก้าเทียนรุ่ยเลยพยักหน้ารับอย่างจำใจ ขณะจับมือท่านแม่พาเดินเข้าไปในเรือนที่พัก
“ท่านแม่ไปเก็บข้าวของทั้งของข้าและของท่านนะขอรับเอาเท่าที่จำเป็พอ ที่เหลือเราค่อยไปหาเอาดาบหน้า”
“เอ้อร์เอ๋อร์”
เก้าเทียนรุ่ยคลี่ยิ้มอย่างที่คิดว่าจะทำให้ท่านแม่กังวลใจน้อยที่สุดเขาวางมือบนมือเล็กและตบเบา ๆ ทั้งที่ตนเองนั้นก็หวาดกลัวและกังวลใจอย่างที่สุด
“มันจำเป็ขอรับเราขัดคนพวกนั้นไม่ได้ เอาไว้เราค่อยคิดว่าหลังจากนี้จะทำยังไงต่อไป”
สองแม่ลูกมองสบตากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไปจัดการในส่วนของตนเองเก้าเทียนรุ่ยเดินออกไปด้านหลังเรือนที่ปลูกผักไว้หลายชนิด
อืม...ให้เก็บเองขนเองทั้งหมดที่เห็นเหนื่อยไม่น้อยเชียวล่ะ ถ้าเช่นนั้น...เก้าเทียนรุ่ยเดินย้อนกลับไปยังจุดที่รองแม่ทัพผู้นั้นอยู่
“ท่านช่วยข้าหน่อย”เก้าเทียนรุ่ยเอ่ยโดยมิเอ่ยนาม ก็เขา...มิรู้จักคนตรงหน้าเลยนี่น่า นายทหารผู้ติดตามได้แต่หันไปมองรองแม่ทัพที่ยังคงนั่งอยู่บนม้าสีดำเหมือนนิล
“คือ...ต้องหาผ้าชิ้นใหญ่ๆ มาใช้ห่อผักพวกนี้ให้สดชื่นให้มากที่สุดนะ ข้าทำคนเดียวคงจะต้องใช้เวลานาน หากพวกท่าน้าให้รีบไปก็ต้องช่วย”
รองแม่ทัพพยักหน้านายทหารสองคนก็รีบตามเก้าเทียนรุ่ยไปที่หลังบ้าน
“ท่านรอข้าตรงนี้ก่อนนะข้าขอไปหาท่านแม่ ขอผ้าชิ้นใหญ่ ๆ มาใช้ก่อน อ๋อ...ข้าลืมไปเลย ท่านช่วยไปเอารถที่ข้าใส่ผักที่ยังอยู่หน้าบ้านมาให้ด้วยนะขอรับ”
สั่งความเสร็จเก้าเทียนรุ่ยก็รีบเดินไปหาท่านแม่เพื่อค้นหาสิ่งที่จำเป็ต้องใช้ก่อนจะออกมาจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นโดยเร็วไวและมิลืมที่จะไปบอกกล่าวเ้าของบ้านที่ให้เขากับท่านแม่เช่าอยู่ด้วยอัตราค่าเช่าที่ถูกมากเพื่อให้มาเก็บผักที่เหลือไปกินและแจกจ่ายเพื่อนบ้านเพราะเขามิรู้เลยว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกหรือเปล่า...มิได้คิดไปเอง แต่โอกาสที่ได้กลับมาที่นี่มีน้อยมากเมื่อคิดดูแล้ว ถึงอยู่ห่างไกลเช่นนี้ยังมีคนตามหาตัวจนเจอ มินานคนพวกนั้นก็อาจจะล่วงรู้ก็เป็ไปได้เสร็จเื่นี้แล้วเก้าเทียนรุ่ยคิดว่าจะต้องปรึกษากับท่านแม่เื่หาที่อยู่ใหม่ให้ห่างไกลจากคนพวกนั้น...มากเท่าไหร่ยิ่งดี
“เ้ายังมีสิ่งใดที่ต้องนำไปอีกไหม”
“มิ...มิมีแล้วขอรับท่ารองแม่ทัพ”เก้าเทียนรุ่ยรีบเดินไปประคองท่านแม่เดินตามหลังนายทหารไป
“เราไปกับเถอะขอรับท่านแม่”หากยังมิทันจะได้ออกเดินทาง ก็ต้องหยุดเพราะวาจาของรองแม่ทัพ
“อย่างไรเ้าก็จะไปทำการรักษาคนข้ามิใจดำให้ท่านหมอเช่นเ้าเดินเท้าตามไปหรอกนะ”
มิต้องมองเช่นนั้นเก้าเทียนรุ่ยรู้ดีว่ารูปร่างผอมบางที่เจอลมแรงสักหน่อยก็อาจจะปลิวไปได้ให้เดินทางไกลคงจะป่วยก่อนไปถึง แล้วยังไงล่ะ จะให้เขาไปอย่างไรในเมื่อมีทหารเพียงแค่สามคนกับตัวรองแม่ทัพและม้าอีกหนึ่งตัวเท่านั้น
เก้าเทียนรุ่ยมองคนกล่าวด้วยความสงสัยก่อนที่ปากมันจะไวเผลอถามออกไปว่า
“ให้นั่งบนม้ากับท่านหรือ...ข้าขี่ม้ามิเป็หรอกนะขอรับอีกทั้งข้าก็มิอาจปล่อยให้ท่านแม่เดินเท้าในขณะที่ข้าขี่ม้ามิได้ด้วย”
หากคำตอบที่ได้รับนะหรือ...เขาได้ขี่ม้าจริงๆ หากเป็การขี่ร่วมกับท่านแม่ ขณะที่รองแม่ทัพที่มีเพียงหน้าเดียว...นิ่งสนิทราวกับมีหน้ากากสวมไว้เดินจูงม้า
มีหลายเื่ที่เก้าเทียนรุ่ยอยากจะไถ่ถามออกไปหากเมื่อเจอกับความนิ่งเงียบของรองแม่ทัพและนายทหารผู้ติดตาม ก็เลยคิดว่า...ปล่อยให้มันเป็ไปตามที่ต้องเป็ละกัน!
[1] ยมโลก